คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 4
กรณีเช่นนี้จะมองเพียงตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ครับ คงต้องอาศัยการบริหารจัดการควบคู่ไปด้วย
ท้าวความไปยังอดีต ลูกจ้างท่านนี้ทุจริต จริงๆแล้ว ณ เวลานั้น ควรเลิกจ้างโดยอ้างความผิดตามปพพ. 583 นายจ้างก็พ้นตัวแล้วครับ เพียงแต่ ณ เวลานี้ปล่อยเวลาล่วงเลยมานาน แถมหักเงินชดใช้กันหมดเรียบร้อยแล้ว การจะยกความผิดเดิมมาเลิกจ้างซ้ำ ก็ต้องไปดูว่า ณ เวลานั้นลงโทษกันไว้อย่างไร เช่น ตักเตือนหรือออกหนังสือเตือนกันไว้ด้วยหรือไม่ เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นการลงโทษ 2 ครั้งใน 1 กรรม กลายเป็น Ne Bis in Idem ไปเสีย
อย่างไรก็ตาม ประการแรกที่ผมแนะนำคำ กรณีที่นายจ้างให้อภัยและยังคงให้เขาทำงานอยู่ต่อไป รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ท่านเจ้าของกระทู้กล่าวว่า พนักงานท่านนี้ติดแอลกอฮอล์ และมีพฤติกรรมใช้เงินมือเติบ ดังนั้นแล้ว เขามีความไม่น่าไว้วางใจอยู่ในตัวเอง นายจ้างจึงไม่ควรมอบหมายงานที่มีความจำเป็นต้องหยิบจับเงินสด หรือลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินๆทองๆหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ให้ลูกจ้างท่านนี้ทำครับ ซึ่งเรื่องของการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่การทำงานนั้น ก็เป็นสิทธิในการบริหารจัดการจากนายจ้าง ตราบใดที่ไม่ลดสิทธิเขาเกินควร ซึ่งนายจ้างเองก็มีเหตุเรื่องพฤติกรรมในอดีตที่นายจ้างไม่ไว้วางใจ ก็สามารถจัดการในเรื่องดังกล่าวได้
ต่อมา พนักงานที่มีพฤติกรรมประเภทนี้ ลองสังเกตุดูครับ เขาจะมีเรื่องให้ทำผิดเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ เช่นทำงานผิดบ้าง ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลต่อนายจ้าง เช่น เสียผลประโยชน์ เสียค่าปรับ หรือพฤติกรรมการมาทำงานสาย เช่นที่ท่านเจ้าของกระทู้กล่าวมา ความผิดเช่นนี้ล่ะครับ นายจ้างมีอำนาจที่กฎหมายมอบให้อยู่แล้วในเรื่องของการบังคับบัญชา ดังนั้น สามารถลงโทษในการตักเตือนเอาไว้ สามารถทำได้ตามลำดับขั้นของการเตือน เช่น เตือนด้วยวาจา เตือนด้วยลายลักษณ์อักษร หนังสือเตือนพวกนี้ขยันเตือนเอาไว้ครับ เพราะการลงโทษเดียวที่กฎหมายอนุญาตให้เลิกจ้างได้คือ การผิดซ้ำหนังสือเตือน (เรื่องเดิมใน 1 ปี) ตามมาตรา 119 พรบ.คุ้มครองฯ ดังนั้น ท่านเตือนด้วยวาจาเป็นสิบครั้ง หรือพักงานเขาเป็นสิบครั้ง ท่านก็เลิกจ้างไม่ได้ แต่หากเตือนไว้เป็นหนังสือ เพียงทำผิดซ้ำคำเตือนเดิมซึ่งได้เตือนเป็นหนังสือเอาไว้แล้ว ก็เลิกจ้างกันได้ไม่ขัดกฎหมาย หากการออกหนังสือเตือนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นธรรม
