Fushifaru Maldives รีสอร์ทเปิดตัวใหม่กิ๊กกก!! กับครั้งแรกในมัลดีฟส์

Hello Maldives! Hello Fushi Faru!! รีวิวการเที่ยวต่างประเทศครั้งแรก! กับประเทศมัลดีฟส์ หรือสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ฟังไม่ผิดนะจ่ะ มัลดีฟส์เป็นประเทศ ประเทศหนึ่ง ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย ทางตอนใต้ของประเทศศีลังกา
มัลดีฟส์จัดว่าเป็นสวรรค์บนดินในฝันของใครหลายๆ คน 1 เกาะ จะมี 1 รีสอร์ท เป็นหนึ่งในสถานที่ ที่ครั้งหนึ่งเราต้องไปให้ถึง เราก็เป็นหนึ่งในนั้น เราจึงเริ่มทำการหาข้อมูลและข้อมูล
1. สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นประเทศที่เป็นหมู่เกาะ มีจำนวนมากกว่า 1,000 เกาะ
2. เกาะต่างๆ เรียกว่า อะทอล (Atoll)
3. สีน้ำที่เราเห็นว่าต่างสีกันนั้น เป็นสีที่บ่งบอกความตื้น ลึก และลึกมากของน้ำ
4. เราสามารถใช้สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐได้เลย เมื่อถึงที่ประเทศ
5. คนไทยเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า สามารถอยู่ในประเทศได้ไม่เกิน 30 วัน และอายุพาสปอร์ตต้องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
6. ข้อนี้เป็นข้อห้ามเลยนะ คือ ห้ามนำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเนื้อหมูเข้าประเทศเด็ดขาด เอาเข้ามาก็คงไปไม่ถึงไหน เพราะจะโดนยึดอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนะจ่ะ
>>ทริปนี้เราทำการจองกับเอเจนนะคะ เพราะค่าใช้จ่ายมันจะคุ้มกว่าที่เราจองไปเองกับอะโกด้า สอบถามชื่อเอเจนหลังไมค์ได้นะคะ<<
เราเดินทางด้วยสายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ FD177 ใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที จากท่าอากาศยานดอนเมืองสู่สนามบินเวลาน่า มัลดีฟส์ ออกเดินทาง 09.30 - 11.50 (เวลาที่มัลดีฟส์จะช้ากว่าประเทศเราประมาณ 2 ชั่วโมงนะคะ) แนะนำให้ไปถึงสนามบินเช้าๆ นะ ซัก 6 โมงเช้านะ ดอนเมืองนะจ่ะ ถ้าบินแอร์เอเชีย อาคาร1 ประตู2


>>ถึงแล้วววววว มัลดีฟส์ ท่าอากาศยานนานาชาติเวลานา เป็นสนามบินขนาดเล็กชั้นเดียว ดูคล้ายๆ หมอชิตบ้านเรา 555>>


>>จุดตรวจคนเข้าเมือง เราแค่ยืนต่อแถวและยืนพาสปอร์ต กับใบตม.

>>เดินออกมาปุ๊ปเราจะเจอกับพนักงานที่เยอะมาก บางโรมแรมจะมีเค้าเตอร์ เป็นของตัวเอง ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับทางที่เราเดินออกมาเลย แต่ของเราจะมีพนักงานยืนถือป้ายรอรับ

>>โดยพี่คนนี้จะพาเราไปที่เค้าเตอร์ของ Seaplane

>>จากนั้นเราก็ทำการยืน Passport และ Voucher ที่ทางเอเจ้นท์ จัดทำให้มายืนกับพี่คนนี้ พี่เค้าก็จะ นำกระเป๋าเราทั้งหมด ย้ำนะค่ะ ว่า ทั้งหมด รวมถึงกระเป๋าถือด้วย เพื่อ นำไปติดแท๊ก (ทำไมต้องติดแท๊ก = เพราะ Seaplane ลำหนึ่งนั้นแวะส่งหลายโรงแรม ทำให้ต้องมีการขนสัมภาระลง ทุกครั้งที่จอด ทำให้เราต้องติดแท๊กกระเป๋าทุกใบ เพื่ออะไร เพื่อกันหายนะจ๊ะ เด็กๆ )
>>หน้าตาของแท๊ก และ Boarding pass อ่ออ ลืมบอกว่า "กระเป๋าถือต้องหนักไม่เกิน 5 กิโล นะคะ กระเป๋าโหลด ได้ 20 โล"


>>จัดการกับกระเป๋าเรียบร้อย พี่เค้าก็จะพาเราไปนั่งรถบัส เพื่อไปรอ ขึ้น Seaplaneหน้าตาของรถบัส

