ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอใช้คำแทนพระราชอำนาจของนโปเลียนที่แผ่ขยายไปทั่วยุโรปว่า ระบอบโบนาร์บาร์ต นิยมล่ะกัน 55
ในห้วงเวลาที่ยุโรปอยู่ภายใต้อิทธิพลของ นโปเลียน นโปเลียนนั้นได้ให้บรรดาเหล่าพระญาติ ลูกน้องคนสนิทกระจายไปปกครองดินแดนต่างๆที่พิชิตได้ ซึ่งก็ได้นำแนวคิดชาตินิยมเข้าไปเผนแพร่ในดินแดนดังกล่าว ส่งผลให้ดินแดนเหล่านั้นเริ่มเกิดแนวคิดนี้ และเป็นผลทำให้เกิดการรวมชาติในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ดินแดนเหล่านั้น ไม่ว่าจะ อิตาลี เยอรมัน โปร์แลนด์ ล้วนไม่กระด้างกระเดื่องต่อการปกครองของ นโปเลียน เว้นแต่ที่เดียวนั้นคือ สเปน
เนื่องด้วยสาเหตุที่ว่า ชาว สเปน นั้นเคร่งในศาสนาและผูกพันกับสันตะปาปามากกว่าดินแดนอื่นในยุโรปนั้นเองครับ หากจะไล่เรียงแล้วความสำคัญของ สถาบันกษัตริย์ยังน้อยกว่าศาสนาด้วยซ้ำ
นั้นเป็นเพราะดินแดนคาบสมุทรไอบีเรียนั้นเรียกได้ว่า ถือกำเนิดและยังคงอยู่เพราะคาทอลิก จริงๆ เหล่าชาว ไอบีเรีย ทำสงครามศาสนาหรือ Reconquista เป็นเวลากว่า 700 ปีเพื่อช่วงชิงดินแดนคืนจากมุสลิม นอกจากนี้ พระเจ้าแผ่นดินสเปนทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ทรงมีนโยบายทางศาสนาที่แรงกล้ายิ่งนัก เรียกได้ว่าทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักรต้องเป็นคาทอลิก... นั้นยิ่งทำให้ความเป็น คาทอลิก ฝังรากลึกในสเปนยากที่จะถอนออก แม้ชาติที่เหลือในยุโรปจะเริ่มหลุดพ้นจากการครอบงำทางศาสนาแล้วก็ตาม
และการกระทำของนโปเลียนนั้น อาจจะเรียกได้ว่า antichrist หรือผู้เป็น "ปฏิปักษ์พระคริสต์" นับแต่การกระทำที่ไม่ให้เกียรติ พระสันตะปาปา ปิอัสที่ 7 ใน พิธีราชาภิเศก ที่ นโปเลียนหยิบมงกุฎขึ้นมาสวมใส่ด้วยตนเองเป็นนัยๆว่าเขาไม่ยอมรับอำนาจจากสันตะปาปา .... นอกจากนี้ นายทหารของนโปเลียนมีปัญหากับพระสันตะปาปาและยังเคยจับพระสันตะปาปาไปขังอยู่ห้วงเวลาหนึ่ง รวมถึงการผนวกรัฐสันตะปาปา "Papal State" เขาไปเป็นส่วนหนึ่งใน จักรวรรดิฝรั่งเศส นั้น ยิ่งเสมือนการควบคุมผู้นำทางศาสนาให้อยู่ในพระหัตถ์ของนโปเลียน (ความจริงความระหองระแหงระหว่าง ศาสนาจักรและนโปเลียนนั้นมีมานานและมีหลายเหตุการณ์เสียด้วยซ้ำ)
