เคยไหมครับ มีคนมาทำให้เรารู้สึกขาด รู้สึกว่ามันจำเป็น เราจะได้ไปซื้อสินค้า-บริการของเค้า แต่อันนี้จะโทษใครก็ไม่ได้นะ ต้องโทษตัวเองที่ปล่อยให้คำโปรยและการกระทำเหล่านั้นมาทำให้เรารู้สึกว่าเราขาดอะไรบางอย่างเอง
เมื่อก่อนผมเกลียดพวกกุศโลบายมาก ๆ เลยนะ แต่พอโตขึ้นผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ใช้กุศโลบายนั้นเองเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ เช่นจูงใจให้คนทำอะไร หรือหันเหความสนใจของคนเพื่ออะไรบางอย่าง 9ล9
แรก ๆ ก็จะรู้สึกขยะแขยงตัวเอง หลัง ๆ เริ่มรู้สึกชิน เริ่มเห็นว่าการเป็นคนเทา ๆ เป็นเรื่องปกติ ตอนนี้เริ่มกลัวแล้วว่าจากเทาจะกลายเป็นดำไปเลย และกลัวว่าจะเชื่อว่า ดำ เป็นเรื่องปกติ
ก่อนหน้านี้มีความรู้สึกอยากพัฒนาตัวเอง เลยไปหาหนังสือ หาบทความ เสริชทางเน็ท เฮ้ยยยย มีโค้ชด้วยอ่ะ คำพูดสวยงามดี หลัง ๆ เห็นข้อมูลเพิ่มเติมบางอย่าง (ไม่รู้จริงไม่จริง) ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้มันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเยอะดีแท้
ตัวอย่างง่าย ๆ เป็นเรื่องที่ใครหลายคนก็อยากให้เกิดกับตัวเอง เช่นถูกคุกเข่าขอแต่งงานกลางงานใหญ่ ๆ มีคนรวมเชียร์ให้ตอบรับ บรรยากาศเป็นสีชมพูชื่นมื่น แต่เบื้องลึกเบื้องหลังมันก็อาจจะมีอะไรที่เราไม่รู้ ---> เพราะงั้นถ้าไม่เคยมีโมเมนท์นี้ก็ไม่ต้องเสียใจไปเนอะ (บอกตัวเอง)
หรือเห็นคนขับรถยนต์หรู ๆ ใช้ชีวิตหรู ๆ (แต่อันนี้ผมไม่กระเทือนนะ ไม่สามารถสะกิดต่อมอะไรผมได้) มาพูดคำโก้ ๆ มาบอกวิธีมีความสุข มาบอกวิธีคิด วิธีประสบความสำเร็จ อันนี้สิ อาจจะทำให้ผมเผลอไผลไปได้ เลยทำให้อยากซื้อสินค้า-บริการจากคนนั้น นี่เกือบจะไปกดเงินและสมัครเข้าคอร์สเลยน๊ะ!
แต่ผมก็ดีใจนะ ที่เคยคิดอยากจะพัฒนาตัวเอง เลยไปหาข้อมูล พอหาข้อมูลไปหาข้อมูลมา ตอนนี้ผมกลับรู้สึกภูมิใจกับตัวเองมากขึ้นโดยไม่ต้องไปลงคอร์สอะไรเลย ผมกลับมารักตัวเองมากขึ้น และกุศโลบายต่าง ๆ เพื่อที่จะหันเหความสนใจใครสักคนเพื่อประโยชน์บางอย่าง ก็พยายามเลิกทำซะ
ประสบการณ์ของหายที่เคยเจอ
มีครั้งนึงจะไปกินข้าวที่ร้านอาหารนึงที่อยู่ห่างจากโรงแรมที่พักประมาณ 500 เมตร ติดถนนใหญ่ ไม่ต้องเข้าซอย ผมก็ตัดสินใจเดินไปกับเพื่อนอีก 2 คน ระหว่างทางก็ผ่านตลาดชื่อดังของเมืองนั้น แต่จะมีซอยอยู่ซอยนึงที่ไม่ร้างหรอก ถ้าจำไม่ผิดมีบ้านนี่แหล่ะ แต่กำแพงรั้วสูง และคนไม่ค่อยผ่าน ก็มีคนท้องถิ่นเข้ามาหาผม ท่าทางก็ปกติ มาทักทายว่า กังฟู ๆ และพยายามมาจับแขน ประมาณกังฟู ๆ (ซึ่งก็คงคิดว่าพวกผมมาจากเมืองจีน อันนี้ก็เรื่องปกติ เวลาไปไหนคนจะเดาว่าเป็นจีน ฟิลิปปินส์ เกาหลี ญี่ปุ่น มากกว่าไทย เนื่องด้วยเค้าอาจไม่ค่อยเจอคนไทยเท่าไหร่) ผมก็เอามือปิดกางเกงยีนส์ทั้งสองด้านเลย (เวลาไปบางที่ ผมจะกระจายเงินเอาไปใส่ไว้หลายที่) แป๊ปนึงผมสังเกตุเห็นเงินร่วงลงมา ซึ่งเงินที่ร่วงลงมาไม่ใช่เงินของพื้นที่นั้นแน่ ๆ เท่านั้นแหล่ะ ผู้ชายคนนั้นวิ่งปรู๊ด ข้ามฝั่งไปอีกฝั่งนึงเลย ---> คืออยากจะบอกว่า skillful มาก ขนาดผมพยายามป้องกันแล้ว ผมคิดว่าผมไม่พลาด แต่ไม่รู้พลาดตรงไหน สรุปโดนไปประมาณ 2 - 3000 บาท ตอนนั้นก็คิดนะว่าเค้าคงมีคนอีกหลายคนเบื้องหลังที่เค้าต้องดูแล เค้าเลยมาทำแบบนี้ แต่อีกใจก็คิดว่า แล้วตัวผมละ ผมพยายามอดบางอย่างเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อบางอย่าง แต่อยู่ดีๆ ก็โดนขโมยเงินไป เฮ้ย มันไม่ยุติธรรม! อ้อ อันนี้รวมไปถึงคนที่มาขอยืมเงินด้วยนะ เวลาจะกินอะไรสักอย่าง ผมนี่คิดแล้วคิดอีก เพื่อจะเก็บเงินไว้ แต่พอเพื่อนมายืมเพราะลำบากมา ผมก็ให้ไป พอไปเห็นการใช้ชีวิตบางอย่างของคนที่มายืมเงินแล้ว ผมรู้สึกเศร้ากับตัวเองมากเลย รู้สึกสงสารตัวเอง
ประสบการณ์สอง นั่งรถแท็กซี่ ลงจากรถแล้วรู้สึกตัวว่าโทรศัพท์ไม่อยฺู่กับตัวแล้ว ซึ่งคิดว่าน่าจะหล่นบนรถ (ใส่กางเกงยีนส์ นั่งข้างหน้า บางทีมันอาจจะหล่นไป เพราะตอนอยู่บนรถโทรศัพท์ยังอยู่ แต่ลงจากรถมาโทรศัพท์ไม่อยู่แล้ว) เลยโทรไปที่เบอร์ตัวเอง ครั้งแรกเป็นเสียงรอสาย จนสายตัดไป โทรไปอีกครั้งปิดเครื่องจ้า อันนี้ก็ไม่ใช่ความผิดใครความผิดผมเอง หลังจากเหตุการณ์นั้นจะคลำโทรศัพท์เวลาเปลี่ยนจากที่นึงไปอีกที่นึงหรือระหว่างเดินผ่านคนเยอะ ๆ
ประสบกาณณ์สาม อันนี้ขึ้นรถเมล์ คืออยากทำตัวท้องถิ่น ขึ้นรถเมล์กับน้องอีกคน ระหว่างก้าวขึ้น (ขึ้นที่อู่ต้นทาง รถยังไม่ออกไปไหน) ก็จะมีคนเดินสวนลงมาและก็พูดจาเสียงดัง เหมือนโวยวาย ผมก็ต้องหยุดก้าวเท้าเพื่อหลีกทาง คนที่ก้าวขึ้นรถเมล์ตามหลังก็จะมาถูกข้างหลังผมพอดี สรุปเริ่มรู้ตัวว่าโดนแก๊งค์แน่นอน ผมเลยย่อตัวลง สรุปโดนล้วงกระเป๋าไปประมาณ 400 บาทมั๊ง อันนี้ก็หลักการณ์เดียวกับกังฟู ๆ คือหักเหความสนใจ เพียงแต่กังฟูทำงานคนเดียว แต่อันนี้มาเป็นแก๊งค์
อันนี้อีกอัน ตอนนั้นนั่งแท็กซี่กลับโรงแรม ตอนจะลงรถเห็นว่ามีกล้องถ่ายรูปอยู่ตรงเบาะ ผมก็เลยอุทานมาว่า มีกล้อง พอคนขับเห็นว่าผมเจอกล้องถ่ายรูป เค้ารีบบอกเลยว่า เอามานี่ เดี๋ยวเค้าเอาไปคืนเอง อันนี้ผมก็รู้สึกผิดอยู่ที่ไม่ถามรายละเอียดมากกว่านี้ และพยายามเอาไปส่งสถานีตำรวจ ได้แต่ลงจากรถมาแบบเบลอ ๆ
