เราทนไม่พอ หรือเราโง่ที่ยังทนอยู่

แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 22
พ่อกับแม่ผมก็เป็นแบบประมานนี้เลย พ่อผมใจร้อนมากๆ ลงไม้ลงมือด้วย เวลาดีก็ดีใจหาย ชอบคิดเล็กคิดน้อย คิดลึกคิดนาน คิดจนเคลียด แล้วมาลงที่ครอบครัว แม่ผมไม่แม้แต่จะอ้าปากเถียงได้เลย เพราะจะสวนทันควัน ตอนนั้นผมยังเด็ก ก็สงสารแม่มากๆ พักหลังมาแม่ผมตัดสินใจเปิดใจคุยกับพ่อ #ให้พ่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา เป็นรพ.เกี่ยวกับจิตวิทยา (แต่ไม่ถึงขั้นบ้านะ) ตอนไป หมอก็บอกว่า คนเรามีความเป็นโรคจิตอยู่ทุกคน บ้างก็จิตดี บ้างก็จิตร้าย ไม่มีใครไม่มีโรคนี้ เพราะทุกคนจะคิดเองเออเองเสมอว่า.. ฉันเต็มร้อยเสมอ ไม่มีขาดหรือเกิน แต่.. คุณหมอก็บอกว่า เดินตรงเข้ามารพ.นี้ ไม่ต้องอายเลย เพราะดาราก็เข้ามารักษา คนรวยก็เข้ามารักษาจนล้นรพ. สรุปคือ หมอให้ยาพ่อผมมาทาน เป็นยาคลายเคลียดที่เหมาะเฉพาะตัวบุคคลนั้นๆ   #ผลปรากฏว่า หลังจากนั้นพ่อเปลี่ยนเป็นคนละคนเลย เรื่องใจร้อนก็เบาลง ปลงอยู่เสมอ ระงับสติตัวเองได้ทัน พ่อผมจะรู้ตัวว่า เมื่อสมองเริ่มตึงๆเคลียดๆ เค้าจะรีบทานยาด่วนทันที และอารมณ์ร้อนจะถูกระงับลง  พ่อเราบอกแม่เสมอว่า  #ขอบคุณเธอมากๆนะที่พาเราไปรพ.#  แต่ตอนนี้ท่านไม่อยู่กับเราแล้วก็ไปตามกาลเวลาของท่าน  
ปล. ลองคุยกะเค้าดู ถ้าได้ไป แล้วเอายามาทาน ผมว่าช่วยได้เยอะแน่ๆ ไม่ใช่คุณภรรยานะที่ได้ประโยชน์ ตัวเขาเองจะได้รับประโยชน์ซะมากกว่า เพราะเป็นการเปิดโลกทางสายตาได้กว้างขึ้น เท่านี้ครอบครัวคุณก็จะมีความสุขแน่ๆ
ปล. 2 ขอให้จขกท. โชคดี สู้ๆนะครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่