>>ที่มัลดีฟส์จะมี เลาจน์หลาย เลาจน์ บางโรงแรมจะมีเลาจน์รอ Seaplane เป็นของตัวเอง แต่ Fushifaru ไม่มีจ้าาา 555+ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เรามีเลานจ์สาธารณะ หรือเรียกว่า Terminal C ไว้รองรับที่นั้นจะมีที่นั้น เป็น open air เป็นพัดลม มี Free Wifi แต่ถ้าใครหิวน้ำ หิวขนม เสียตังซื้อจ้าา

เมื่อมาถึงจะมีพนักงานมายืนรอต้อนรับเราอย่างอบอุ่น พร้อมกับผ้าเย็นและ การตีกล่องพื้นเมือง
จากนั้นพนักงานจะพาเราไปที่ Reception เพื่อทำการ Check-in และนำคีย์การ์ดมาให้ ถึงเวลายลโฉมห้องพักของเราแล้วจ้าา
>>อารมณ์แบบเดินลงบันไดก็ถึงน้ำใสๆ ของมัลดีฟส์เลย
>>Mini Bar ในห้องไม่ฟรีนะจ๊ะ เสียเงิน แต่น้ำเปล่า 2 ขวด และ ชากาแฟทานได้
รสชาติของอาหารจัดได้ว่ายังไม่อร่อยเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะรีสอร์ทเปิดใหม่ เอี่ยมกิ๊ก บวกกับไลน์อาหารยังไม่เยอะ เพราะจำนวนแขกที่มาพักยังถือว่าน้อย โดยรวมถือว่าโอเคค่ะ เครื่องดื่มเราสามรถสั่งได้เลยนะคะ ถ้าใครมาเป็นแพคเกจ All Inclusive
>>ห้องอาหารอีกหนึ่งห้องคือ Raakani Grill ห้องอาหารนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปมา เนื่องจาก ลืม !! ห้องอาหารนี้จะเป็นสไตล์ปิ้งย่าง ไม่รวมอยู่ใน All Inclusive จ้า ต้องเสียเงินนะคะ

>>Fani-Handhi Bar บาร์หนึ่งเดียวบนเกาะนี้ ตรงบาร์จะมี Main Pool ซึ่งเป็นแบบ Infinity Pool จะบอกว่าบรรยากาศตอนกลางคือ โรแมนติกมากกกกกก ก.ไก่ ล้านตัวววว ด้วยความที่โรงแรมเค้าเล็ก บวกกับความสงบ มีเพลงฟังชิวๆ ลมพัดเอื้อยๆ ในสระติดไฟ ที่คล้ายกับดาวบนท้องฟ้า โอ้โห้ แม่เจ้าาา อยากมากับแฟนทันที 5555 ที่บาร์เราสารถ สั่งเครื่องดื่มได้เลยตามเมนู All Inclusive จ้า ถ้าไม่ได้อยู่ในเมนู All Inclusive ก้อเสียเงินไปตามระเบียบเนอะ