พอเจอเหตุการณ์เหล่านี้ บวกกับอ่านเจอประสบการณ์ของคนอื่น ข่าวสารบ้านเมือง ก็ทำให้มีภูมิต้านทานเยอะขึ้น
#โค้ชดีๆ จริง ๆ อยู่ที่ไหน ใครรู้ช่วยบอกที
ทำไมคนบางคนถึงมีปรัชญาเก่ง ๆ จัง
เมื่อก่อนผมเกลียดพวกกุศโลบายมาก ๆ เลยนะ แต่พอโตขึ้นผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ใช้กุศโลบายนั้นเองเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ เช่นจูงใจให้คนทำอะไร หรือหันเหความสนใจของคนเพื่ออะไรบางอย่าง 9ล9
แรก ๆ ก็จะรู้สึกขยะแขยงตัวเอง หลัง ๆ เริ่มรู้สึกชิน เริ่มเห็นว่าการเป็นคนเทา ๆ เป็นเรื่องปกติ ตอนนี้เริ่มกลัวแล้วว่าจากเทาจะกลายเป็นดำไปเลย และกลัวว่าจะเชื่อว่า ดำ เป็นเรื่องปกติ
ก่อนหน้านี้มีความรู้สึกอยากพัฒนาตัวเอง เลยไปหาหนังสือ หาบทความ เสริชทางเน็ท เฮ้ยยยย มีโค้ชด้วยอ่ะ คำพูดสวยงามดี หลัง ๆ เห็นข้อมูลเพิ่มเติมบางอย่าง (ไม่รู้จริงไม่จริง) ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้มันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเยอะดีแท้
ตัวอย่างง่าย ๆ เป็นเรื่องที่ใครหลายคนก็อยากให้เกิดกับตัวเอง เช่นถูกคุกเข่าขอแต่งงานกลางงานใหญ่ ๆ มีคนรวมเชียร์ให้ตอบรับ บรรยากาศเป็นสีชมพูชื่นมื่น แต่เบื้องลึกเบื้องหลังมันก็อาจจะมีอะไรที่เราไม่รู้ ---> เพราะงั้นถ้าไม่เคยมีโมเมนท์นี้ก็ไม่ต้องเสียใจไปเนอะ (บอกตัวเอง)
หรือเห็นคนขับรถยนต์หรู ๆ ใช้ชีวิตหรู ๆ (แต่อันนี้ผมไม่กระเทือนนะ ไม่สามารถสะกิดต่อมอะไรผมได้) มาพูดคำโก้ ๆ มาบอกวิธีมีความสุข มาบอกวิธีคิด วิธีประสบความสำเร็จ อันนี้สิ อาจจะทำให้ผมเผลอไผลไปได้ เลยทำให้อยากซื้อสินค้า-บริการจากคนนั้น นี่เกือบจะไปกดเงินและสมัครเข้าคอร์สเลยน๊ะ!
แต่ผมก็ดีใจนะ ที่เคยคิดอยากจะพัฒนาตัวเอง เลยไปหาข้อมูล พอหาข้อมูลไปหาข้อมูลมา ตอนนี้ผมกลับรู้สึกภูมิใจกับตัวเองมากขึ้นโดยไม่ต้องไปลงคอร์สอะไรเลย ผมกลับมารักตัวเองมากขึ้น และกุศโลบายต่าง ๆ เพื่อที่จะหันเหความสนใจใครสักคนเพื่อประโยชน์บางอย่าง ก็พยายามเลิกทำซะ
ประสบการณ์ของหายที่เคยเจอ
มีครั้งนึงจะไปกินข้าวที่ร้านอาหารนึงที่อยู่ห่างจากโรงแรมที่พักประมาณ 500 เมตร ติดถนนใหญ่ ไม่ต้องเข้าซอย ผมก็ตัดสินใจเดินไปกับเพื่อนอีก 2 คน ระหว่างทางก็ผ่านตลาดชื่อดังของเมืองนั้น แต่จะมีซอยอยู่ซอยนึงที่ไม่ร้างหรอก ถ้าจำไม่ผิดมีบ้านนี่แหล่ะ แต่กำแพงรั้วสูง และคนไม่ค่อยผ่าน ก็มีคนท้องถิ่นเข้ามาหาผม ท่าทางก็ปกติ มาทักทายว่า กังฟู ๆ และพยายามมาจับแขน ประมาณกังฟู ๆ (ซึ่งก็คงคิดว่าพวกผมมาจากเมืองจีน อันนี้ก็เรื่องปกติ เวลาไปไหนคนจะเดาว่าเป็นจีน ฟิลิปปินส์ เกาหลี ญี่ปุ่น มากกว่าไทย