คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
จนพอแต่งงานกันแล้ว ก็รู้ว่าเขายังติดต่อกับเมียเก่าอยู่ ส่วนรุ่นน้องเลิกคุยไปแล้ว เราก็เลยส่งข้อความไปหาเมียเก่าเขาว่า เลิกคุยได้ไหม ไม่มีใครรับได้หรอก ที่สามีกลับไปคุยกับเมียเก่า ทางผู้หญิงก็บอกว่าเขาจบแล้วจริง ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว
หลังจากผ่านมา 2 เหตุการณ์ ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนทำร้าย กลายเป็นคนระแวง ทำให้สามีบอกว่าอึดอัด เราก็โอเค หยุดปรับปรุงตัวเอง เราเริ่มมีปัญหากับทางแม่สามีค่ะ เนื่องจากตอนที่เราจัดงานแต่ง เรากับสามีช่วยกันจัดเอง แต่หลังจากแกะซอง พอจ่ายค่าจัดงานก็หมดพอดี แต่แม่สามีบอกขอเงินเพื่อเอาไปซื้อที่ เราก็ไปขอเงินค่าสินสอดจากแม่เรามาให้เงินในส่วนที่เป็นแขกของเขา แต่ก็ไม่ได้เอาไปซื้อที่จริงๆค่ะ เอาไปทำร้านขายของชำ ตั้งชื่อร้านใช้ชื่อน้องของสามี เราเลยรู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ แต่ก็ไม่ว่าอะไร เพราะถือว่าให้ไปแล้วมาขออีกไม่ได้ ตั้งแต่นั้ก็จะรู้สึกไม่สนิทใจเท่าไหร่ พ่อแม่สามีเป็นคครูค่ะพอเปิดร้านขายของชำ ก็บอกว่าต้องเปิดทุกวัน ให้ไปช่วยเฝ้าร้าน ช่วยกันขายของ เราก็ช่วยในช่วงแรกๆ จนเราบอกกับสามีว่า เราขอไม่ไปเฝ้าที่ร้านนะ งานเราเยอะอยู่แล้ว จะให้เรามาเฝ้าร้านเสียเวลา สามีเราก็โอเค เข้าใจ
ช่วงนี้นเรากับสามีผ่อนรถกันคนละคัน เนื่องจากเราทำงานกันคนละอย่าง เราออกรถเก๋ง ส่วนสามี ออกรถกระบะ แต่เราก็ใช้รถด้วยกันช่วยกันผ่อนค่ะ มีช่วงหนึ่งที่สามีไม่ได้ใช้นถ เราก็เอารถสามีมาใช้ แล้วรถพ่อของสามีเสีย เขาก็มาเอารถเก๋งเราไปขับ (โดยไม่ขอเราเลย) เราก็ไม่ว่าอะไร ใช้จนเรียกรถเราว่าเป็นรถพ่อ แล้วพ่อสามีก็ขายกระบะเขาทิ้งไปบอกว่าเก่าแล้ว ไหนก็มีรถเราขับแล้ว เราก็รู้สึกว่าเฮ้ย ทำไมทำแบบนี้ เพราะตลอดเวลาที่พ่อเอาไปใช้แต่เราต้องจ่ายค่างวดทุกเดือน โดยที่ไม่ถามเราเลยเรื่องค่าใช้จ่าย เกือบปี จนมาพีคตอนที่รถแม่เสีย แม่บอกรถมันเก่า ก็จะมาเอารถสามีเราไปใช้ บอกว่าถ้ามีใครต้องซื้อรถใหม่ควรจะเป็นเราเพราะเราไม่มีหนี้อะไร ส่วนที่บ้านสามีกู้เต็มวงเงินกันหมดแล้ว อันนี้เราสุดทน เลยบอกว่าทำไมทำแบบนี้ เราผ่อนรถ 2 คัน แต่เวลาจะใช้ไม่มีรถใช้ให้เราเอากระบะเก่าๆ ขับไปทำงาน มันใช่หรอ แล้วพอคุยกันให้ซื้อรถใหม่ก็คุยกันเองไม่มาคุยกับเรา
