ผลการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ได้พิพากษายกฟ้อง แต่ต่อมาชั้นศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษากลับให้จำคุกจำเลยคนละ 1 ปี และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 5 ปีด้วย
นายนวการ จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการประกันตัวชั้นฎีกาเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ โดยนายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส.
ก็ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วย ส่วนนายประเสริฐ จำเลยที่ 2 หลบหนีคดี ซึ่งศาลได้ออกหมายจับและปรับนายประกันไปแล้ว
ทั้งนี้ในส่วนของศาลฎีกานั้น ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า แม้มีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งต้องทำวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร การไม่มีเลือกตั้ง 28 เขตจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ในวันที่มีการชุมนุมดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความชอบ-ไม่ชอบดังกล่าวโดยขณะนั้นยังมีความเห็นขัดแย้งว่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่ง กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจทางกฎหมายในการจัดการเลือกตั้ง ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งยังไม่มีการวินิจฉัยเรื่องความชัดเจนต่อความชอบ-ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ
จึงถือว่าการประกาศเลือกตั้งขณะนั้นดำเนินการโดยชอบแล้วหากมีการเข้าดำเนินการขัดขวางเพื่อไม่ให้มีการลงคะแนนเลือกตั้ง ก็ย่อมเป็นความผิด
ส่วนที่จำเลยทั้งสองชุมนุมหน้าสำนักงานเขตดินแดงอ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพนั้น ศาลเห็นว่าเป็นเหตุการณ์อื่น
คดีนี้ผู้ชุมนุมได้ขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความไม่สงบ ผิดกฎหมาย ไม่ใช่การชุมนุมโดยชอบ
http://www.nationtv.tv/main/content/378635329/?qj=
ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ล็อคกุญแจโซ่ที่ประตูเพื่อขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้ง แต่ทำหน้าที่เพียงห้ามไม่ให้เกิดเหตุร้าย และจำเลยที่ 2 อ้างว่ามาสังเกตการณ์นั้น คดีมีพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รู้จักกับจำเลยทั้งสองและได้ถ่ายภาพไว้ กับพยานเจ้าหน้าที่ กกต. เบิกความว่าไม่สามารถเข้าไปยังสำนักงานเขตได้เนื่องจากมีโซ่คล้องประตูและจำเลยทั้งสองทำหน้าที่เจรจาอยู่หน้าประตูดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยังถือไมโครโฟนประกาศงดการเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งที่จำเลยอ้างนั้นขัดแย้งกับหลักฐานที่ปรากฏข้อเท็จจริงคือจำเลยทั้งสองยืนขวางประตูปกป้องไม่ให้ใครเปิดได้ มีพฤติการณ์แสดงออกโดยที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขัดขวางไม่ให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิ จนเวลาล่วงเลย 18.00 น. และที่จำเลยอ้างว่า เจ้าหน้าที่สามารถเดินเข้าไปได้นั้น ก็มีผู้ชุมนุมซึ่งมีท่าทีขัดขวางแสดงอาการขึงขัง หากเจ้าหน้าที่เข้าไปไม่อาจหลีกเลี่ยงเหตุปะทะได้ จึงเป็นการอ้างเลื่อนลอยไม่น่ารับฟัง
สำหรับประเด็นฎีกาที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบานั้น
ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ไม่สำนึก จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนดุลพินิจ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนให้จำคุกจำเลยคนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายประเสริฐ ด้วงทิพย์ นั้นก็ตกเป็นจำเลยร่วมกลุ่ม พธม. และกลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่เคยบุกเข้าไปใน อาคารสำนักงานสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยด้วยเมื่อวันที่ 22 - 26 ส.ค.51 ด้วย ซึ่งคดีดังกล่าวคำพิพากษาของถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกาแล้วให้จำคุก 6 เดือน ซึ่งศาลก็ให้ออกหมายจับนายประเสริฐไว้ด้วยเมื่อต้นปี 61 ที่ผ่านมา เพราะไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามนัด
ฎีกายืนคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา กปปส. ขวางเลือกตั้งที่ดินแดงปี 2557
นายนวการ จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับการประกันตัวชั้นฎีกาเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ โดยนายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส.
