ถอดบทเรียนจาก "หนึ่งด้าวฟ้าเดียว" ตอนที่ 13

แก้ไขหัวกระทู้ เป็น "ถอดบทเรียนจาก "หนึ่งด้าวฟ้าเดียว" ตอนที่ 13และ 14

ประวัติศาสตร์ไม่มีคำว่า "ถ้า..." เมื่อใดที่คำนี้เกิดขึ้น นั่นหมายความว่า "สายไปเสียแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ ฟูมฟายไปก็ไร้ประโยชน์"   “ฉันน่าจะเชื่อแม่แมงเม่า แม่เคยบอกฉันว่าเรื่องบ้านเมืองเป็นเรื่องของคนทุกคน  ฉันก็เอาแต่คิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายในแลผู้หญิงอย่างเราควรข้องเกี่ยว มาบัดนี้ฉันจึงรู้ว่า ความเจ็บช้ำน้ำใจ สิ้นศักดิ์ศรีจนต้องตกเป็นทาสเค้า มันเป็นเช่นใด”  “หากฉันย้อนกลับไปได้ ฉันจะไม่ทำอย่างที่แล้วมาเลย จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอย่างนี้” อย่าให้ความรู้สึกเศร้าเสียใจผ่านไปเมื่อละครจบ เราสามารถนำบทเรียนนี้มาประยุกต์ใช้ได้กับอีกหลายๆเหตุการณ์ แม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของเรา อย่าปล่อยเรื่องไป เพราะถือว่าไม่ใช่ธุระของตน ลองคิดดูว่าสิ่งใดบ้างที่เราสามารถทำได้ เพื่อช่วยให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เลวร้ายหนักหนาสาหัส หรือทำอะไรไม่ได้จริงๆก็เพียงแต่อย่าซ้ำเติมให้ทรุดไปกว่าเดิม

ไสยศาสตร์ไม่ใช่คำตอบของเหตุวิกฤตที่เกิดขึ้นแล้ว “...แต่หากพิธีไสยศาสตร์เช่นนี้ช่วยได้จริง ก็คงไม่มีการเสียบ้านเสียเมืองกันเกิดขึ้นดอกเจ้าค่ะ” การปัดรังควาน ประพรมน้ำมนต์หรือย้ายฮวงจุ้ยก็เป็นเพียงการปลอบใจเท่านั้น ไม่สามารถกลับร้ายเป็นดีได้ การกระทำของคนต่างหากที่จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

อโยธยาหาได้สิ้นลงด้วยน้ำมือพม่าเพียงฝ่ายเดียว แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากคนไทยด้วยกันเองร่วมมือทำลายราชธานีที่ยิ่งใหญ่ด้วยจิตเจตนาหวังผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ความโลภอยากเป็นใหญ่เหนือผู้คน(ทั้งที่มีวาสนาและโอกาสดีกว่าคนอื่นอีกมาก)ขึ้นสมองจนไม่แยแสว่าบ้านเมืองและผู้คนจะมีสภาพเลวร้ายอย่างไร ต่อให้ต้องทรยศต่อบ้านเมืองก็ทำได้  “ไม่มีผู้ใด จะทำร้ายคนไทได้มาก เท่ากับคนไทด้วยกันเองเลยจริงๆ”    เมื่อมีข่าวว่ามังมหานรธาป่วยหนัก ก็คาดการณ์กันว่าอาจจะยกทัพกลับไป แทนที่จะดีใจว่าอโยธยาจะมีทางรอด  เจ้าจอมเพ็ญกลับร้อนรนทนไม่ได้ “...กับเรื่องนี้ฉันลงทุนไปโขอยู่  หากถอยทัพกลับตอนนี้ ก็เท่ากับเสียทั้งต้นแลดอก ขาดทุนหนักนัก” ครั้นพอทางอโยธยาส่งทูตไปเจรจาขอยอมเป็นเมืองขึ้น กลับยินดีปรีดาซะงั้น  ข้างพระยาพลเทพก็ส่งคนเสี่ยงตายออกไปขอให้ฝ่ายอังวะรบกับอโยธยาต่อไป โดยจะยอมจ่ายบรรณาการมากกว่าถึงสามเท่าแลกกับแต่งตั้งตัวเองปกครองอโยธยาหลังเสร็จศึก โดยไม่รู้สึกรู้สมเลยว่าความสบายและลาภยศที่คาดหวังต้องแลกกับการสูญสิ้นอิสรภาพและเกียรติภูมิของบ้านเมือง ลองมองดูรอบๆตัว เรายังเห็นคนแบบนี้เดินเพ่นพ่านอยู่หรือไม่

