⛷~มาลาริน~ชวนอ่าน เรื่องราวดีๆกับอนาคตประเทศไทยค่ะ....รัฐบาล คสช.ไม่อยู่ EEC ก็เดินหน้า


รัฐบาล คสช.ไม่อยู่ EEC ก็เดินหน้า


รบ.คสช.ไม่อยู่ อีอีซีก็เดินหน้า ถ้าไม่ทำต่อ ก็ต้องตอบประชาชน

           การเดินหน้าโครงการเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ที่หลายฝ่ายมองว่าคือนโยบายหรือผลงานด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาจากรัฐประหาร พบว่ายังคงเดินเครื่องอย่างหนัก ยิ่งปัจจุบันหลังมีการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 15 พ.ค.61 ที่ผ่านมา ก็ยิ่งดูเหมือนว่าจะทำให้รัฐบาลและนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติมีความมั่นใจในโครงการนี้มากขึ้น

         คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  (กพอ.) และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวถึงโรดแมปการขับเคลื่อนโครงการอีอีซีต่อจากนี้ ภายใต้ความเชื่อมั่นว่าอีอีซีเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่และประเทศชาติ ดังนั้นหากหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ก็มั่นใจว่าโครงการจะได้รับการสานต่อ เพราะหากไม่มีการเดินหน้าต่อ ก็ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าเพราะเหตุใด ยิ่งเมื่อมีกฎหมายเรื่องอีอีซีประกาศใช้ อันแตกต่างจากยุคที่ทำโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดซึ่งเวลานั้นไม่มีกฎหมายรองรับ ก็ยิ่งทำให้การเดินหน้าโครงการอีอีซีได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น

           “หลังจากนี้เมื่อ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีผลบังคับใช้ สิ่งที่จะเห็นก็คือนักลงทุนใหม่ๆ จากจีน ญี่ปุ่น ยุโรปจะเข้ามาอีกเยอะ"

         ...อันเป็นผลของ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ทำให้มีความมั่นคง เพราะกระบวนการทำเรื่องอีอีซีตั้งแต่ยังไม่มีกฎหมายออกมา ทุกอย่างไม่ได้เร่งรัดทำ แต่มีกระบวนการกลั่นกรองกฎหมายที่ใช้เวลาพอสมควรร่วมสองปีกว่า ขณะที่การเตรียมนโยบายก็ร่วมสองปี รวมแล้วโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกทำมาร่วมสองปีครึ่ง ทำพร้อมกับ 10 อุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม คือ  อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, อุตสาหกรรมหุ่นยนต์, อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์, อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ทำทั่วประเทศ แต่ต้องมีจุดที่นักลงทุนอยากจะมา เราก็ดูพื้นที่และทำโครงการอีอีซีที่เป็นนโยบายวางไว้ร่วมสองปี ตั้งแต่ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นรองนายกฯ ทั้งหมดทำมาร่วมสองปีครึ่ง แล้วเริ่มจริงๆ เดือนมีนาคมปีที่แล้วทำมาตลอด หลังจากนี้มีภารกิจเพิ่มขึ้นเยอะ

         ...หลักๆ คือทำต่อเนื่องจากที่เคยทำ ยกตัวอย่างเช่นโครงสร้างพื้นฐานที่ก็ทำแล้ว เช่นรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ผลักดันให้สนามบินอู่ตะเภาใช้ให้เต็มประโยชน์ หรือโครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ เอาสามท่าเรือมาใช้ให้เป็นประโยชน์ คือ ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือสัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด  โดยสัตหีบกับมาบตาพุดก็จะมีโครงการเฟสสาม จริงๆ ของสัตหีบก็มีการทำอยู่แล้วแต่จะขยายทำให้เป็นเรื่องการท่องเที่ยวต่อ อันนี้คือส่วน infrastructure หลักๆ

         ..ส่วน infrastructure ที่เหลืออยู่ก็จะมีเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัล ส่วนเรื่องถนนอะไรต่างๆ ก็มีการทำอยู่แล้ว โดยการเดินหน้าโครงการเช่นรถไฟความเร็วสูง ก็จะทำให้เกิดทีโออาร์ให้ได้ในช่วงนี้ ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ส่วนสนามบินก็ต้องออกทีโออาร์ให้ได้ก่อนกลางปีนี้ เช่นเดียวกับท่าเรือสองโครงการทีโออาร์ก็จะออกมาได้ในปีนี้ แล้วเราก็มีการขอทำโครงการกับทีจีและแอร์บัส ทำเรื่องโรงซ่อมเครื่องบินเป็นโครงการพิเศษ โดยโครงการทั้งหมดจะทำทีโออาร์ให้เสร็จก่อนสิ้นไตรมาสที่ 4 ในปีนี้

         เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน infrastructure ที่ต้องทำต่อ ถือเป็นการสร้างพันธสัญญาของรัฐบาลว่ารัฐบาลเอาจริง  ไม่ใช่เอาแต่พูดเฉยๆ แต่โครงการพวกนี้เป็นโครงการที่ร่วมลงทุนกับเอกชน เพราะตอนนี้เราไม่อยากใช้งบประมาณ เพราะทำเรื่องโครงการที่พอจะมีรายได้บ้าง เอกชนก็มีเงินมาก ก็ให้มาร่วมลงทุนเช่นโครงการนี้ เอกชนรายใดจะร่วมลงทุนเท่าใดก็ว่ามา ผลตอบแทนเป็นอย่างไรว่ามา แล้วไปบริหารในเวลาที่กำหนดเช่น 20-30 ปี ลักษณะโครงการแบบนี้จะทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณ ทำให้นำเงินไปใช้ในส่วนอื่น เช่น การพัฒนาการศึกษา การช่วยเหลือคนจน การพัฒนาการป้องกันประเทศ

         ผมเชื่อว่าถ้าเราทำเก่งพอ โครงการต่างๆ ข้างต้นที่พูดถึงอาจไม่ต้องใช้งบประมาณเลย บางโครงการก็อาจใช้งบประมาณก็จะมีกำไร แล้วเอกชนก็จ่ายค่าต๋งให้รัฐบาล เช่นท่าเรือหรือสนามบินที่ทำอย่างไรก็ต้องได้กำไร แต่ว่าทำรถไฟความเร็วสูงอาจขาดทุน รวมๆ กันแล้วน่าจะไม่ต้องใช้เงินหรือใช้เงินน้อยมาก อันนี้คือความตั้งใจของเรา หมายความว่าการพัฒนาอีอีซีรอบนี้เป็นภาระของรัฐบาลน้อยมาก ทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้พัฒนาเรื่องอื่นได้

         คณิศ-เลขาธิการสำนักงานอีอีซี ย้ำว่า 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่บอกไว้ข้างต้นเป็นภารกิจที่ประเทศต้องทำ เพราะเมื่อช่วง 2-3 ปีที่แล้วความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่ำมาก โดยผลปรากฏว่าตัวรองรับเทคโนโลยีของไทยเริ่มแพ้สิงคโปร์ มาเลเซียแล้ว และกำลังจะแพ้ฟิลิปปินส์  อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งสาเหตุเกิดจากหลายอย่าง เช่นเราลงทุนน้อยมาก ที่ลงทุนน้อยมากก็เพราะเราตีกันมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตีกันมาก เดินขบวนกันมาก เอกชนก็ไม่ลงทุน ต่างชาติก็ไม่มา ทำให้การลงทุนน้อย จีดีพีก็น้อย

           เรื่องทั้งหมดก็ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจประเทศในระยะยาวของไทยทั้งหมดแย่มาก การลงทุนไม่มี ความสามารถในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ไม่มี ที่เกิดขึ้นกับเราก็คือพอเพื่อนบ้านเราเช่นพม่า  สถานการณ์ในประเทศเริ่มสงบ เริ่มเข้าระบบ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแรงงานไทยก็ไปอยู่กัมพูชา-พม่า-ลาว ก็ทำให้อุตสาหกรรมของไทยเกิดหลุมใหญ่ คือการลงทุนที่เคยมีก็ไม่มี

         ...วิธีที่จะก้าวต่อไปได้ก็คือ ต้องนำอุตสาหกรรมใหม่ให้เข้ามา เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้แรงงาน  แต่ใช้เทคโนโลยีสูงถึงจะมาสร้างประเทศได้ ทำให้ 10 อุตสาหกรรมกับอีอีซี ก็คือการนำ 10 อุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการสำหรับอนาคต นำมาลงทุนในพื้นที่อีอีซีในสามจังหวัด ทั้งระยองชลบุรี-ฉะเชิงเทราให้มากที่สุด เพราะสามจังหวัดดังกล่าวคือ เขตพัฒนาพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดมาก่อน ที่เป็นโครงการซึ่งคนเข้าใจว่าการพัฒนาแบบนี้จะมีประโยชน์แก่เขาอย่างไร อีกทั้งนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างชาติก็เข้าใจเพราะเคยไปพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดมาแล้ว ที่โครงสร้างพื้นฐานก็ไม่เลว เช่นถนนที่วิ่งไประยอง-สัตหีบ จากกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 22 เลน ไม่มีที่ไหนเยอะแบบนี้เพราะเป็นการทำเพื่อรองรับอีสเทิร์นซีบอร์ดก็กลับมาเป้าหมายเดิมที่วางไว้กับ 10 อุตสาหรรม ช่วงแรกๆ ยังไม่ค่อยไปไหน เพราะไม่มีการบอกไว้ว่าจะให้โครงการไปอยู่ที่ไหน จึงมีการทำโครงการอีอีซี เพื่อบอกกับนักลงทุนว่า อุตสาหกรรมแบบไหน หากไปลงทุนในอีอีซีแล้วจะได้สิทธิประโยชน์อะไร