ท้ายที่สุด หากจะเลิกจ้างกัน ณ เวลานี้ โดยยังไม่มีเหตุ ก็คงไม่พ้นการจ้างออก ด้วยการตกลงจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง (ไม่น้อยกว่าสิทธิตามกฎหมายในมาตรา 118 พรบ.คุ้มครองฯ) แล้วก็ขอให้เขาทำหนังสือลาออกมาให้ พูดง่ายๆ จ้างลูกจ้างออกจากงาน แต่ด้วยวิธีนี้ต้องระวังว่า ต้องให้กรณีดังกล่าวเป็นการลาออกเอง โดยนายจ้างจ่ายค่าตอบแทนให้ ตกลงกันให้เข้าใจ อย่าใช้วิธีจ่ายเงินชดเชยตามมาตรา 118 แล้วเลิกจ้าง เพราะ ณ เวลานี้หากยังไม่มีเหตุแห่งการเลิกจ้าง ระวังจะเป็นการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมครับ การเลิกจ้าง มิใช่ว่านายจ้างจ่ายเงินชดเชยแล้วก็เลิกจ้างกันได้ง่ายๆ แต่ต้องมีเหตุแห่งการเลิกจ้างด้วย มิเช่นนั้นเข้า มาตรา 49 พรบ.จัดตั้งศาล ก็สนุกกันเลยทีนี้
ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมในการบริหารจัดการพนักงานที่มีพฤติกรรมประเภทดังกล่าวนี้ ก็ลองนำไปปรับใช้ดูครับ แต่ก่อนอื่นสิ่งที่ควรทำอย่างที่แนะนำคือ แยกงานเขาออกมาจากเรื่องเงินๆทองๆของนายจ้างเสียก่อนครับ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อไป
ท้าวความไปยังอดีต ลูกจ้างท่านนี้ทุจริต จริงๆแล้ว ณ เวลานั้น ควรเลิกจ้างโดยอ้างความผิดตามปพพ. 583 นายจ้างก็พ้นตัวแล้วครับ เพียงแต่ ณ เวลานี้ปล่อยเวลาล่วงเลยมานาน แถมหักเงินชดใช้กันหมดเรียบร้อยแล้ว การจะยกความผิดเดิมมาเลิกจ้างซ้ำ ก็ต้องไปดูว่า ณ เวลานั้นลงโทษกันไว้อย่างไร เช่น ตักเตือนหรือออกหนังสือเตือนกันไว้ด้วยหรือไม่ เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นการลงโทษ 2 ครั้งใน 1 กรรม กลายเป็น Ne Bis in Idem ไปเสีย
อย่างไรก็ตาม ประการแรกที่ผมแนะนำคำ กรณีที่นายจ้างให้อภัยและยังคงให้เขาทำงานอยู่ต่อไป รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ท่านเจ้าของกระทู้กล่าวว่า พนักงานท่านนี้ติดแอลกอฮอล์ และมีพฤติกรรมใช้เงินมือเติบ ดังนั้นแล้ว เขามีความไม่น่าไว้วางใจอยู่ในตัวเอง นายจ้างจึงไม่ควรมอบหมายงานที่มีความจำเป็นต้องหยิบจับเงินสด หรือลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินๆทองๆหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ให้ลูกจ้างท่านนี้ทำครับ ซึ่งเรื่องของการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่การทำงานนั้น ก็เป็นสิทธิในการบริหารจัดการจากนายจ้าง ตราบใดที่ไม่ลดสิทธิเขาเกินควร ซึ่งนายจ้างเองก็มีเหตุเรื่องพฤติกรรมในอดีตที่นายจ้างไม่ไว้วางใจ ก็สามารถจัดการในเรื่องดังกล่าวได้
