สวัสดีค่ะทุกคน _/\_ ตอนนี้เราเพิ่งเรียนจบนะคะ (เรียกได้เพิ่งว่างนั้นเอง) ประเด็นคือเรามีเรื่องที่เรารู้สึกอึดอัดมานานแล้วเกี่ยวกับพี่รหัสเรามาเล่าให้ฟังค่ะ ...
ตั้งแต่เราเข้าปี 1 มาเราก็ได้จับพี่รหัสเหมือนคนอื่นๆปกติเลยค่ะ แล้วก็มาจับได้พี่คนนี้เข้าซึ่งเป็นพี่ผู้ชาย แรกๆที่เราจับได้พี่เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาก็เหมือนรุ่นพี่ปกติคนนึงให้ของบ้างคุยกันบ้างตามปกติ แต่มันจะพิเศษหน่อยก็ตรงที่เขารู้จักกับญาติของเรานี้แหละค่ะ แล้วเขากับเพื่อนๆของเขาแล้วก็ญาติเราก็จะชอบไปหาอะไรกินกันตามที่ต่างๆแทบทุกอาทิตย์ ซึ่งตรงนี้เราก็เฉยๆมองว่าเป็นความสุขของพวกเขากันไป
จนมาวันหนึ่งญาติเราชวนเราไปงานวัดแล้วเราก็ถามว่ามีใครไปบ้าง ญาติเราก็บอกว่าก็มีพี่รหัสเรากับเพื่อนพี่รหัสเราไปเราก็โอเคไปได้ (เราเป็นคนไม่ซีเรียสเวลาไปไหนมาไหนกับผู้ชายนะคะ เพราะนิสัยเราออกจะแนวแมนๆนิดนึง) .. จนทุกคนมาเจอกันหน้างานวัดมีญาติเรา, พี่รหัสเรา, เพื่อนพี่รหัสอีก 2 – 3 คน .. ประเด็นคือ 1 ในเพื่อนพี่รหัสที่เราเจออะค่ะ มันมีคนๆหนึ่งชอบเราอยู่ ! ซึ่งการที่คนเราจะชอบใครสักคนเนี้ยเราเข้าใจนะคะเพราะเราก็เคยชอบคนมาเยอะเหมือนกัน แต่เราไม่โอเคกับการแสดงออกของคนๆนี้มากๆ ยกตัวอย่างเวลาที่เขาเจอเราในมหาลัยเขาก็จะชอบเข้าหาเราแบบถึงเนื้อถึงตัวเรา เช่น มาจับต้นขา, จับต้นคอ, มาตีหลังเราจากข้างหลัง โดยที่เราไม่ทันสังเกตุอะค่ะ ซึ่งเราเกลียดผู้ชายไม่ให้เกียรติผู้หญิงแบบนี้มากๆ ..โอเค .. กลับมาที่หน้างานวัดค่ะ 555 พอเราเห็นคนที่ชอบเราแล้วเราก็ทำนิ่งๆไปไม่พูดไร ซึ่งระหว่างเดินเที่ยวเล่นในงานวัดเราก็เดินกันไปด้วยกันทั้งกลุ่มค่ะ จนกระทั้งแวะกินหมูกระทะกันในงาน ระหว่างนั้นเรากับญาติเราแล้วก็เพื่อนพี่รหัสคนอื่นๆก็ไปเข้าห้องน้ำกันระหว่างรอ ...บังเอิญญญ วันนั้นเราลืมกระเป๋าสะพายไปส่วนกระเป๋ากางเกงเราวันนั้นก็เล็กมากและคนที่ไม่เข้าห้องน้ำก็มีแค่พี่รหัสเรากับคนที่ชอบเราค่ะ เราก็เลยบอกพี่รหัสเราว่า “ พี่ ๆ หนูขอฝากมือถือหนูไว้หน่อยนะเข้าห้องน้ำเสร็จเดี๋ยวมาเอา ” พี่เขาก็โอเครับไว้ .. แต่พอออกมาจากห้องน้ำเท่านั้นแหละค่ะ มือถือที่เราฝากไว้กับพี่เขาไปอยู่ในมือของคนที่ชอบเรา เราเลยโวยกับพี่เขาว่า “ อ้าวพี่ ! หนูฝากมือถือไว้กับพี่นะแล้วพี่เอาไปให้คนอื่นได้ไงอะ ” ซึ่งสิ่งที่พี่เขาตอบเราก็คือ “ อ่อ .. ครับ ” .. เรานี่คิดในใจแบบเห้ยย ฟังที่เราพูดแต่แรกรู้เรื่องไหมวะ ? แต่ตอนนั้นทุกอย่างมันเร็วมากค่ะ เรารู้แค่ว่าเราต้องเอามือถือเรากลับมาให้เร็วที่สุด (เพราะมือถือเราตอนนั้นเป็นมือถือที่ไม่มีรหัสล็อคอะไรเลย กดปุ่มโฮมปุ่มเดียวคือเข้าไปดูข้อมูลได้ทั้งเครื่อง) จากนั้นเราก็รีบเดินไปหาคนที่ชอบเราแล้วพูดว่า “ เห้ย เอาคืนมาดิ ! ” ไอ้คนๆนั้นมันก็ทำหน้าตาเหลอหลากวนประสาทใส่เราละก็ทำท่าจะไม่ให้มือถือเรา