ก็ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วย ส่วนนายประเสริฐ จำเลยที่ 2 หลบหนีคดี ซึ่งศาลได้ออกหมายจับและปรับนายประกันไปแล้ว
ทั้งนี้ในส่วนของศาลฎีกานั้น ได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า แม้มีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งต้องทำวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร การไม่มีเลือกตั้ง 28 เขตจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ในวันที่มีการชุมนุมดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความชอบ-ไม่ชอบดังกล่าวโดยขณะนั้นยังมีความเห็นขัดแย้งว่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่ง กกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจทางกฎหมายในการจัดการเลือกตั้ง ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวซึ่งยังไม่มีการวินิจฉัยเรื่องความชัดเจนต่อความชอบ-ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ จึงถือว่าการประกาศเลือกตั้งขณะนั้นดำเนินการโดยชอบแล้วหากมีการเข้าดำเนินการขัดขวางเพื่อไม่ให้มีการลงคะแนนเลือกตั้ง ก็ย่อมเป็นความผิด
ส่วนที่จำเลยทั้งสองชุมนุมหน้าสำนักงานเขตดินแดงอ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพนั้น ศาลเห็นว่าเป็นเหตุการณ์อื่น คดีนี้ผู้ชุมนุมได้ขัดขวางการเลือกตั้งเป็นความไม่สงบ ผิดกฎหมาย ไม่ใช่การชุมนุมโดยชอบ
http://www.nationtv.tv/main/content/378635329/?qj=
ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ล็อคกุญแจโซ่ที่ประตูเพื่อขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการเลือกตั้ง แต่ทำหน้าที่เพียงห้ามไม่ให้เกิดเหตุร้าย และจำเลยที่ 2 อ้างว่ามาสังเกตการณ์นั้น คดีมีพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รู้จักกับจำเลยทั้งสองและได้ถ่ายภาพไว้ กับพยานเจ้าหน้าที่ กกต. เบิกความว่าไม่สามารถเข้าไปยังสำนักงานเขตได้เนื่องจากมีโซ่คล้องประตูและจำเลยทั้งสองทำหน้าที่เจรจาอยู่หน้าประตูดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยังถือไมโครโฟนประกาศงดการเลือกตั้ง ซึ่งสิ่งที่จำเลยอ้างนั้นขัดแย้งกับหลักฐานที่ปรากฏข้อเท็จจริงคือจำเลยทั้งสองยืนขวางประตูปกป้องไม่ให้ใครเปิดได้ มีพฤติการณ์แสดงออกโดยที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขัดขวางไม่ให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิ จนเวลาล่วงเลย 18.00 น. และที่จำเลยอ้างว่า เจ้าหน้าที่สามารถเดินเข้าไปได้นั้น ก็มีผู้ชุมนุมซึ่งมีท่าทีขัดขวางแสดงอาการขึงขัง หากเจ้าหน้าที่เข้าไปไม่อาจหลีกเลี่ยงเหตุปะทะได้ จึงเป็นการอ้างเลื่อนลอยไม่น่ารับฟัง
สำหรับประเด็นฎีกาที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ไม่สำนึก จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนดุลพินิจ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนให้จำคุกจำเลยคนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายประเสริฐ ด้วงทิพย์ นั้นก็ตกเป็นจำเลยร่วมกลุ่ม พธม. และกลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่เคยบุกเข้าไปใน อาคารสำนักงานสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยด้วยเมื่อวันที่ 22 - 26 ส.ค.51 ด้วย ซึ่งคดีดังกล่าวคำพิพากษาของถึงที่สุดในชั้นศาลฎีกาแล้วให้จำคุก 6 เดือน ซึ่งศาลก็ให้ออกหมายจับนายประเสริฐไว้ด้วยเมื่อต้นปี 61 ที่ผ่านมา เพราะไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามนัด