ภาพลวงตาและความผิดเพี้ยนของปริมาณการซื้อขายสิ้นวัน

ต่อเนื่องจาก 2 กระทู้เก่า            
เม่าดี๊ด๊า
https://pantip.com/topic/37751186 >> ผมคิดว่าทุกวันนี้ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปแล้ว (อยากให้ทุกคนได้อ่าน)
https://pantip.com/topic/37767278 >> [ตอนจบ] ผมคิดว่าทุกวันนี้ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปแล้ว (อยากให้ทุกคนได้อ่าน)

           หลังจากโหมโรงกับ 3 เรื่องสำคัญที่ผมคิดว่าส่งผลต่อตลาดการลงทุนไทยในปัจจุบัน เรามาเริ่มเปิดฉากกับการค้นหาความจริงในตลาดหุ้นกันต่อดีกว่า (หากใครมีแนวคิดและข้อมูลดี ๆ ก็ร่วมแชร์กันได้นะครับ) โดยผมจะพยายามพิสูจน์เรื่องที่คิดว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นและนักลงทุน พร้อมจัดทำเป็นหลักฐานและทดสอบอยู่บนสมมุติฐานที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง สำหรับบทความที่ผมจะนำเสนอในวันนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ทุกคนให้ความสำคัญในทุกสิ้นวันทำการ และเป็นข้อมูลที่ใครหลายคนใช้เป็นตัวยึดเหนี่ยวการตัดสินใจซื้อขายในวันถัดๆไป ซึ่งผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหนและทุกอย่างควรถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร เรามาลองติดตามกันได้ในบทความนี้

ปริมาณการซื้อขายสิ้นวันเป็นเรื่องที่นักลงทุนให้ความสำคัญ

           ในทุกสิ้นวันทำการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะมีการประกาศตัวเลขยอดการซื้อ-ขายของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ ต่างประเทศ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ สถาบันและในประเทศ ซึ่งแต่ละคนก็ให้ความสำคัญกับแต่ละกลุ่มที่ต่างกัน บ้างเชื่อว่าต่างชาติขายหุ้นอย่างต่อเนื่องทำให้แนวโน้มตลาดหุ้นเป็นขาลง บ้างก็เชื่อว่าปัจจุบันกองทุนต่างหากที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทย หรือช่วงไหนที่ผันผวนก็มักโทษว่าเพราะโบรคเกอร์เป็นตัวทำให้ตลาดปั่นป่วน และคงมีนักลงทุนหรือนักวิจัยตลาดอีกไม่น้อยที่นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นปัจจัยในการวิเคราะห์ทิศทาง แต่หากวันหนึ่งผมบอกกับพวกท่านว่าข้อมูลที่พวกท่านกำลังยึดถืออยู่นี้เกิดการถูกบิดเบือนจากความจริง คำพูดของผมจะน่าเชื่อถือแค่ไหน พวกท่านสามารถพิจารณาได้จากเนื้อหาต่อไปนี้
นักลงทุน(ถูกทำให้)เคยชินกับตัวเลขการซื้อขายสุทธิทุกสิ้นวันพาพันอยากรู้

           ทุกครั้งที่ตัวเลขถูกประกาศทุกสิ้นวัน ผมคิดว่านักลงทุนคงมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ยอดสุทธิของแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะยอดของนักลงทุนต่างชาติที่ออกมาให้ได้ลุ้นได้เสียวกันตลอดทุกสิ้นวัน สังเกตได้จากกระทู้ pantip ที่มักจะตื่นตัวกับยอดการซื้อขาย โดยเฉพาะวันที่ยอดซื้อขายสุทธิของบางกลุ่มออกมา + หรือ – มากกว่าปกติ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกนักลงทุนจะไม่รู้สึกผิดปกติจากตัวเลขเหล่านั้น เนื่องจากคงคุ้นชินกับการซื้อ-ขายสุทธิหลักร้อยหลักพันล้านมาแต่ไหนแต่ไร และนั่นหมายความว่าทุกวันนี้ไม่มีอะไรผิดปกติกับการซื้อ-ขายใช่หรือไม่ ? คำตอบคือไม่ใช่เลย … เคยมีใครรู้สึกตัวบ้างไหมครับ ว่าผู้เล่นหลักในตลาดหุ้นไทยถูกเปลี่ยนมือไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความผิดปกติที่สังเกตได้จากข้อมูลการซื้อขาย

            ที่ผ่านมาผมเองเป็น 1 ในนักลงทุนที่ชะล่าใจมาตลอดและเฝ้ารอดูเพียงแค่ตัวเลข net ทุกสิ้นวันทำการ เพื่อนำมาใช้ในการประมวลผลของการลงทุนในวันพรุ่งนี้ โดยคิดว่าทุกอย่างเป็นปกติและเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ก็มาเริ่มตงิดใจในเรื่องความผันผวนที่มากเกินไปของปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด Futures และผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามคล้าย ๆ กัน เช่น การที่ฝรั่งขนเงินออกจากประเทศไปมากขนาดนี้แปลว่าเขาไม่สนใจลงทุนในหุ้นไทยแล้ว ? สักวันหนึ่งคงเหลือแต่คนไทยซื้อขายกันเอง ?  ด้วยเหตุการณ์เหล่านี้จึงทำให้เกิดการอยากค้นหาคำตอบ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ และจะเป็นอย่างไรพวกท่านสามารถรับรู้ได้จากข้อมูลสถิติเรื่องปริมาณการซื้อขายดังต่อไปนี้