แล้วประเด็นคือพี่รหัสเราก็ไม่รู้สึกรู้สาไม่ช่วยอะไรเราเลยหน้าตาเฉยนั่งมองแล้วก็กินหมูกระทะต่อทั้งๆที่เดิมทีเขาเป็นคนที่เราฝากมือถือไว้ .. ตอนนั้นเราโมโหมากและกำลังจะกระชากคอเสื้อคนที่ชอบเราๆ เขาคงกลัวเราโมโหเลยรีบคืนมือถือมาค่ะ (ญาติเราไม่เห็นเหตุการณ์นี้นะคะเพราะเขาออกมาจากห้องน้ำทีหลังเรา + เราตัดสินใจไม่เล่าเองในตอนนั้น) หลังจากเหตุการณ์นี้เราก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆกับพี่รหัสเราแล้วค่ะ
ต่อมาช่วงปี 1 เทอม 2 ก็เริ่มมีเพื่อนๆพี่รหัสเขาบอกกับเราประมาณว่าพี่รหัสเราโดนรีไทล์ไปแล้ว ทีแรกเราก็นึกว่าเขาล้อเล่นกันไปๆมาๆ เขาเริ่มพูดกันเยอะขึ้นเราเลยยลองไปถามพี่รหัสเราเอง พี่รหัสเราก็ตอบกลับมาว่า “ ไม่หนิ พี่ก็ยังอยู่คนอื่นอะมั่วแล้ว ” ซึ่งเราก็เชื่อพี่รหัสเราค่ะ (เพราะเรายังเห็นเขาใส่ชุด นศ. มามอเป็นปกติเรื่อยๆ) จนกระทั้งเราจบปี 1 ..
ขึ้นมาซัมเมอร์ปี 2 เราก็เริ่มเอะใจว่าทำไมช่วงหลังๆมาถึงไม่ค่อยเห็นพี่รหัสเลย เราเลยลองถามเพื่อนที่เรียนอยู่กับพี่เขาดู เพื่อนพี่เขาก็ตอบกลับมาว่า “ พี่เคยบอกแล้วว่ามันอะโดนรีไทล์แล้วจริงๆนะ ” ตอนนี้เราก็เริ่ม 50 – 50 แล้วค่ะ เราก็เลยลองถามพี่รหัสเราดูอีกรอบเขาก็ตอบมาแบบเดิมว่าเขาไม่ได้โดนรีไทล์ พี่เขายังบอกอีกด้วยว่ามีไหว้ครูเลิกเรียนแล้วไปหาเขาได้ เราก็เอะใจว่าช่วงนั้นมันไม่มีไหว้ครูไม่ใช่เหรอ (ช่วงเดือนเมษาอะค่ะ) แต่ด้วยความที่เราคิดน้อยไป เราก็ไปตามที่เขาบอกเราก็ถามเขาว่าให้ไปหาห้องไหน ? กี่โมง ? เขาก็ตอบเรามาเสร็จสรรพเลยค่ะ เราก็ไปตามที่พี่เขาบอก แต่พอเราถึงที่แล้วเราพิมพ์ไปหาพี่เขาพี่อ่านแล้วไม่ตอบจนสักพักเขาก็พิมพ์มาว่า “ พี่ขอโทษนะพี่โดนรีไทล์แล้วจริงๆ แต่พี่ไม่กล้าบอกเรา ” (ด้วยตอนนั้นเราค่อนข้างเด็ก + ใจดีเกินไป) ก็เลยบอกกับพี่เขาว่าไม่เป็นไรพี่ ต่อจากนี้ก็ขอให้พี่โชคดีนะแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้คุยกันอยู่สักพักค่ะ
จนมีวันหนึ่งเขาติดต่อเรามาค่ะว่ากินข้าวกันไหม (ไปกันหลายคนนะคะอย่างที่เราบอกไปแต่แรกว่าเราเพื่อน ผช เยอะ) เราก็โอเคตอบตกลงไป ตอนนั้นเขานัดเรากินข้าวที่หลังมหาวิทยาลัยตอน 5 โมงเราก็รอค่ะพอ 5 โมงครึ่งแล้วเราเห็นว่ามันเลทมานิดนึงเราโทรไปถามพี่เขาว่า “ พี่อยู่ไหน ” พี่เขาก็ตอบกลับเรามาว่า “ ร้านเกมครับ ” เราเลยพูดย้ำไปนิดหนึ่งว่า “ ค่ะ .. หนูรออยู่นะ ”
เขาก็ตอบกลับเรามาว่า “ ครับๆ ” เราก็เลยรออีกจนถึง 6 โมงเลยโทรไปถามอีกว่า “ พี่ๆอยู่ไหนแล้ว ” เขาก็ตอบกลับมาว่า “ ยังอยู่ร้านเกมอยู่เลย ” เราเลยตัดสินใจเดินไปที่ร้านเกมที่พี่เขาเล่นแล้วก็นั่งข้างพี่เขาเพราะตอนนั้นที่นั่งมันว่างพอดี เราก็ไปนั่งเท้าคางจ้องหน้าพี่เขาข้างๆด้วยความหงุดหงิดปนเซงเป็นเชิงว่า อืม ... เรารออยู่นะมาถึงที่แล้วด้วยจะไปได้หรือยัง ? พี่เขาพอเห็นเราก็แค่ทักนิดหน่อยว่าเออมาแล้วเหรอแต่ก็ยังทำเฉยเล่นเกมต่อ .. สุดท้ายกว่าจะได้กินข้าวจริงๆก็เกือบทุ่มนึงค่ะ..
แล้วเมื่อช่วงที่เรากำลังจะสอบปลายภาค ปี 4 ที่ผ่านมา เราอยากจัดเลี้ยงสายค่ะ ทีนี้เราก็เลยบอกพี่รหัสเราไปว่าจะมีจัดเลี้ยงสายรหัสนะ (คิดซะว่าบอกไปเป็นพิธีหน่อยอะไรแบบนั้นอะค่ะ) พี่รหัสเราก็บอกว่าจะมาแล้วเดี๋ยวช่วยออกเงินเลี้ยงน้องให้ด้วย แล้วพอใกล้ๆถึงวันที่จะไปกินกันจริงๆปรากฏว่าน้องรหัสเราไม่ว่างกันทุกคนเลย (น้องรหัสเรามี 2 คนนะคะ คนแรกต้องกลับต่างจังหวัด คนที่ 2 ติดธุระกับครอบครัวด่วน) ซึ่งตรงนี้เราเข้าใจค่ะ หลังจากนั้นเราก็กำลังจะพิมพ์ไปบอกพี่รหัสเราว่าน้องรหัสเราไม่มีใครมาแล้วเพราะไม่ว่างกัน ปรากฎว่าพี่รหัสเราก็พิมพ์มาหาเราก่อนหน้านั้นประมาณสัก 2 – 3 ชม. แล้วค่ะว่า “ ขอโทษนะ พี่ติดงานด่วนอะเขาสั่งมาพี่ไปไม่ได้แล้ว ” .. เราก็พิมพ์ไปหาพี่เขาว่า “ ok พี่น้องๆก็ไม่ว่างกันทุกคนงั้นหนูว่าก็เลื่อนไปก่อนดีกว่า ” พี่รหัสเราก็พิมพ์ตอบมาว่า “ ไม่ต้องเลื่อนหรอก เรานัดน้องๆมาแล้วๆเดี๋ยววันไหนถ้าเจอกันเดี๋ยวพี่ช่วยออกเงินให้ทีหลัง ” (คืออย่างที่บอกไปค่ะว่าวันเดิมที่นัดพี่เขาไม่ว่าง พี่เขาเลยบอกว่าจะออกเงินให้ทีหลังถ้าเจอกันอีก ... ) มาถึงตรงนี้ทุกคนๆอ่านแล้วรู้สึกขัดแย้งกันไหมคะ ? 5555555555 1. เราก็บอกอยู่ว่าน้องไม่มาเลยแล้วเขาก็ยังยืนกรานว่าจะออกเงินให้อีก (ทั้งๆที่งานมันจัดไม่ได้อยู่แล้วในตอนนั้น คือเหมือนเขาอ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่องอะค่ะ) 2. ต่อจากข้อ 1 เราไม่ค่อยเชื่อใจเขาเท่าไหร่ในการที่เขาบอกว่าจะช่วยออกเงินให้ทีหลัง (คำว่าทีหลังสำหรับเขาเราไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหน แต่จากประสบการณ์ที่เคยเจอเรื่องการเลทนัดหรือการเชื่อใจเรื่องต่างๆที่เราเจอให้เรารู้สึกว่าไม่น่าไว้วางเท่าไหร่) .. ต่อจากบทสนทนาเดิมที่ค้างไว้นะคะ เราก็ตอบพี่เขาไปว่า “ พี่คะน้องมันไม่มาเลยสักคน แล้วพี่จะเลี้ยงใครอะ อีกอย่างพี่อ่านที่หนูพิมพ์ดีๆก่อน อย่าเพิ่งใช้เงินแก้ปัญหาลูกเดียวคิดหลายๆด้านบ้างค่ะพี่ ” จากนั้นพี่เขาก็ตอบกลับเรามาว่า “ คิดหลายๆด้านหน่อยคนอื่นเขาไม่ได้มีคนมาจ่ายค่าเทอมให้พี่มีงานก็ต้องทำงานก่อน เดี๋ยวไม่พอจ่าย ไม่ได้สบายเหมือนเรา ” .. มาถึงตรงนี้ทุกคนแล้วรู้สึกถึงความขัดแย้งอีกครั้งไหมคะ ? 555555555 คือทีแรกบอกจะจ่ายๆให้ลูกเดียวไปๆมาๆ มาดราม่าเรื่องเงินว่าไม่ค่อยมีจ่ายซะงั้น แถมยังแอบเอาคำพูดที่เราบอกว่าให้คิดหลายๆด้านมาพูด