         คณิศ กล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในอีอีซีว่า ตัวเลขอย่างเป็นทางการพบว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี มีการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 49 เปอร์เซ็นต์ และใน 49 เปอร์เซ็นต์พบว่าเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งที่ยังไม่ได้ลงโครงสร้างพื้นฐานอะไร แค่ทำโครงการ แต่เพราะคนเข้าใจแล้วจนมีการปรับกระบวนการลงทุนที่จะมาร่วมลงทุนกับเรา

         ที่สำคัญที่สุดในปีที่แล้วนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมา โดยก็ได้บอกว่าจะช่วยกันพัฒนาพื้นที่อีอีซี จะพาการลงทุนมา ที่เห็นก็คือญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนเยอะ ก็มาต่อเนื่องเป็น Connecting Industry เขาจะทำอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่ลงทุนแล้ว ให้ขยายเข้าไปสู่ออโตเมชัน เป็นการเชื่อมโยงการผลิตในระบบ Electronics เพื่อให้เข้ากับฐานการผลิตของเขาที่มีทั่วโลก นอกจากนี้อีอีซีที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ก็พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปในพื้นที่จังหวัดของอีอีซี เช่นพัทยารวมแล้วปีละประมาณ 10 ล้านคน รวมถึงมีนักท่องเที่ยวไทย มีการจัดประชุมกันประมาณอีกปีละ 10 ล้านคน เราก็คิดว่านักท่องเที่ยวคงขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5เ ปอร์เซ็นต์ แต่ก็อยากเห็นมากกว่านี้ ก็เลยมีการไปลงทุนในเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่นการทำแผนโปรโมตการท่องเที่ยวอย่างเป็นหลักเป็นฐาน

         ทั้งนี้ คณิศ-เลขาธิการสำนักงานอีอีซี ยืนยันว่า การทำโครงการมุ่งเน้นในเรื่องต้องสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในพื้นที่ ที่ก็คือต้องไปดูเรื่องสาธารณูปโภค สาธารณูปการ รวมถึงการวางเมืองใหม่ เมืองน่าอยู่ให้พื้นที่ ไม่อยากให้การขยายตัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเหมือนกับกรุงเทพมหานครคือต่างคนต่างทำที่จะยุ่งเหยิงมาก ก็เลยต้องมีการวางแผนวางเมืองไว้ในอนาคต รวมถึงเรื่องการศึกษา ซึ่งเราก็ไปช่วยทำแผนการศึกษาในพื้นที่ โดยให้มีการเชื่อมโยงฐานการศึกษาในกรุงเทพฯ และที่อื่น

         ทั้งหมดคือสิ่งที่ได้มีการสัญญาว่าจะมีการทำโดยท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และยิ่งเวลานี้กฎหมายอีอีซีประกาศใช้ ก็จะมีความเข้มข้นในการเดินหน้าเรื่องต่างๆ ข้างต้นมากขึ้น

         คณิศ-เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่เป็นอดีต กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อีอีซี ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย ชี้ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจของกฎหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกฯไว้ว่า เรื่องที่สำคัญในกฎหมายฉบับดังกล่าวก็เช่น 1.จะเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา คือให้มีกระบวนการบริหารงานที่เป็นถาวร เช่นการให้มีคณะกรรมการนโยบายที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง และมีรัฐมนตรีอีก 14 คนเป็นกรรมการ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ คณะกรรมการชุดนี้ก็จะอยู่ต่อไปภายใต้กฎหมายฉบับนี้

         ..2.มีการตั้งสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เมื่อก่อนสมัยอีสเทิร์นซีบอร์ดมีลักษณะเป็นสำนักงานเล็กๆ ในสภาพัฒนาการเศรษฐกิจฯ พอรัฐบาลชุดไหนไม่อยากทำก็เลิกไป อย่างสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ตั้งอยู่ในตึกนิคมอุตสาหกรรมฯ ปัจจุบัน ก็คือสำนักงานเดิมของอีสเทิร์นซีบอร์ด พอไม่มีใครสนใจก็ทิ้งร้าง แต่ปัจจุบันในการทำโครงการอีอีซีที่มีสำนักงานอย่างเป็นทางการ ก็จะทำให้มีกระบวนการที่ดูแลโครงการอีอีซีตลอดไปตามกฎหมายไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล 3.ให้ไปดูแลพื้นที่ด้วย เช่น ทำแผนพัฒนาพื้นที่ ให้มีกองทุนดูแลพัฒนาพื้นที่ด้วย

https://www.thaipost.net/main/detail/11483


อ่านเรื่องราวที่น่าสนใจกับอนาคตประเทศไทยกันนะคะ

มีต่อค่ะ


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่