เหล่าชาวสเปนที่ไม่ได้รู้สึกรักในความชาตินิยมอะไรอยู่แล้วเมื่อเจอเข้ากับเหตุการณ์แบบนี้ยิ่งเกิดกระแส Anti เข้าไปใหญ่ พวกเขานั้นยังต่อต้านกษัตริย์ตนเองเพื่อให้เขาถอดถอนความเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสเสียด้วยซ้ำ แต่กระนั้นการลงนามสนธิสัญญา Fontainebleau อนุญาตให้กองทัพฝรั่งเศสใช้สเปนเป็นฐานในการโจมตีโปรตุเกสได้ นั้นยิ่งทำให้ประชาชนเดือดดาล และยังเกิดปัญหาความระหองระแหงระหว่าง พระเจ้าชาร์ลที่ 4 ที่โดนลูกตน พระเจ้าเฟอร์ดินานที่ 7 แย่งบัลลังก์ กลายเป็นปัญหาการเมืองในสเปน
และฟางเส้นสุดท้ายก็บังเกิดเมื่อ นโปเลียนเรียกทั้ง 2 กษัตริย์เข้าพบที่ Bayonne และบังคับให้ทั้ง 2 นั้นสละบังลังก์ให้กับ โจเซฟ พี่ชายของตนอันเป็น จุดเริ่มต้นของ ราชวงศ์โบนาร์บาร์ต เท่านั้นแหละ เมื่อรู้ว่าตนเองถูกปกครองโดยพวก "โบนาร์บาร์ต" เริ่มเกิดการต่อต้านและจลาจลไปทั่วทุกหนแห่ง แม้พระเจ้าโจเซฟจะทรงใช้ความปรีชา ปกครองโดยใช้ชาตินิยมทะนุบำรุง มาดริด แต่ก็มิอาจทานกระแสของมวลชนได้ และกลายเป็นเหตุการณ์ Dos de Mayo Uprising เมื่อ ชาวสเปนในมาดริดลุกฮือขึ้นก่อจลาจลและเดินขบวนไปที่วังหลวง การปราบปรามนั้นเป็นไปอย่างรุนแรงและมีผู้เสียชีวิต 500 คน ผู้ชุมนุมที่โดนจับได้ทั้งหมดถูกประหาร
การประหารผู้ชุมนุมในเหตุการณ์ Dos de Mayo Uprising
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชาวสเปนหวั่นเกรงแต่อย่างใด และทำให้พวกเขาเริ่มการต่อสู้แบบกองโจรกลายเป็นสงครามคาบสมุทรในเวลาต่อมานั้นเอง
ทำไมระบอบโบนาร์บาร์ตนิยม ถึงไม่ประสบความสำเร็จใน สเปน
ในห้วงเวลาที่ยุโรปอยู่ภายใต้อิทธิพลของ นโปเลียน นโปเลียนนั้นได้ให้บรรดาเหล่าพระญาติ ลูกน้องคนสนิทกระจายไปปกครองดินแดนต่างๆที่พิชิตได้ ซึ่งก็ได้นำแนวคิดชาตินิยมเข้าไปเผนแพร่ในดินแดนดังกล่าว ส่งผลให้ดินแดนเหล่านั้นเริ่มเกิดแนวคิดนี้ และเป็นผลทำให้เกิดการรวมชาติในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ดินแดนเหล่านั้น ไม่ว่าจะ อิตาลี เยอรมัน โปร์แลนด์ ล้วนไม่กระด้างกระเดื่องต่อการปกครองของ นโปเลียน เว้นแต่ที่เดียวนั้นคือ สเปน
เนื่องด้วยสาเหตุที่ว่า ชาว สเปน นั้นเคร่งในศาสนาและผูกพันกับสันตะปาปามากกว่าดินแดนอื่นในยุโรปนั้นเองครับ หากจะไล่เรียงแล้วความสำคัญของ สถาบันกษัตริย์ยังน้อยกว่าศาสนาด้วยซ้ำ
นั้นเป็นเพราะดินแดนคาบสมุทรไอบีเรียนั้นเรียกได้ว่า ถือกำเนิดและยังคงอยู่เพราะคาทอลิก จริงๆ เหล่าชาว ไอบีเรีย ทำสงครามศาสนาหรือ Reconquista เป็นเวลากว่า 700 ปีเพื่อช่วงชิงดินแดนคืนจากมุสลิม นอกจากนี้ พระเจ้าแผ่นดินสเปนทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าฟิลิปที่ 2 ทรงมีนโยบายทางศาสนาที่แรงกล้ายิ่งนัก เรียกได้ว่าทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักรต้องเป็นคาทอลิก... นั้นยิ่งทำให้ความเป็น คาทอลิก ฝังรากลึกในสเปนยากที่จะถอนออก แม้ชาติที่เหลือในยุโรปจะเริ่มหลุดพ้นจากการครอบงำทางศาสนาแล้วก็ตาม