ย้อนกลับใส่เราอีก .. ที่สำคัญที่เราไม่ชอบมากๆเลยคือการบอกว่าเราสบายนี้แหละค่ะ (คือบ้านเราตอนนี้รายรับก็พอๆกับรายจ่ายอะค่ะ จะไปเที่ยวกับเพื่อนแต่ละทีนี้ก็ต้องปฏิเสธตลอด เพราะเราไม่ได้มีเงินไปเที่ยวหลังเลิกเรียนบ่อยๆเหมือนเพื่อนๆบางคน ทุกวันนี้เงินติดกระเป๋าเราแค่ 300 - 400 บาทเองค่ะ แล้วมันก็มาจากเศษเงินเก็บของเราเองทั้งนั้น จะขอพ่อแม่จริงๆคือเงินในกระเป่าต้องเกลี้ยงแล้วจริงๆถึงจะขอ) เราเลยพิมพ์ตอบไปว่า “ หนูก็ไม่ได้สบายนะคะพี่บ้านหนูร่ายจ่ายพอๆกันกับรายรับค่ะ พี่ไม่ได้มาเห็นชีวิตหนูจริงๆพี่อย่าคิดว่าหนูสบายค่ะ ” จากนั้นพี่เขาก็พิมพ์ตอบเรามาว่า “ เอาตรงๆ เราไม่เข้าใจพี่ น้องรหัสไม่ว่างเข้าใจ แต่พี่ไม่ว่างไม่เข้าใจ เรื่องเงินก็อีกเรื่อง หัดเห็นใจคนอื่นเขาหน่อย ” เราเลยพิมพ์ตอบไปว่า “ไม่มีประโยคไหนเลยนะที่หนูบอกว่าหนูไม่เข้าใจที่พี่ไม่ว่าง” เขาก็พิมพ์ตอบเรามาว่า “ ถ้าเข้าใจคงไม่พิมพ์แบบนั้น อย่าประเมินผิด” ... จากนี้เราก็ไม่ได้พิมพ์อะไรตอบไปแล้วค่ะเพราะเบื่อจะพูดกับคนพูดไม่รู้เรื่องแล้ว ..
แต่สักประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมาอยู่ดีๆเขาก็พิมพ์มาหาเราเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นว่า “พรุ่งนี้อยู่บ้านปะ เราสอบเสร็จแล้วใช่ไหม พี่ว่าจะแวะไปหา ” .. (คือก็อย่างที่รู้ๆกันว่าผู้ชายไม่ควรมาบ้านผู้หญิงทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน คือขนาดเราเป็นผู้หญิงแมนๆแต่เรื่องแบบนี้เราถือนะคะ แอบกลัวด้วย) เราเลยตอบไปว่า “ ไม่ค่อยว่างอะพี่อยู่กับพ่อแม่ตลอดช่วงนี้ ”
หลังจากนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกแล้วค่ะ แต่ช่วงนั้นเราก็ตัดสินใจเลิกกดติดตามเขาในเฟส (แต่ยังมีเป็นเพื่อนในเฟสอยู่นะคะ) จนกระทั้งล่าสุดเราคิดทบทวนทุกอย่างคือไม่อยากรู้จักกับคนแบบนี้แล้ว เลยจะเข้าไปกดลบเขาออกจากเพื่อน .. ปรากฏว่าเขาเป็นฝ่ายลบเราออกก่อนตอนไหนไม่รู้ค่ะ ! 5555555555555 งงมากๆ .. เราเลยลองเล่าเรื่องทั้งหมดให้คนรู้จักของเราคนนึงฟังดูแล้วก็ถามแบบเปิดใจค่ะ ว่าตกลงแล้วพี่รหัสเราเป็นคนยังไง เขาก็บอกเราว่า “ เอาจริงๆนะเขานิสัยแบบนี้มานานแล้ว บอกตรงๆไม่ใช่คนดี ชอบโกหกทุกคน ทำให้หลายๆคนก็พอรู้นิสัยจนเอือมระอากันแล้ว ”
ซึ่งพอรู้แบบนี้แล้วรู้สึกว่าเราคุยกับคนๆนี้ช้าไปมากค่ะเห้อออ 55555555 ... จบแล้วค่ะทุกคน ขอบคุณมากๆที่เข้ามาอ่านกันจนจบนะคะ

เราเอาประสบการณ์นี้มาแชร์ให้เพื่อนๆได้ฟังกันเผื่อบางคนที่กำลังอินกับสายรหัสมากเกินไปหรืออาจจะเจอกับพี่รหัสที่ไม่ดีมาคงจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้นเยอะค่ะ
มาแชร์ประสบการณ์ของพี่รหัสที่โคตรจะน่าหงุดหงิดค่ะ