มันถูกหรอ ไปคุยกับพ่อกับแม่เราบ้างไหมอ่ะ แฟนก็บอกว่างั้นไม่ต้องส่งรถ 2 คันนี้แล้ว เพราะพ่อเขาจะส่งคันรถเก๋งเอง และแม่กับสามีจะส่งคันรถกระบะเอง เราบอกว่าเราจะเอารถเก๋งคืน แฟนก็บอกว่าพ่อแก่แล้วให้พ่อเถอะ (เพราะตอนนี้เราส่งมาแล้ว53 งวด เหลือแค่ 7 งวด) (เราก็รู้สึกว่าเราโดนเอาเปรียบ แต่ก็เอากล้าขอก็กล้าให้ เราบอกว่าถ้าพ่อจะใช้เราให้ใช้แต่จะขายบอกเลยไม่ได้ เพราะต้องเป็นชื่อของเรา ส่วนรถคันใหม่ถ้าจะซื้อเราซื้อได้ แต่ขอว่าอย่ามายุ่งกับรถเราอีก ขอใช้ส่วนตัว ยอมได้แค่สามีใช้ด้วยกัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มไม่อยากเข้าใกล้พ่อแม่ของสามีเพราะเกิดความรู้สึกด้านลบมากขึ้น แต่แม่สามีเป็นคนชอบทำกิจกรรมของโรงเรียน ชุมชน แล้วก็ต้องให้เราไปช่วยตลอดๆ จนบางครั้งเราก็คิดว่า งานของโรงเรียน ทำไมไม่มีคนของโรงเรียนมาช่วยเลยกลายเป็นเราต้องมานั่งจัดดอกไม้ มาผูกผ้า ก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกแย่ๆเข้าไปอีก
แม่สามีชอบตัดงานเลี้ยงวันเกิดหลาน ลูกชาย วันเกิดพ่อ วันเกิดแม่ วันสงกรานต์ วันปีใหม่ วันโน้น นี้ นั้น สุดแล้วแต่จะอยากจัด แต่ไม่เคยมีงานอะไรให้เราเลย อันนี้ไม่เท่า ทุกครั้งที่จัดงานให้เราทำกับข้าวให้ เตรียมจานช้อน และพอเสร็จงานกองไว้ให้เราล้าง แรกๆ ครั้งสองครั้งก็พอไหว แต่พอบ่อยเข้าเราก็เลยบอกว่าเราไม่ล้างแล้วนะ เราปล่อยให้กองทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ จนพ่อสามีก็มาล้างเอง บ้านสามีกินข้าวไม่ชอบล้างจาน เอามากองที่อ่างล้างจานโดยไม่เอาเศษขยะออกจากจาน ไม่ว่าจะเป็นกระดาษทิชชู เศษอาหาร เปลือกผลไม้ แล้วเอามากองทับรวมกัน เราเองบอกตามตรงด้วยความที่รู้สึกแย่อยู่แล้วมาเจอสภาพแบบนี้ทุกวันเลยไม่ไหว บางครั้งไปอบรมประชุมต่างจังหวัดกลับมาเจอสภาพนี้ก๋ไม่ไหวเลย บอกแฟนว่าไม่ล้างละนะ แขยง ถ้าเคลียร์ขยะทิ้งกองไว้แต่จานยังพอไหวแต่นี่ไม่ไหวเลยนะ
หลังจากผ่านมา 2 เหตุการณ์ ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนทำร้าย กลายเป็นคนระแวง ทำให้สามีบอกว่าอึดอัด เราก็โอเค หยุดปรับปรุงตัวเอง เราเริ่มมีปัญหากับทางแม่สามีค่ะ เนื่องจากตอนที่เราจัดงานแต่ง เรากับสามีช่วยกันจัดเอง แต่หลังจากแกะซอง พอจ่ายค่าจัดงานก็หมดพอดี แต่แม่สามีบอกขอเงินเพื่อเอาไปซื้อที่ เราก็ไปขอเงินค่าสินสอดจากแม่เรามาให้เงินในส่วนที่เป็นแขกของเขา แต่ก็ไม่ได้เอาไปซื้อที่จริงๆค่ะ เอาไปทำร้านขายของชำ ตั้งชื่อร้านใช้ชื่อน้องของสามี เราเลยรู้สึกว่าทำไมทำแบบนี้ แต่ก็ไม่ว่าอะไร เพราะถือว่าให้ไปแล้วมาขออีกไม่ได้ ตั้งแต่นั้ก็จะรู้สึกไม่สนิทใจเท่าไหร่ พ่อแม่สามีเป็นคครูค่ะพอเปิดร้านขายของชำ ก็บอกว่าต้องเปิดทุกวัน ให้ไปช่วยเฝ้าร้าน ช่วยกันขายของ เราก็ช่วยในช่วงแรกๆ จนเราบอกกับสามีว่า เราขอไม่ไปเฝ้าที่ร้านนะ งานเราเยอะอยู่แล้ว จะให้เรามาเฝ้าร้านเสียเวลา สามีเราก็โอเค เข้าใจ