เนื่องด้วยเค้าอาจไม่ค่อยเจอคนไทยเท่าไหร่) ผมก็เอามือปิดกางเกงยีนส์ทั้งสองด้านเลย (เวลาไปบางที่ ผมจะกระจายเงินเอาไปใส่ไว้หลายที่) แป๊ปนึงผมสังเกตุเห็นเงินร่วงลงมา ซึ่งเงินที่ร่วงลงมาไม่ใช่เงินของพื้นที่นั้นแน่ ๆ เท่านั้นแหล่ะ ผู้ชายคนนั้นวิ่งปรู๊ด ข้ามฝั่งไปอีกฝั่งนึงเลย ---> คืออยากจะบอกว่า skillful มาก ขนาดผมพยายามป้องกันแล้ว ผมคิดว่าผมไม่พลาด แต่ไม่รู้พลาดตรงไหน สรุปโดนไปประมาณ 2 - 3000 บาท ตอนนั้นก็คิดนะว่าเค้าคงมีคนอีกหลายคนเบื้องหลังที่เค้าต้องดูแล เค้าเลยมาทำแบบนี้ แต่อีกใจก็คิดว่า แล้วตัวผมละ ผมพยายามอดบางอย่างเพื่อเก็บเงินไว้ซื้อบางอย่าง แต่อยู่ดีๆ ก็โดนขโมยเงินไป เฮ้ย มันไม่ยุติธรรม! อ้อ อันนี้รวมไปถึงคนที่มาขอยืมเงินด้วยนะ เวลาจะกินอะไรสักอย่าง ผมนี่คิดแล้วคิดอีก เพื่อจะเก็บเงินไว้ แต่พอเพื่อนมายืมเพราะลำบากมา ผมก็ให้ไป พอไปเห็นการใช้ชีวิตบางอย่างของคนที่มายืมเงินแล้ว ผมรู้สึกเศร้ากับตัวเองมากเลย รู้สึกสงสารตัวเอง
ประสบการณ์สอง นั่งรถแท็กซี่ ลงจากรถแล้วรู้สึกตัวว่าโทรศัพท์ไม่อยฺู่กับตัวแล้ว ซึ่งคิดว่าน่าจะหล่นบนรถ (ใส่กางเกงยีนส์ นั่งข้างหน้า บางทีมันอาจจะหล่นไป เพราะตอนอยู่บนรถโทรศัพท์ยังอยู่ แต่ลงจากรถมาโทรศัพท์ไม่อยู่แล้ว) เลยโทรไปที่เบอร์ตัวเอง ครั้งแรกเป็นเสียงรอสาย จนสายตัดไป โทรไปอีกครั้งปิดเครื่องจ้า อันนี้ก็ไม่ใช่ความผิดใครความผิดผมเอง หลังจากเหตุการณ์นั้นจะคลำโทรศัพท์เวลาเปลี่ยนจากที่นึงไปอีกที่นึงหรือระหว่างเดินผ่านคนเยอะ ๆ
ประสบกาณณ์สาม อันนี้ขึ้นรถเมล์ คืออยากทำตัวท้องถิ่น ขึ้นรถเมล์กับน้องอีกคน ระหว่างก้าวขึ้น (ขึ้นที่อู่ต้นทาง รถยังไม่ออกไปไหน) ก็จะมีคนเดินสวนลงมาและก็พูดจาเสียงดัง เหมือนโวยวาย ผมก็ต้องหยุดก้าวเท้าเพื่อหลีกทาง คนที่ก้าวขึ้นรถเมล์ตามหลังก็จะมาถูกข้างหลังผมพอดี สรุปเริ่มรู้ตัวว่าโดนแก๊งค์แน่นอน ผมเลยย่อตัวลง สรุปโดนล้วงกระเป๋าไปประมาณ 400 บาทมั๊ง อันนี้ก็หลักการณ์เดียวกับกังฟู ๆ คือหักเหความสนใจ เพียงแต่กังฟูทำงานคนเดียว แต่อันนี้มาเป็นแก๊งค์
อันนี้อีกอัน ตอนนั้นนั่งแท็กซี่กลับโรงแรม ตอนจะลงรถเห็นว่ามีกล้องถ่ายรูปอยู่ตรงเบาะ ผมก็เลยอุทานมาว่า มีกล้อง พอคนขับเห็นว่าผมเจอกล้องถ่ายรูป เค้ารีบบอกเลยว่า เอามานี่ เดี๋ยวเค้าเอาไปคืนเอง อันนี้ผมก็รู้สึกผิดอยู่ที่ไม่ถามรายละเอียดมากกว่านี้ และพยายามเอาไปส่งสถานีตำรวจ ได้แต่ลงจากรถมาแบบเบลอ ๆ
พอเจอเหตุการณ์เหล่านี้ บวกกับอ่านเจอประสบการณ์ของคนอื่น ข่าวสารบ้านเมือง ก็ทำให้มีภูมิต้านทานเยอะขึ้น
#โค้ชดีๆ จริง ๆ อยู่ที่ไหน ใครรู้ช่วยบอกที