ตั้งแต่เราเข้าปี 1 มาเราก็ได้จับพี่รหัสเหมือนคนอื่นๆปกติเลยค่ะ แล้วก็มาจับได้พี่คนนี้เข้าซึ่งเป็นพี่ผู้ชาย แรกๆที่เราจับได้พี่เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาก็เหมือนรุ่นพี่ปกติคนนึงให้ของบ้างคุยกันบ้างตามปกติ แต่มันจะพิเศษหน่อยก็ตรงที่เขารู้จักกับญาติของเรานี้แหละค่ะ แล้วเขากับเพื่อนๆของเขาแล้วก็ญาติเราก็จะชอบไปหาอะไรกินกันตามที่ต่างๆแทบทุกอาทิตย์ ซึ่งตรงนี้เราก็เฉยๆมองว่าเป็นความสุขของพวกเขากันไป
จนมาวันหนึ่งญาติเราชวนเราไปงานวัดแล้วเราก็ถามว่ามีใครไปบ้าง ญาติเราก็บอกว่าก็มีพี่รหัสเรากับเพื่อนพี่รหัสเราไปเราก็โอเคไปได้ (เราเป็นคนไม่ซีเรียสเวลาไปไหนมาไหนกับผู้ชายนะคะ เพราะนิสัยเราออกจะแนวแมนๆนิดนึง) .. จนทุกคนมาเจอกันหน้างานวัดมีญาติเรา, พี่รหัสเรา, เพื่อนพี่รหัสอีก 2 – 3 คน .. ประเด็นคือ 1 ในเพื่อนพี่รหัสที่เราเจออะค่ะ มันมีคนๆหนึ่งชอบเราอยู่ ! ซึ่งการที่คนเราจะชอบใครสักคนเนี้ยเราเข้าใจนะคะเพราะเราก็เคยชอบคนมาเยอะเหมือนกัน แต่เราไม่โอเคกับการแสดงออกของคนๆนี้มากๆ ยกตัวอย่างเวลาที่เขาเจอเราในมหาลัยเขาก็จะชอบเข้าหาเราแบบถึงเนื้อถึงตัวเรา เช่น มาจับต้นขา, จับต้นคอ, มาตีหลังเราจากข้างหลัง โดยที่เราไม่ทันสังเกตุอะค่ะ ซึ่งเราเกลียดผู้ชายไม่ให้เกียรติผู้หญิงแบบนี้มากๆ ..โอเค .. กลับมาที่หน้างานวัดค่ะ 555 พอเราเห็นคนที่ชอบเราแล้วเราก็ทำนิ่งๆไปไม่พูดไร ซึ่งระหว่างเดินเที่ยวเล่นในงานวัดเราก็เดินกันไปด้วยกันทั้งกลุ่มค่ะ จนกระทั้งแวะกินหมูกระทะกันในงาน ระหว่างนั้นเรากับญาติเราแล้วก็เพื่อนพี่รหัสคนอื่นๆก็ไปเข้าห้องน้ำกันระหว่างรอ ...บังเอิญญญ วันนั้นเราลืมกระเป๋าสะพายไปส่วนกระเป๋ากางเกงเราวันนั้นก็เล็กมากและคนที่ไม่เข้าห้องน้ำก็มีแค่พี่รหัสเรากับคนที่ชอบเราค่ะ เราก็เลยบอกพี่รหัสเราว่า “ พี่ ๆ หนูขอฝากมือถือหนูไว้หน่อยนะเข้าห้องน้ำเสร็จเดี๋ยวมาเอา ” พี่เขาก็โอเครับไว้ .. แต่พอออกมาจากห้องน้ำเท่านั้นแหละค่ะ มือถือที่เราฝากไว้กับพี่เขาไปอยู่ในมือของคนที่ชอบเรา เราเลยโวยกับพี่เขาว่า “ อ้าวพี่ ! หนูฝากมือถือไว้กับพี่นะแล้วพี่เอาไปให้คนอื่นได้ไงอะ ” ซึ่งสิ่งที่พี่เขาตอบเราก็คือ “ อ่อ .. ครับ ” .. เรานี่คิดในใจแบบเห้ยย ฟังที่เราพูดแต่แรกรู้เรื่องไหมวะ ? แต่ตอนนั้นทุกอย่างมันเร็วมากค่ะ เรารู้แค่ว่าเราต้องเอามือถือเรากลับมาให้เร็วที่สุด (เพราะมือถือเราตอนนั้นเป็นมือถือที่ไม่มีรหัสล็อคอะไรเลย กดปุ่มโฮมปุ่มเดียวคือเข้าไปดูข้อมูลได้ทั้งเครื่อง) จากนั้นเราก็รีบเดินไปหาคนที่ชอบเราแล้วพูดว่า “ เห้ย เอาคืนมาดิ ! ” ไอ้คนๆนั้นมันก็ทำหน้าตาเหลอหลากวนประสาทใส่เราละก็ทำท่าจะไม่ให้มือถือเรา แล้วประเด็นคือพี่รหัสเราก็ไม่รู้สึกรู้สาไม่ช่วยอะไรเราเลยหน้าตาเฉยนั่งมองแล้วก็กินหมูกระทะต่อทั้งๆที่เดิมทีเขาเป็นคนที่เราฝากมือถือไว้ .. ตอนนั้นเราโมโหมากและกำลังจะกระชากคอเสื้อคนที่ชอบเราๆ เขาคงกลัวเราโมโหเลยรีบคืนมือถือมาค่ะ (ญาติเราไม่เห็นเหตุการณ์นี้นะคะเพราะเขาออกมาจากห้องน้ำทีหลังเรา + เราตัดสินใจไม่เล่าเองในตอนนั้น) หลังจากเหตุการณ์นี้เราก็เริ่มรู้สึกตะหงิดๆกับพี่รหัสเราแล้วค่ะ