และการกระทำของนโปเลียนนั้น อาจจะเรียกได้ว่า antichrist หรือผู้เป็น "ปฏิปักษ์พระคริสต์" นับแต่การกระทำที่ไม่ให้เกียรติ พระสันตะปาปา ปิอัสที่ 7 ใน พิธีราชาภิเศก ที่ นโปเลียนหยิบมงกุฎขึ้นมาสวมใส่ด้วยตนเองเป็นนัยๆว่าเขาไม่ยอมรับอำนาจจากสันตะปาปา .... นอกจากนี้ นายทหารของนโปเลียนมีปัญหากับพระสันตะปาปาและยังเคยจับพระสันตะปาปาไปขังอยู่ห้วงเวลาหนึ่ง รวมถึงการผนวกรัฐสันตะปาปา "Papal State" เขาไปเป็นส่วนหนึ่งใน จักรวรรดิฝรั่งเศส นั้น ยิ่งเสมือนการควบคุมผู้นำทางศาสนาให้อยู่ในพระหัตถ์ของนโปเลียน (ความจริงความระหองระแหงระหว่าง ศาสนาจักรและนโปเลียนนั้นมีมานานและมีหลายเหตุการณ์เสียด้วยซ้ำ)
เหล่าชาวสเปนที่ไม่ได้รู้สึกรักในความชาตินิยมอะไรอยู่แล้วเมื่อเจอเข้ากับเหตุการณ์แบบนี้ยิ่งเกิดกระแส Anti เข้าไปใหญ่ พวกเขานั้นยังต่อต้านกษัตริย์ตนเองเพื่อให้เขาถอดถอนความเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศสเสียด้วยซ้ำ แต่กระนั้นการลงนามสนธิสัญญา Fontainebleau อนุญาตให้กองทัพฝรั่งเศสใช้สเปนเป็นฐานในการโจมตีโปรตุเกสได้ นั้นยิ่งทำให้ประชาชนเดือดดาล และยังเกิดปัญหาความระหองระแหงระหว่าง พระเจ้าชาร์ลที่ 4 ที่โดนลูกตน พระเจ้าเฟอร์ดินานที่ 7 แย่งบัลลังก์ กลายเป็นปัญหาการเมืองในสเปน
และฟางเส้นสุดท้ายก็บังเกิดเมื่อ นโปเลียนเรียกทั้ง 2 กษัตริย์เข้าพบที่ Bayonne และบังคับให้ทั้ง 2 นั้นสละบังลังก์ให้กับ โจเซฟ พี่ชายของตนอันเป็น จุดเริ่มต้นของ ราชวงศ์โบนาร์บาร์ต เท่านั้นแหละ เมื่อรู้ว่าตนเองถูกปกครองโดยพวก "โบนาร์บาร์ต" เริ่มเกิดการต่อต้านและจลาจลไปทั่วทุกหนแห่ง แม้พระเจ้าโจเซฟจะทรงใช้ความปรีชา ปกครองโดยใช้ชาตินิยมทะนุบำรุง มาดริด แต่ก็มิอาจทานกระแสของมวลชนได้ และกลายเป็นเหตุการณ์ Dos de Mayo Uprising เมื่อ ชาวสเปนในมาดริดลุกฮือขึ้นก่อจลาจลและเดินขบวนไปที่วังหลวง การปราบปรามนั้นเป็นไปอย่างรุนแรงและมีผู้เสียชีวิต 500 คน ผู้ชุมนุมที่โดนจับได้ทั้งหมดถูกประหาร
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชาวสเปนหวั่นเกรงแต่อย่างใด และทำให้พวกเขาเริ่มการต่อสู้แบบกองโจรกลายเป็นสงครามคาบสมุทรในเวลาต่อมานั้นเอง