คุณค่าของคนไม่ได้วัดจากชาติกำเนิดหรือโอกาสที่ดีทางสังคม คนอย่างไอ้กล้าที่เกิดมาในครอบครัวที่มีความเป็นอยู่ดี ไม่แร้นแค้นขัดสน แต่กลับใช้ชีวิตเกกมะเหรกเกเรไปวันๆ ไม่เคยทำประโยชน์อันใดเลย มีแต่คอยซ้ำเติมเพื่อนมนุษย์ที่กำลังลำบากอยู่แล้วให้ต้องทุกข์ทนมากขึ้น “... อังวะมันเผา มันปล้นอย่างไร เราก็สวมรอยทำตามมัน แย่งชิงทรัพย์สมบัติมาให้มากที่สุด ใครขวางฆ่ามันให้หมด” ตรงข้ามกับแม่สุ่น ที่มีสภาพต่ำต้อยในสังคม เป็นที่ดูแคลนของผู้คน แต่กลับมีจิตใจที่น่ายกย่องกว่า ยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อผู้อื่น

มองทุกอย่างเข้าข้างตัวเอง ยังไม่สิ้นหวังว่าอังวะจะถอยทัพกลับไป เพียงได้ยินข่าวว่าแม่ทัพมังมหานรธาป่วย ก็คิดง่ายๆ(ให้ตัวเองสบายใจ)ว่า อโยธยาจะรอดแล้ว ลืมมองความเป็นจริง ฤดูน้ำหลากก็ผ่านไปแล้ว ตัวช่วย จากหัวเมืองรอบนอกก็ไม่เหลือแล้ว กองทัพอังวะก็ล้อมกรุงในระยะประชิด ระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่ทุกวี่วัน ไฟไหม้ครั้งใหญ่ก็ยิ่งซ้ำเติมทั้งขวัญกำลังใจของกองทัพและผู้คนในอโยธยา เสบียงและทรัพยากรในกำแพงเมืองก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ จะออกไปหาก็ไม่ได้เพราะถูกล้อมไว้ สภาพการณ์เช่นนี้อังวะจะเจรจาต่อรองด้วยหรือ“ก็มันดูหมิ่นถิ่นแคลนเรา ว่าเป็นดั่งเนื้อบนเขียง จะหั่นจะสับตามใจอย่างไรก็ได้น่ะสิ” อีกอย่างหนึ่งการทำศึกของราชวงศ์คองบองก็เปลี่ยนไปจากสมัยราชวงศ์ตองอูยุคของบุเรงนองที่มุ่งแผ่ขยายอำนาจแสดงบรมเดชานุภาพ ไม่ได้ทำลายเมืองของอีกฝ่ายให้พินาศราบคาบ แต่เป้าหมายการทำศึกของราชวงศ์คองบองคือ "ปราบทำลายให้สิ้นสูญ" เพราะเข็ดกับการเกือบสิ้นอำนาจในลุ่มน้ำอิระวดีเพราะพวกมอญและการกลับมากอบกู้เอกราชของพระนเรศวร “พระพุทธเจ้าอยู่หัว  ไม่ได้ทรงต้องการให้อโยธยาเป็นประเทศราช เพราะที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนไทมิยอมอยู่ใต้อำนาจได้นาน”  ทุกวันนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน “จนป่านฉะนี้ ยังจะโต้เถียงกันอีก ควรแล้ว ที่ต้องเสียเมืองให้กับอังวะ” พระยาตากเล็งเห็นแล้วว่าอโยธยาคงต้องเสียแก่ข้าศึกแน่ๆ จึงตัดสินใจจะพาทุกคนฝ่าวงล้อมของอังวะออกไป เพื่อไปตั้งหลักที่หัวเมืองตะวันออก  แล้วรวบรวมผู้คนกลับมากอบกู้อโยธาคืนมา ก็มีทั้งที่เห็นด้วยและที่ไม่เห็นด้วย เกิดการทุ่มเถียงกัน แม้ท้ายที่สุดจะตกลงกันได้  ว่าจะกล้ำกลืนความอัปยศในวันนี้ เพื่อรักษาชีวิตไว้ก่อน ในขณะที่ฝ่ายอังวะ แม่ทัพทั้งสอง ทั้งมังมหานรธาและเนเมียวสีหบดีไม่ค่อยลงรอยกัน ชิงดีชิงเด่นกันตลอด แต่เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือเอาชัยชนะเหนืออโยธยาให้ได้โดยเร็ว จะได้กลับไปช่วยพระเจ้ามังระรบกับจีนก็ยอมร่วมมือกัน