ต่อมาช่วงปี 1 เทอม 2 ก็เริ่มมีเพื่อนๆพี่รหัสเขาบอกกับเราประมาณว่าพี่รหัสเราโดนรีไทล์ไปแล้ว ทีแรกเราก็นึกว่าเขาล้อเล่นกันไปๆมาๆ เขาเริ่มพูดกันเยอะขึ้นเราเลยยลองไปถามพี่รหัสเราเอง พี่รหัสเราก็ตอบกลับมาว่า “ ไม่หนิ พี่ก็ยังอยู่คนอื่นอะมั่วแล้ว ” ซึ่งเราก็เชื่อพี่รหัสเราค่ะ (เพราะเรายังเห็นเขาใส่ชุด นศ. มามอเป็นปกติเรื่อยๆ) จนกระทั้งเราจบปี 1 ..
ขึ้นมาซัมเมอร์ปี 2 เราก็เริ่มเอะใจว่าทำไมช่วงหลังๆมาถึงไม่ค่อยเห็นพี่รหัสเลย เราเลยลองถามเพื่อนที่เรียนอยู่กับพี่เขาดู เพื่อนพี่เขาก็ตอบกลับมาว่า “ พี่เคยบอกแล้วว่ามันอะโดนรีไทล์แล้วจริงๆนะ ” ตอนนี้เราก็เริ่ม 50 – 50 แล้วค่ะ เราก็เลยลองถามพี่รหัสเราดูอีกรอบเขาก็ตอบมาแบบเดิมว่าเขาไม่ได้โดนรีไทล์ พี่เขายังบอกอีกด้วยว่ามีไหว้ครูเลิกเรียนแล้วไปหาเขาได้ เราก็เอะใจว่าช่วงนั้นมันไม่มีไหว้ครูไม่ใช่เหรอ (ช่วงเดือนเมษาอะค่ะ) แต่ด้วยความที่เราคิดน้อยไป เราก็ไปตามที่เขาบอกเราก็ถามเขาว่าให้ไปหาห้องไหน ? กี่โมง ? เขาก็ตอบเรามาเสร็จสรรพเลยค่ะ เราก็ไปตามที่พี่เขาบอก แต่พอเราถึงที่แล้วเราพิมพ์ไปหาพี่เขาพี่อ่านแล้วไม่ตอบจนสักพักเขาก็พิมพ์มาว่า “ พี่ขอโทษนะพี่โดนรีไทล์แล้วจริงๆ แต่พี่ไม่กล้าบอกเรา ” (ด้วยตอนนั้นเราค่อนข้างเด็ก + ใจดีเกินไป) ก็เลยบอกกับพี่เขาว่าไม่เป็นไรพี่ ต่อจากนี้ก็ขอให้พี่โชคดีนะแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้คุยกันอยู่สักพักค่ะ
จนมีวันหนึ่งเขาติดต่อเรามาค่ะว่ากินข้าวกันไหม (ไปกันหลายคนนะคะอย่างที่เราบอกไปแต่แรกว่าเราเพื่อน ผช เยอะ) เราก็โอเคตอบตกลงไป ตอนนั้นเขานัดเรากินข้าวที่หลังมหาวิทยาลัยตอน 5 โมงเราก็รอค่ะพอ 5 โมงครึ่งแล้วเราเห็นว่ามันเลทมานิดนึงเราโทรไปถามพี่เขาว่า “ พี่อยู่ไหน ” พี่เขาก็ตอบกลับเรามาว่า “ ร้านเกมครับ ” เราเลยพูดย้ำไปนิดหนึ่งว่า “ ค่ะ .. หนูรออยู่นะ ”
เขาก็ตอบกลับเรามาว่า “ ครับๆ ” เราก็เลยรออีกจนถึง 6 โมงเลยโทรไปถามอีกว่า “ พี่ๆอยู่ไหนแล้ว ” เขาก็ตอบกลับมาว่า “ ยังอยู่ร้านเกมอยู่เลย ” เราเลยตัดสินใจเดินไปที่ร้านเกมที่พี่เขาเล่นแล้วก็นั่งข้างพี่เขาเพราะตอนนั้นที่นั่งมันว่างพอดี เราก็ไปนั่งเท้าคางจ้องหน้าพี่เขาข้างๆด้วยความหงุดหงิดปนเซงเป็นเชิงว่า อืม ... เรารออยู่นะมาถึงที่แล้วด้วยจะไปได้หรือยัง ? พี่เขาพอเห็นเราก็แค่ทักนิดหน่อยว่าเออมาแล้วเหรอแต่ก็ยังทำเฉยเล่นเกมต่อ .. สุดท้ายกว่าจะได้กินข้าวจริงๆก็เกือบทุ่มนึงค่ะ..