รูปแสดงมูลค่าการซื้อขายในแต่ละวันของตลาดหุ้นไทยในช่วง มิ.ย.57 – มิ.ย.61 เป็นจำนวน 4 ปี

            เริ่มต้นกันด้วยข้อมูลมูลค่าการซื้อขายรวมของตลาดหุ้นไทย จากกราฟจะเห็นว่ามูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีหลังสุด โดยหากย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อนจะพบว่ามีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านต่อวัน แต่ในปีปัจจุบันพบว่ามีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยสูงถึง 6.5 หมื่นล้านต่อวัน ซึ่งข้อมูลนี้คงเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับธุรกิจหลักทรัพย์ ที่แนวโน้มของการซื้อ-ขายหุ้นมีมูลค่าที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยนั้นมีการเติบโตที่ค่อนข้างเสถียรและถือเป็นผลงานที่ดีของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ในความจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ? เราลองมาดูรายละเอียดในส่วนลึกลงไปของข้อมูลกัน
ปริมาณการซื้อขายของทั้ง 4 กลุ่มควรสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด เพี้ยนรมเสีย

            ก่อนจะทำบทความนี้ผมคาดหวังให้ทุกอย่างไม่มีความผิดปกติ หรือพูดง่าย ๆ ผมอยากเห็นปริมาณการซื้อขายของทั้ง 4 กลุ่มมีการเคลื่อนไหวที่เป็นไปในทางเดียวกันหมดและเป็นไปในทางเดียวกันกับภาพรวมของตลาด ดังนั้นจึงลองนำข้อมูลปริมาณการซื้อและข้อมูลปริมาณการขายของแต่ละกลุ่มมาทำการพิจารณาดูว่ามีการเคลื่อนไหวในทิศทางที่สอดคล้องกับภาพรวมตลาดทั้งหมดหรือไม่ ? และได้ผลสรุปดังนี้
*ในบทความนี้จะหยิบเฉพาะปริมาณการซื้อมาทำการวิเคราะห์เนื่องจากข้อมูลปริมาณการซื้อและปริมาณการขายมีการเคลื่อนไหวที่เหมือนกัน

รูปแสดงปริมาณการซื้อของนักลงทุนกลุ่มสถาบันช่วง มิ.ย.57 – มิ.ย.61 เป็นเวลา 4 ปี

            กลุ่มที่ 1 จากรูปข้อมูลปริมาณการซื้อในแต่ละวันของนักลงทุนกลุ่มสถาบัน (ขอย้ำอีกครั้งว่าเป็นข้อมูลเฉพาะฝั่งซื้ออย่างเดียวไม่ใช่สุทธิ เนื่องจากเราต้องการดูการเคลื่อนไหวของปริมาณการซื้อ-ขายในแต่ละวัน) พบว่ามีการเคลื่อนไหวที่แทบจะเหมือนกับการเคลื่อนไหวของมูลค่าการซื้อขายรวมของตลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ข้อมูลนี้ตรงกับสมมุติฐานที่ว่าทุกกลุ่มควรมีการเคลื่อนไหวที่เหมือนกับตลาดโดยรวม แต่จะเป็นอย่างนั้นทั้งหมดหรือไม่ ? เราลองมาดูข้อมูลจากกลุ่มอื่น ๆ กันบ้าง

รูปแสดงปริมาณการซื้อของนักลงทุนกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ช่วง มิ.ย.57 – มิ.ย.61 เป็นเวลา 4 ปี

รูปแสดงปริมาณการซื้อของนักลงทุนกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศช่วง มิ.ย.57 – มิ.ย.61 เป็นเวลา 4 ปี

            กลุ่มที่ 2 และ 3  จากรูปข้อมูลปริมาณการซื้อของทั้งโบรคเกอร์และต่างชาติที่ดูเหมือนมีลักษณะการเคลื่อนไหวที่ใกล้เคียงกัน คือ เติบโตมาเรื่อย ๆ ในช่วง 3 ปี และมามีการเร่งตัวขึ้นในช่วง 1 ปีหลังสุดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากปริมาณการซื้อขายรวมทั้งหมดของตลาด (ในกราฟแรก) เพราะทั้ง 2 กลุ่มมีปริมาณการซื้อที่โตขึ้นเยอะกว่าตลาดโดยรวม โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าตกใจ ทำไมกลุ่มคนที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าขายทิ้งและออกจากตลาดหุ้นไทยกลับมีการซื้อ-ขายภายในวันที่เพิ่มขึ้นสูงมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ?