การไม่ยอมปรับตัวเมื่อชะตาชีวิตผกผันทำให้ผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือต้องลำบากมากขึ้นและอาจจะเดือดร้อนไปด้วยได้ “ทางน้ำสกปรกโสโครก จะให้เสด็จลงไปได้อย่างไร” แมงเม่าหงุดหงิด  “เพลาเช่นนี้ คุณท้าวยังจะถือยศถืออย่างอีกหรือเจ้าคะ ดาบของอังวะ มันเลือกไพร่ผู้ดีหรืออย่างไร” คุณท้าวโสภาเถียงไม่ออก  ได้แต่อึกๆอักๆ กรมขุนวิมลตัดใจ  "ไม่ต้องเถียงกันแล้ว ฉันจะลงไปเอง” คุณท้าวโสภาเป็นตัวแทนชนชั้นสูงที่ยึดติดชีวิตแบบเดิมโดยไม่คำนึงถึงสภาพปัจจุบัน ใครจะรู้ ถ้าคุณท้าวไม่ยึกยัก เรื่องมากหรือไม่เจอคุณท้าวระหว่างทาง  กรมขุนวิมลอาจหนีออกไปได้ทันก็ได้

ขบวนการยุติธรรมที่ซื้อได้  ทำให้คนผิดมีโอกาสกลับมาก่อความผิดซ้ำที่อาจส่งผลร้ายรุนแรงกว่าเดิมได้อีก “ทรงได้ยินชัดแล้วกระมังเสด็จพระองค์ชาย อ้ายออกญาพลเทพมันเป็นไส้ศึก คราที่มีการฟ้องร้องพระองค์กลับไม่ลงโทษมัน จนอโยธยาแตกก็ยังสืบสวนคดีไม่แล้วเสร็จ ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระองค์รับสินบาทคาดสินบนใช่หรือไม่”

ถ้าไม่ทะเยอทะยานใฝ่สูงเกินตัวจนหน้ามืดก็คงคิดได้ ไม่ต้องถูกก่นด่าสาบแช่งว่าเป็นคนทรยศเนรคุณแผ่นดินเกิด “เพลานั้นเรายังไม่ได้ชัยเหนืออโยธยาจะให้สัญญาอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น  บัดนี้เราเอาชัยได้แล้ว คิดว่า ระหว่างตั้งท่านเจ้าคุณกับให้คนของอังวะขึ้นปกครอง  ควรจะเลือกอย่างไหนมากกว่ากัน”

เมื่อไม่มีผลประโยชน์ที่คุ้มค่าแลกเปลี่ยนก็อย่าหวังเลย “เมื่อคืนเอ็งปล้นชิงมาได้เท่าใดวะอ้ายกล้า เอามาให้ท่านเจ้าคุณให้หมด ทรัพย์สมบัติพวกนี้จำเป็นในการรวบรวมผู้คน”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่