ต่อมา พนักงานที่มีพฤติกรรมประเภทนี้ ลองสังเกตุดูครับ เขาจะมีเรื่องให้ทำผิดเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ เช่นทำงานผิดบ้าง ซึ่งบางครั้งก็ส่งผลต่อนายจ้าง เช่น เสียผลประโยชน์ เสียค่าปรับ หรือพฤติกรรมการมาทำงานสาย เช่นที่ท่านเจ้าของกระทู้กล่าวมา ความผิดเช่นนี้ล่ะครับ นายจ้างมีอำนาจที่กฎหมายมอบให้อยู่แล้วในเรื่องของการบังคับบัญชา ดังนั้น สามารถลงโทษในการตักเตือนเอาไว้ สามารถทำได้ตามลำดับขั้นของการเตือน เช่น เตือนด้วยวาจา เตือนด้วยลายลักษณ์อักษร หนังสือเตือนพวกนี้ขยันเตือนเอาไว้ครับ เพราะการลงโทษเดียวที่กฎหมายอนุญาตให้เลิกจ้างได้คือ การผิดซ้ำหนังสือเตือน (เรื่องเดิมใน 1 ปี) ตามมาตรา 119 พรบ.คุ้มครองฯ ดังนั้น ท่านเตือนด้วยวาจาเป็นสิบครั้ง หรือพักงานเขาเป็นสิบครั้ง ท่านก็เลิกจ้างไม่ได้ แต่หากเตือนไว้เป็นหนังสือ เพียงทำผิดซ้ำคำเตือนเดิมซึ่งได้เตือนเป็นหนังสือเอาไว้แล้ว ก็เลิกจ้างกันได้ไม่ขัดกฎหมาย หากการออกหนังสือเตือนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นธรรม
ท้ายที่สุด หากจะเลิกจ้างกัน ณ เวลานี้ โดยยังไม่มีเหตุ ก็คงไม่พ้นการจ้างออก ด้วยการตกลงจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง (ไม่น้อยกว่าสิทธิตามกฎหมายในมาตรา 118 พรบ.คุ้มครองฯ) แล้วก็ขอให้เขาทำหนังสือลาออกมาให้ พูดง่ายๆ จ้างลูกจ้างออกจากงาน แต่ด้วยวิธีนี้ต้องระวังว่า ต้องให้กรณีดังกล่าวเป็นการลาออกเอง โดยนายจ้างจ่ายค่าตอบแทนให้ ตกลงกันให้เข้าใจ อย่าใช้วิธีจ่ายเงินชดเชยตามมาตรา 118 แล้วเลิกจ้าง เพราะ ณ เวลานี้หากยังไม่มีเหตุแห่งการเลิกจ้าง ระวังจะเป็นการเลิกจ้างอันไม่เป็นธรรมครับ การเลิกจ้าง มิใช่ว่านายจ้างจ่ายเงินชดเชยแล้วก็เลิกจ้างกันได้ง่ายๆ แต่ต้องมีเหตุแห่งการเลิกจ้างด้วย มิเช่นนั้นเข้า มาตรา 49 พรบ.จัดตั้งศาล ก็สนุกกันเลยทีนี้
ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวมในการบริหารจัดการพนักงานที่มีพฤติกรรมประเภทดังกล่าวนี้ ก็ลองนำไปปรับใช้ดูครับ แต่ก่อนอื่นสิ่งที่ควรทำอย่างที่แนะนำคือ แยกงานเขาออกมาจากเรื่องเงินๆทองๆของนายจ้างเสียก่อนครับ เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อไป
แสดงความคิดเห็น
กลุ้มใจเรื่องพนักงานในบริษัทค่ะ ขอคำปรึกษาทีค่ะ
หลังจากที่จับได้พี่นามากราบขอโทษพ่อกับแม่และสัญญาว่าจะไม่ทำอีก ส่วนตัวเราหมดความเชื่อถือในคนๆนี้แล้ว
เพราะส่วนตัวพี่นาเป็นคนติดแอลกอฮอลและใช้เงินมือเติบ เมื่อแรกเข้ามาบริษัทได้ขอกู้เงินพ่อจำนวน 50,000
ถึงแม้ว่าเงินที่ทุจริตและเงินที่กู้จะหักจากเงินเดือนหมดแล้ว แต่ว่าทุกวันนี้ก็ยังหวาดระแวงว่าจะคอยทุจริตเงินบริษัทอีกไหม
ประเด็นสำคัญที่ไม่อยากให้พี่นาอยู่คือแกชอบมากดดันพ่อขอขึ้นเงินเดือน แต่เท่าที่ดูแกมาสายประจำ และ
ความสามารถในการคำนวณตัวเลขง่ายๆเช่นการใส่สูตรใน excel เพื่อถอด VAT จากราคาค่าบริการก็ทำไม่เป็น
ตอนนี้พ่อก็เริ่มไม่พอใจและต้องการให้ออกแล้ว แต่ว่ายังหาเหตุไม่ได้ เราสามารถยกเรื่องการทุจริตใน
อดีตของเขามาเป็นเหตุให้ไล่ออกได้ไหมคะ ไม่ใช่ว่าโหดร้ายนะคะ แต่เขาเล่นไม่ซื่อกับเราแล้ว
คงให้อยู่ต่อไปไม่ได้ค่ะ