แล้วเมื่อช่วงที่เรากำลังจะสอบปลายภาค ปี 4 ที่ผ่านมา เราอยากจัดเลี้ยงสายค่ะ ทีนี้เราก็เลยบอกพี่รหัสเราไปว่าจะมีจัดเลี้ยงสายรหัสนะ (คิดซะว่าบอกไปเป็นพิธีหน่อยอะไรแบบนั้นอะค่ะ) พี่รหัสเราก็บอกว่าจะมาแล้วเดี๋ยวช่วยออกเงินเลี้ยงน้องให้ด้วย แล้วพอใกล้ๆถึงวันที่จะไปกินกันจริงๆปรากฏว่าน้องรหัสเราไม่ว่างกันทุกคนเลย (น้องรหัสเรามี 2 คนนะคะ คนแรกต้องกลับต่างจังหวัด คนที่ 2 ติดธุระกับครอบครัวด่วน) ซึ่งตรงนี้เราเข้าใจค่ะ หลังจากนั้นเราก็กำลังจะพิมพ์ไปบอกพี่รหัสเราว่าน้องรหัสเราไม่มีใครมาแล้วเพราะไม่ว่างกัน ปรากฎว่าพี่รหัสเราก็พิมพ์มาหาเราก่อนหน้านั้นประมาณสัก 2 – 3 ชม. แล้วค่ะว่า “ ขอโทษนะ พี่ติดงานด่วนอะเขาสั่งมาพี่ไปไม่ได้แล้ว ” .. เราก็พิมพ์ไปหาพี่เขาว่า “ ok พี่น้องๆก็ไม่ว่างกันทุกคนงั้นหนูว่าก็เลื่อนไปก่อนดีกว่า ” พี่รหัสเราก็พิมพ์ตอบมาว่า “ ไม่ต้องเลื่อนหรอก เรานัดน้องๆมาแล้วๆเดี๋ยววันไหนถ้าเจอกันเดี๋ยวพี่ช่วยออกเงินให้ทีหลัง ” (คืออย่างที่บอกไปค่ะว่าวันเดิมที่นัดพี่เขาไม่ว่าง พี่เขาเลยบอกว่าจะออกเงินให้ทีหลังถ้าเจอกันอีก ... ) มาถึงตรงนี้ทุกคนๆอ่านแล้วรู้สึกขัดแย้งกันไหมคะ ? 5555555555 1. เราก็บอกอยู่ว่าน้องไม่มาเลยแล้วเขาก็ยังยืนกรานว่าจะออกเงินให้อีก (ทั้งๆที่งานมันจัดไม่ได้อยู่แล้วในตอนนั้น คือเหมือนเขาอ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่องอะค่ะ) 2. ต่อจากข้อ 1 เราไม่ค่อยเชื่อใจเขาเท่าไหร่ในการที่เขาบอกว่าจะช่วยออกเงินให้ทีหลัง (คำว่าทีหลังสำหรับเขาเราไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหน แต่จากประสบการณ์ที่เคยเจอเรื่องการเลทนัดหรือการเชื่อใจเรื่องต่างๆที่เราเจอให้เรารู้สึกว่าไม่น่าไว้วางเท่าไหร่) .. ต่อจากบทสนทนาเดิมที่ค้างไว้นะคะ เราก็ตอบพี่เขาไปว่า “ พี่คะน้องมันไม่มาเลยสักคน แล้วพี่จะเลี้ยงใครอะ อีกอย่างพี่อ่านที่หนูพิมพ์ดีๆก่อน อย่าเพิ่งใช้เงินแก้ปัญหาลูกเดียวคิดหลายๆด้านบ้างค่ะพี่ ” จากนั้นพี่เขาก็ตอบกลับเรามาว่า “ คิดหลายๆด้านหน่อยคนอื่นเขาไม่ได้มีคนมาจ่ายค่าเทอมให้พี่มีงานก็ต้องทำงานก่อน เดี๋ยวไม่พอจ่าย ไม่ได้สบายเหมือนเรา ” .. มาถึงตรงนี้ทุกคนแล้วรู้สึกถึงความขัดแย้งอีกครั้งไหมคะ ? 555555555 คือทีแรกบอกจะจ่ายๆให้ลูกเดียวไปๆมาๆ มาดราม่าเรื่องเงินว่าไม่ค่อยมีจ่ายซะงั้น แถมยังแอบเอาคำพูดที่เราบอกว่าให้คิดหลายๆด้านมาพูด
