คบกับแฟนมา1ปีและยังมองไม่เห็นอนาคตจากข้อแตกต่างหลายๆอย่าง ควรไปต่อมั้ย

ตามหัวข้อนะครับ ผมคบกับแฟนมา1ปี และเห็นความแตกต่างระหว่างตัวผมและแฟนทั้งนิสัยส่วนตัวและปัจจัยรอบข้าง รวมทั้งฐานะทางการเงินของครอบครัวเขาและเรา เรื่องนิสัยส่วนตัวผมจะมองว่าบางทีก็ปิดตาข้างเดียวได้ เพราะนิสัยผู้หญิงก็น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะเก็บมาคิด อย่างเช่นการที่เราพูดจาไม่เข้าหูเขาเพราะเรามีความเห็นอีกแบบซึ่งเป็นแบบที่ไม่ใช่ตามที่เขาคิด ซึ่งบางทีพูดไปก็กลายเป็นการdiscuss จนถึงdebateและ ทะเลาะ เพราะต่างคนต่างมีความคิดอันนี้ผมไม่ซีเรียส แต่แฟนผมก็จะเป็นคนร้อนประมาณหนึ่ง และไม่ยอมมันเลยทำให้ผมบางทีต้องเลี่ยงและเย็นลงจากปกติที่เป็นคนร้อน แต่ช่วงที่ผมเครียดผมก็จะไม่ยอมเหมือนกัน

ส่วนตัวผมเป็นคนทำงานที่เข้าออฟฟิศเช้าผมก็จะเป็นคนตื่นเช้าอยูแล้ว แต่แฟนผมเป็นคนตื่นสายมาก บางวันเที่ยงยังไม่ตื่น ยิ่งวันที่ผมไปอยู่กับแฟน มันก็ทำให้ผมต้องเริ่มวันของผมช้า จากการที่ต้องรอเขาตื่น แต่มองในมุมแฟนผมเขาก็ไม่ผิด เพราะเขาเป็นนายตัวเอง จะตื่นกี่โมงก็หาเงินได้ แต่ตัวผมกลับมองว่าถ้าต้องลงหลักปักฐานในอนาคตด้วยกันจริงๆ กลัวว่าจะเป็นแบบนี้อยู่ และจะสอนลูกเต้ายังไง

เรื่องต่อไปตรงๆเลยคือเรื่องฐานะทางบ้าน ด้วยความเคารพนะคับผมไม่เคยดูถูกดูแคลนคนที่มีน้อยกว่าเพราะผมก็เคยเห็นคนที่มีจำพวกที่ต้องบลัฟกันเพื่อให้คนที่รู้ว่าตัวเองไม่มี เชิดชูหรือรำคาญก็ไม่รู้นะคับ แต่เอาเป็นว่าฐานะทางบ้านแฟนผมไม่ได้มี และพ่อแม่เขาก็ไม่มีอะไรไว้ให้ ไม่ได้บอกว่าตัวเองวิเศษนะครับฐานะของผมก็พอมีพอกิน ประหยัดค่อนไปทางขี้เหนียวเลยคับถ้ากับตัวเองจะไม่ค่อยใช้เท่าไรถ้าไม่จำเป็น แต่แฟนผมก็สามารถหาเงินได้ด้วยลำแข้งตัวเองเพื่อจุนเจือที่บ้าน ธุรกิจที่เค้าทำก็อาจจะดูเทาๆแต่ก็มีคนทำอยู่เยอะเป็นสิ่งที่หาเงินให้เค้าได้เยอะ ซึ่งผมมองว่าshort termเพราะ อีก10ปีข้างหน้าเค้าคงทำแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งถ้าไม่ใช้วิธีนี้ก้อคงจะไม่พอค่าใช้จ่าย แต่ อันนี้ผมนับถือและยกย่อง โดยที่ไม่ได้ให้พ่อแม่ตัวเองทำงานอะไรอาจจะมีงานปะปรายที่สามารถเอารายได้มาช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย อย่างเช่นเรื่องนี้ผมเห็นใจและไม่เคยก้าวก่าย เพราะตัวแฟนผมก็ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากผม (แต่ก็เคยทำให้ผมเสียเงินก้อนหนึ่งจากความโลภของเขา ขอไม่บอกนะครับว่าเรื่องอะไร) อาจจะมีแค่เวลาไปไหนมาไหนด้วยกันผมก็จะเป็นคนจ่ายซะส่วนมาก ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่ได้ขัด แต่สิ่งที่ผมมองว่าเป็นปัญหาสำหรับผม คือเรื่องของอนาคตเพราะทัศนคติการเก็บเงินและการใช้จ่าย ยกตัวอย่างเราเคยคุยกันว่าจะไปเที่ยวตปทกัน แต่แฟนผมเลือกรรที่ราคาสูงจิงๆคืนละเกือบ15K-17k ซึ่งประเทศนั้นก็อยู่ใกล้ๆนี้เอง ซึ่งรรนี้ก็เป็นรรที่มีชื่อ แต่ผมมองว่าไม่จำเป็น เลยทำให้ทะเลาะกัน และล้มเลิกทริปนั้น บางคนอาจมองเป็นเรื่องเล็กแต่ผมมองว่า อุปนิสัยการใช้จ่ายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมคิดเยอะ

หลายครั้งที่พูดถึงการซื้อบ้านซื้อคอนโดหรือไปเที่ยวซึ่งตัวผมเองคิดว่ายังพอจะซื้อหรือผ่อนคอนโดได้ ซึ่งถ้าผมคิดก็คงจะเป็นการทำเพื่อลงทุน ณ ตอนนี้หรือในอนาคต แต่กลับกลายเป็นว่าผมจะได้ยินแฟนผมพูดถึงเรื่องการซื้อคอนโดมากกว่าการที่ต้องเซฟค่าใช้จ่ายหรือการที่ต้องมีเงินเก็บสำรองไว้เผื่ออนาคต ผมอาจจะเป็นคนเยอะรึเปล่าก็ไม่รู้ที่จะใช้แค่ไม่ถึงครึ่งหรือครึ่งหนึ่งของเงินที่หามาได้แต่ละครั้ง อีกครึ่งหนึ่งก็จะเก็บ ผมเป็นคนทำบัญชี ซึ่งแฟนผมก็ไม่ได้ทำดูแล้วก็เป็นคนที่มีอิสระในการใช้จ่าย

ปัญหาอีกเรื่องคือครอบครัวของแฟนผมถูกจัดเป็นผู้ล้มละลาย เรื่องต้นตอผมไม่รู้ แต่แฟนผมต้องรีบหาที่อยูใหม่และรถใหม่ เพราะของเก่าไม่สามารถเคลียกับทางแบงค์ได้ ซึ่งผมก็ไม่ได้ถามว่าของใหม่เค้าใช้อะไรเป็นหลักประกัน ซึ่งรู้สึกว่าเค้าก็พึ่งได้อนุมัตสินเชื่อบ้านไป อนาคตเมื่อคิดจะลงหลักปักฐานกัน ยังไงผมก็คงต้องช่วยในส่วนพวกนี้ มั้งนะคับ อาจจะไม่ก็ได้ เพราะแฟนผมเคยบอกผมว่าถ้าผมเหนียวกับเค้า เค้าก็คงไม่เอา แต่ผมไม่เคยแสดงอาการแบบนั้นเค้าก็เลยไม่รู้ว่าจิงๆว่าผมคิด

สิ่งต่างๆที่กล่าวมาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง อาจจะทำให้มองได้เห็นภาพรวม ที่ผมคิดคือการที่มองว่าผมกับเค้าคงไม่สามารถร่วมกันสร้างเนื้อสร้างตัวไปด้วยกันเพราะปัจจัยต่างๆที่กล่าวมา และผมก็คงจะเป็นคนเดียวที่ทำทุกอย่างเพื่อให้คู่ของผมดีขึ้นได้ ทุกครั้งที่คิดผมก็รับไม่ได้ถ้าผมต้องใช้เงินที่พ่อแม่สร้างมาเพื่อเอามาจุนเจือครอบครัวแฟนตัวเอง ไม่ใช่ว่าผมหาไม่ได้นะครับ หรือไม่ใช่เพราะว่าผมไม่รักครอบครัวเค้านะครับ แต่เมื่อไรที่ลงหลักปักฐาน ยังไงผมก็ต้องเป็นคนจัดการไม่มากก็น้อยครับ และยังมองไม่ออกทุกอย่างว่าปัญหาที่จะตามมามันจะมีอะไรบ้างครับ

อยากทราบว่าการที่ผมคิดแบบนี้ตามที่เขียนมา มันแปลกมั้ยครับ และสถานการณ์ที่แก้ไขไม่ได้แบบนี้ควรไปต่อมั้ยครับ

ขอบคุณทุกความเห็นครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่