ในทุกๆคือจะมีโชว์ที่บาร์นี้ไม่ซ้ำกันนะคะ เราสามารถมานั่งดูได้ ถ้ายังไม่อบากกลับห้องเนอะ แต่วันที่เราไปตรงกับวันพุธ ซึ่งวันพุธจะมีดนตรีสดฟัง เพราะไปอีกแบบคะ
[CR] ครั้งแรกใน "Fushifaru Maldives" (ฟูชิฟารู มัลดีฟส์)
มัลดีฟส์จัดว่าเป็นสวรรค์บนดินในฝันของใครหลายๆ คน 1 เกาะ จะมี 1 รีสอร์ท เป็นหนึ่งในสถานที่ ที่ครั้งหนึ่งเราต้องไปให้ถึง เราก็เป็นหนึ่งในนั้น เราจึงเริ่มทำการหาข้อมูลและข้อมูล
1. สาธารณรัฐมัลดีฟส์ เป็นประเทศที่เป็นหมู่เกาะ มีจำนวนมากกว่า 1,000 เกาะ
2. เกาะต่างๆ เรียกว่า อะทอล (Atoll)
3. สีน้ำที่เราเห็นว่าต่างสีกันนั้น เป็นสีที่บ่งบอกความตื้น ลึก และลึกมากของน้ำ
4. เราสามารถใช้สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐได้เลย เมื่อถึงที่ประเทศ
5. คนไทยเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า สามารถอยู่ในประเทศได้ไม่เกิน 30 วัน และอายุพาสปอร์ตต้องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
6. ข้อนี้เป็นข้อห้ามเลยนะ คือ ห้ามนำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเนื้อหมูเข้าประเทศเด็ดขาด เอาเข้ามาก็คงไปไม่ถึงไหน เพราะจะโดนยึดอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนะจ่ะ
>>ทริปนี้เราทำการจองกับเอเจนนะคะ เพราะค่าใช้จ่ายมันจะคุ้มกว่าที่เราจองไปเองกับอะโกด้า สอบถามชื่อเอเจนหลังไมค์ได้นะคะ<<
เราเดินทางด้วยสายการบิน Air Asia เที่ยวบินที่ FD177 ใช้เวลาเดินทางโดยประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที จากท่าอากาศยานดอนเมืองสู่สนามบินเวลาน่า มัลดีฟส์ ออกเดินทาง 09.30 - 11.50 (เวลาที่มัลดีฟส์จะช้ากว่าประเทศเราประมาณ 2 ชั่วโมงนะคะ) แนะนำให้ไปถึงสนามบินเช้าๆ นะ ซัก 6 โมงเช้านะ ดอนเมืองนะจ่ะ ถ้าบินแอร์เอเชีย อาคาร1 ประตู2
>>ถึงแล้วววววว มัลดีฟส์ ท่าอากาศยานนานาชาติเวลานา เป็นสนามบินขนาดเล็กชั้นเดียว ดูคล้ายๆ หมอชิตบ้านเรา 555>>
>>เดินออกมาปุ๊ปเราจะเจอกับพนักงานที่เยอะมาก บางโรมแรมจะมีเค้าเตอร์ เป็นของตัวเอง ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับทางที่เราเดินออกมาเลย แต่ของเราจะมีพนักงานยืนถือป้ายรอรับ
>>หน้าตาของแท๊ก และ Boarding pass อ่ออ ลืมบอกว่า "กระเป๋าถือต้องหนักไม่เกิน 5 กิโล นะคะ กระเป๋าโหลด ได้ 20 โล"
>>จัดการกับกระเป๋าเรียบร้อย พี่เค้าก็จะพาเราไปนั่งรถบัส เพื่อไปรอ ขึ้น Seaplaneหน้าตาของรถบัส
>>ที่มัลดีฟส์จะมี เลาจน์หลาย เลาจน์ บางโรงแรมจะมีเลาจน์รอ Seaplane เป็นของตัวเอง แต่ Fushifaru ไม่มีจ้าาา 555+ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ เรามีเลานจ์สาธารณะ หรือเรียกว่า Terminal C ไว้รองรับที่นั้นจะมีที่นั้น เป็น open air เป็นพัดลม มี Free Wifi แต่ถ้าใครหิวน้ำ หิวขนม เสียตังซื้อจ้าา
จากนั้นพนักงานจะพาเราไปที่ Reception เพื่อทำการ Check-in และนำคีย์การ์ดมาให้ ถึงเวลายลโฉมห้องพักของเราแล้วจ้าา
>>Mini Bar ในห้องไม่ฟรีนะจ๊ะ เสียเงิน แต่น้ำเปล่า 2 ขวด และ ชากาแฟทานได้
>>ที่ Fushifaru Maldives จะมีห้องอาหาร 2 ห้อง 1 บาร์ ห้องอาหารหลักที่นี้ คือ Korakali Restaurant เป็นห้องอาหารหลักบนเกาะ อาหารจะเป็นบุปเฟต์ เปิดให้บริการทั้ง เช้า (07.00 - 10.00) กลางวัน (12.00 - 14.00) และเย็น (19.00 - 22.00) ห้องแาหารจะเป็นแบบเปิดโล่ง
รสชาติของอาหารจัดได้ว่ายังไม่อร่อยเท่าที่ควร อาจจะเป็นเพราะรีสอร์ทเปิดใหม่ เอี่ยมกิ๊ก บวกกับไลน์อาหารยังไม่เยอะ เพราะจำนวนแขกที่มาพักยังถือว่าน้อย โดยรวมถือว่าโอเคค่ะ เครื่องดื่มเราสามรถสั่งได้เลยนะคะ ถ้าใครมาเป็นแพคเกจ All Inclusive
>>ห้องอาหารอีกหนึ่งห้องคือ Raakani Grill ห้องอาหารนี้เราไม่ได้ถ่ายรูปมา เนื่องจาก ลืม !! ห้องอาหารนี้จะเป็นสไตล์ปิ้งย่าง ไม่รวมอยู่ใน All Inclusive จ้า ต้องเสียเงินนะคะ
>>Fani-Handhi Bar บาร์หนึ่งเดียวบนเกาะนี้ ตรงบาร์จะมี Main Pool ซึ่งเป็นแบบ Infinity Pool จะบอกว่าบรรยากาศตอนกลางคือ โรแมนติกมากกกกกก ก.ไก่ ล้านตัวววว ด้วยความที่โรงแรมเค้าเล็ก บวกกับความสงบ มีเพลงฟังชิวๆ ลมพัดเอื้อยๆ ในสระติดไฟ ที่คล้ายกับดาวบนท้องฟ้า โอ้โห้ แม่เจ้าาา อยากมากับแฟนทันที 5555 ที่บาร์เราสารถ สั่งเครื่องดื่มได้เลยตามเมนู All Inclusive จ้า ถ้าไม่ได้อยู่ในเมนู All Inclusive ก้อเสียเงินไปตามระเบียบเนอะ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น