ย้อนกลับใส่เราอีก .. ที่สำคัญที่เราไม่ชอบมากๆเลยคือการบอกว่าเราสบายนี้แหละค่ะ (คือบ้านเราตอนนี้รายรับก็พอๆกับรายจ่ายอะค่ะ จะไปเที่ยวกับเพื่อนแต่ละทีนี้ก็ต้องปฏิเสธตลอด เพราะเราไม่ได้มีเงินไปเที่ยวหลังเลิกเรียนบ่อยๆเหมือนเพื่อนๆบางคน ทุกวันนี้เงินติดกระเป๋าเราแค่ 300 - 400 บาทเองค่ะ แล้วมันก็มาจากเศษเงินเก็บของเราเองทั้งนั้น จะขอพ่อแม่จริงๆคือเงินในกระเป่าต้องเกลี้ยงแล้วจริงๆถึงจะขอ) เราเลยพิมพ์ตอบไปว่า “ หนูก็ไม่ได้สบายนะคะพี่บ้านหนูร่ายจ่ายพอๆกันกับรายรับค่ะ พี่ไม่ได้มาเห็นชีวิตหนูจริงๆพี่อย่าคิดว่าหนูสบายค่ะ ” จากนั้นพี่เขาก็พิมพ์ตอบเรามาว่า “ เอาตรงๆ เราไม่เข้าใจพี่ น้องรหัสไม่ว่างเข้าใจ แต่พี่ไม่ว่างไม่เข้าใจ เรื่องเงินก็อีกเรื่อง หัดเห็นใจคนอื่นเขาหน่อย ” เราเลยพิมพ์ตอบไปว่า “ไม่มีประโยคไหนเลยนะที่หนูบอกว่าหนูไม่เข้าใจที่พี่ไม่ว่าง” เขาก็พิมพ์ตอบเรามาว่า “ ถ้าเข้าใจคงไม่พิมพ์แบบนั้น อย่าประเมินผิด” ... จากนี้เราก็ไม่ได้พิมพ์อะไรตอบไปแล้วค่ะเพราะเบื่อจะพูดกับคนพูดไม่รู้เรื่องแล้ว ..
แต่สักประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมาอยู่ดีๆเขาก็พิมพ์มาหาเราเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นว่า “พรุ่งนี้อยู่บ้านปะ เราสอบเสร็จแล้วใช่ไหม พี่ว่าจะแวะไปหา ” .. (คือก็อย่างที่รู้ๆกันว่าผู้ชายไม่ควรมาบ้านผู้หญิงทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน คือขนาดเราเป็นผู้หญิงแมนๆแต่เรื่องแบบนี้เราถือนะคะ แอบกลัวด้วย) เราเลยตอบไปว่า “ ไม่ค่อยว่างอะพี่อยู่กับพ่อแม่ตลอดช่วงนี้ ”
หลังจากนั้นก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกแล้วค่ะ แต่ช่วงนั้นเราก็ตัดสินใจเลิกกดติดตามเขาในเฟส (แต่ยังมีเป็นเพื่อนในเฟสอยู่นะคะ) จนกระทั้งล่าสุดเราคิดทบทวนทุกอย่างคือไม่อยากรู้จักกับคนแบบนี้แล้ว เลยจะเข้าไปกดลบเขาออกจากเพื่อน .. ปรากฏว่าเขาเป็นฝ่ายลบเราออกก่อนตอนไหนไม่รู้ค่ะ ! 5555555555555 งงมากๆ .. เราเลยลองเล่าเรื่องทั้งหมดให้คนรู้จักของเราคนนึงฟังดูแล้วก็ถามแบบเปิดใจค่ะ ว่าตกลงแล้วพี่รหัสเราเป็นคนยังไง เขาก็บอกเราว่า “ เอาจริงๆนะเขานิสัยแบบนี้มานานแล้ว บอกตรงๆไม่ใช่คนดี ชอบโกหกทุกคน ทำให้หลายๆคนก็พอรู้นิสัยจนเอือมระอากันแล้ว ”
ซึ่งพอรู้แบบนี้แล้วรู้สึกว่าเราคุยกับคนๆนี้ช้าไปมากค่ะเห้อออ 55555555 ... จบแล้วค่ะทุกคน ขอบคุณมากๆที่เข้ามาอ่านกันจนจบนะคะ