ช่วงนี้นเรากับสามีผ่อนรถกันคนละคัน เนื่องจากเราทำงานกันคนละอย่าง เราออกรถเก๋ง ส่วนสามี ออกรถกระบะ แต่เราก็ใช้รถด้วยกันช่วยกันผ่อนค่ะ มีช่วงหนึ่งที่สามีไม่ได้ใช้นถ เราก็เอารถสามีมาใช้ แล้วรถพ่อของสามีเสีย เขาก็มาเอารถเก๋งเราไปขับ (โดยไม่ขอเราเลย) เราก็ไม่ว่าอะไร ใช้จนเรียกรถเราว่าเป็นรถพ่อ แล้วพ่อสามีก็ขายกระบะเขาทิ้งไปบอกว่าเก่าแล้ว ไหนก็มีรถเราขับแล้ว เราก็รู้สึกว่าเฮ้ย ทำไมทำแบบนี้ เพราะตลอดเวลาที่พ่อเอาไปใช้แต่เราต้องจ่ายค่างวดทุกเดือน โดยที่ไม่ถามเราเลยเรื่องค่าใช้จ่าย เกือบปี จนมาพีคตอนที่รถแม่เสีย แม่บอกรถมันเก่า ก็จะมาเอารถสามีเราไปใช้ บอกว่าถ้ามีใครต้องซื้อรถใหม่ควรจะเป็นเราเพราะเราไม่มีหนี้อะไร ส่วนที่บ้านสามีกู้เต็มวงเงินกันหมดแล้ว อันนี้เราสุดทน เลยบอกว่าทำไมทำแบบนี้ เราผ่อนรถ 2 คัน แต่เวลาจะใช้ไม่มีรถใช้ให้เราเอากระบะเก่าๆ ขับไปทำงาน มันใช่หรอ แล้วพอคุยกันให้ซื้อรถใหม่ก็คุยกันเองไม่มาคุยกับเรา
มันถูกหรอ ไปคุยกับพ่อกับแม่เราบ้างไหมอ่ะ แฟนก็บอกว่างั้นไม่ต้องส่งรถ 2 คันนี้แล้ว เพราะพ่อเขาจะส่งคันรถเก๋งเอง และแม่กับสามีจะส่งคันรถกระบะเอง เราบอกว่าเราจะเอารถเก๋งคืน แฟนก็บอกว่าพ่อแก่แล้วให้พ่อเถอะ (เพราะตอนนี้เราส่งมาแล้ว53 งวด เหลือแค่ 7 งวด) (เราก็รู้สึกว่าเราโดนเอาเปรียบ แต่ก็เอากล้าขอก็กล้าให้ เราบอกว่าถ้าพ่อจะใช้เราให้ใช้แต่จะขายบอกเลยไม่ได้ เพราะต้องเป็นชื่อของเรา ส่วนรถคันใหม่ถ้าจะซื้อเราซื้อได้ แต่ขอว่าอย่ามายุ่งกับรถเราอีก ขอใช้ส่วนตัว ยอมได้แค่สามีใช้ด้วยกัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มไม่อยากเข้าใกล้พ่อแม่ของสามีเพราะเกิดความรู้สึกด้านลบมากขึ้น แต่แม่สามีเป็นคนชอบทำกิจกรรมของโรงเรียน ชุมชน แล้วก็ต้องให้เราไปช่วยตลอดๆ จนบางครั้งเราก็คิดว่า งานของโรงเรียน ทำไมไม่มีคนของโรงเรียนมาช่วยเลยกลายเป็นเราต้องมานั่งจัดดอกไม้ มาผูกผ้า ก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกแย่ๆเข้าไปอีก
แม่สามีชอบตัดงานเลี้ยงวันเกิดหลาน ลูกชาย วันเกิดพ่อ วันเกิดแม่ วันสงกรานต์ วันปีใหม่ วันโน้น นี้ นั้น สุดแล้วแต่จะอยากจัด แต่ไม่เคยมีงานอะไรให้เราเลย อันนี้ไม่เท่า ทุกครั้งที่จัดงานให้เราทำกับข้าวให้ เตรียมจานช้อน และพอเสร็จงานกองไว้ให้เราล้าง แรกๆ ครั้งสองครั้งก็พอไหว แต่พอบ่อยเข้าเราก็เลยบอกว่าเราไม่ล้างแล้วนะ เราปล่อยให้กองทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ จนพ่อสามีก็มาล้างเอง บ้านสามีกินข้าวไม่ชอบล้างจาน เอามากองที่อ่างล้างจานโดยไม่เอาเศษขยะออกจากจาน ไม่ว่าจะเป็นกระดาษทิชชู เศษอาหาร เปลือกผลไม้ แล้วเอามากองทับรวมกัน เราเองบอกตามตรงด้วยความที่รู้สึกแย่อยู่แล้วมาเจอสภาพแบบนี้ทุกวันเลยไม่ไหว บางครั้งไปอบรมประชุมต่างจังหวัดกลับมาเจอสภาพนี้ก๋ไม่ไหวเลย บอกแฟนว่าไม่ล้างละนะ แขยง ถ้าเคลียร์ขยะทิ้งกองไว้แต่จานยังพอไหวแต่นี่ไม่ไหวเลยนะ