รูปแสดงปริมาณการซื้อของนักลงทุนกลุ่มนักลงทุนในประเทศช่วง มิ.ย.57 – มิ.ย.61 เป็นเวลา 4 ปี

             กลุ่มที่ 4 ปริมาณการซื้อขายของกลุ่มสุดท้ายคือนักลงทุนในประเทศหรือที่เราเรียกกันว่ารายย่อย พบว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นดูเป็นเรื่องที่ทำให้สับสนยิ่งขึ้นไปอีก ทำไมกลุ่มคนเราคิดว่าจะมีบทบาทที่สูงขึ้นและต้องคอยรับซื้อหุ้นจากนักลงทุนต่างชาติกลับมีปริมาณการซื้อขายในวันที่ทรงตัวมาตลอด และมีปริมาณการซื้อขายที่ลดลงในช่วงปีนี้สวนทางกับกลุ่มอื่น ๆ ที่เขามีการซื้อขายที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุกอย่างดูเป็นเรื่องที่ผิดไปจากที่คิดค่อนข้างมาก …

             เราลองมาสรุปกันอีกรอบนะครับ แปลว่าในตอนนี้มูลค่าการซื้อขายของตลาดโดยรวมมีการเติบโตขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบแล้ว มีเรื่องที่ขัดกันอยู่ คือ มี 2 กลุ่มที่โตมากกว่าตลาดโดยรวม คือ โบรคเกอร์และต่างชาติ ส่วนมีอีก 1 กลุ่มที่มีแนวโน้มหดตัวลง คือ นักลงทุนในประเทศ จึงทำให้เกิดคำถามที่ขัดใจกับนักลงทุน จากคนที่ควรจะมีปริมาณการซื้อ-ขายระหว่างวันลดลงกลับเพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ และจากคนที่ควรจะมีปริมาณการเล่นที่เพิ่มขึ้นกลับลดน้อยลง รวมถึงจากข่าวต่าง ๆ พวกเราเองก็ไม่เคยได้ยินว่าโบรคเกอร์มีการจัดตั้ง Prop Trade เพิ่มมากขึ้นแต่ทำไมปริมาณการซื้อ-ขายของกลุ่มนี้ถึงเติบโต ? เอาละครับเราค่อย ๆ ลองมาหาคำตอบของคำถามเหล่านี้ดีกว่า

รูปแสดงสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนทั้ง 4 กลุ่มในตลาดหุ้นไทยของวันที่   15 มิ.ย. 61

           จากรูปนักลงทุนส่วนใหญ่คงประเมินความหมายของตัวเลขสุทธิของแต่ละวัน ว่าแต่ละกลุ่มมีการซื้อขายสุทธิออกมาเป็น + หรือเป็น – เพื่อใช้มองทิศทางของนักลงทุนกลุ่มเหล่านั้น แต่หากเราลองเปลี่ยนข้อมูลเป็นตารางด้านขวา ที่ทำการรวมปริมาณการซื้อและขายเข้าไว้ด้วยกัน จะพบว่าสัดส่วนการลงทุนในระหว่างวันของนักลงทุนต่างประเทศมีการซื้อและขายรวมกันต่อวันสูงถึง 50.71% ของทั้งหมด หมายความว่าในปัจจุบันนี้บัญชีต่างประเทศเป็นผู้เล่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเทียบเท่ากับทั้ง 3 กลุ่มที่เหลือรวมกัน ทั้ง ๆ ที่หลายคนมองว่านักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นไทยเพื่อกลับไปบ้าง นำเงินไปทำอย่างอื่นบ้าง ดังนั้นเราลองย้อนไปดูอดีตกันว่าต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายรวมกันเป็นเท่าไหร่ของทั้งหมด


รูปแสดงสัดส่วนการลงทุนของทุกกลุ่มย้อนหลังตั้งแต่ มิ.ย.57 – มิ.ย.61 เป็นจำนวน 4 ปี

             ในรูปที่ทุกคนเห็นแสดงสัดส่วนปริมาณการซื้อขายของทุกกลุ่มจำนวน 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2557 – ปัจจุบัน โดยเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างน่าตกใจ จากเมื่อก่อนที่ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนการซื้อขายรวมในแต่ละวันเป็นของรายย่อย (เส้นสีเหลือง) กว่า 70% แต่ในปัจจุบันกลับลดลงมาเหลือต่ำกว่า 40% และกลายเป็นนักลงทุนต่างชาติ (เส้นสีฟ้า) ที่มีสัดส่วนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ไหนใครต่อใครมักบอกว่าต่างชาติไม่สนใจหุ้นไทยแล้ว ? และนักลงทุนรายย่อยในประเทศไทยหายไปไหนหมด ? นี่ไงครับที่ผมกำลังบอกกับทุกคนว่ามีเรื่องผิดปกติที่เกิดขึ้นกับการปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย นักลงทุนรายย่อยได้สูญเสียความเป็นอันดับ 1 ในตลาดให้กับนักลงทุนต่างประเทศไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปีนี้

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่