แสดงความคิดเห็น
แต่งงานมา 7 ปี แต่เพิ่งรู้ว่าจริงๆ ที่เขาแต่งงานกับเราเพราะความเหมาะสม
เรากับสามีแต่งงานกันมา 7 ปีแล้วค่ะ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งก่อนแต่งและหลังแต่ง มีปัญหากันตลอด ขอเล่าย้อนไปถึงก่อนแต่งงานนะคะ
เรารับราชการค่ะ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีแฟนเลย ได้มาเจอกับสามีตอนที่มาทำงาน ด้วยที่เขาเป็นคนพูดจาดี มีเสน่ห์ ดูแลเทคแคร์เราตลอด เราเลบคนกันค่ะ แต่ที่บ้านเราไม่ชอบบอกว่าเรากับเขาทำงานต่างกัน (สามีเราทำธุรกิจส่วนตัวค่ะ) คบกันไปเดี๋ยวก็จะทะเลาะกัน ช่วงนั้นเรากับสามีก็พิสูจน์ให้ทางบ้านยอมรับค่ะ แต่เราก็เริ่มมีปัญหาทะเลาะกันเรื่องเวลาจริงๆค่ะ (นี่แหละ! ที่ไม่เชื่อคำเตือน ผู้ใหญ่) ในช่วงนั้นเราเอาแต่ใจตัวเองค่ะ (อันนี้ยอมรับว่านิสัยไม่ดี) สาเหตุเกิดจากช่วงที่เริ่มศึกษากันเขาจะเล่าว่าเคยเคยมีเมียมาก่อนแต่ก็ต้องเลิกรากันไปขอไม่ลงรายละเอียดในส่วนนี้นะคะ และมีรุ่นน้องที่คุยกันเป็นน้องที่สนิทมาก เคยส่งเรียนด้วย อันนี้ฟังแล้วก็เข้าใจว่าเขาจรืงใจกล้าเล่าให้เราฟัง แรกๆก็เฉยๆค่ะ แต่มันรู้สึกว่า เฮ้ย!!! คบกับเราอยู่ทำไมต้องส่งข้อความอวยพรวันเกิดเมียเก่า หรือโทรไปคุยบ่อยๆ ส่วนรุ่นน้องถ้าโทรมาจะกกตัดสายแล้วรีบฌทรกลับ บอกว่าทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติ เราเลยขอว่าเลิกคุยกับเมียเก่าและรุ่นน้องได้แล้ว เพราะไม่มีใครรู้สึกดี เขาก็บอกไม่มีอะไร เราก็เชื่อใจ จนมาถึงวันที่เราจะแต่งงานกันผู้ใหญ่มาคุยกันแล้ว เรามารู้ว่าเขาคุยกับรุ่นน้องสมัยเรียนทุกคืนเป็นชั่วโมง พอเราถามตรงๆ เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร เราเลยบอกว่าโทรไปคุยเลยจะได้รู้ว่ามีอะไรหรือไม่มี วันนั้นเขาบอกว่าเราคุยไม่รู้เรื่อง และบอกว่าอยากอยู่คนเดียวช่วงนี้นยอมรับค่ะว่ากลัวที่ต้องเป็นหม้ายขันหมาก เพราะงานแต่งงานเตรียมไว้แล้ว แจกการ์ดแล้ว เราเองบอกว่าถ้าจะยกเลิกให้ไปบอก ผุ้ใหญ่ด้วยกัน ช่วยรับผิดชอบชีวิตเราด้วย และยังไงเราก็ต้องคุยกับน้องคนนั้นให้ได้ พอเราโทรไปคุย น้องกลับบอกว่าถ้าเราจะเลิกกับแฟน ไม่เกี่ยวกับน้องเป็นเรื่องของคนสองคน เขาคุยกันเล่นๆ อย่างนี้มานานแล้ว เราเลยถามว่าถ้าพี่เลิกกับเขาแล้วน้องจะมาคนกับเขาไหม น้องบอกว่าไม่ เพราะมีแฟนแล้ว เราเลยถามว่าถ้างั้นน้องกล้าบอกแฟนน้องหรือเปล่าว่าคุยกับผุ้ชายอื่นทุกคืนนานเป็นชั่วโมงๆ แบบเล่นๆ น้องเก่งนะมีความสุขบนความทุกข์ของพี่ และพอเลิกกันแล้วน้องก็ไม่เอาเขาอีก หลังจากเคลียร์เรื่องน้องสมัยเรียนจบ เราก็กลับเริ่มต้นใหม่ แต่งงานกัน