ผมตั้งใจจะเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตั้งแต่ ม.1 เพราะชอบดูพวกหนังฮีโร่ญี่ปุ่น และอยากรู้ว่าตัวอักษรที่ปรากฏในไตเติลหรือในเนื้อเรื่องมันอ่านว่าอะไร แปลว่าอะไร
พอขึ้น ม.3 ถึงช่วงที่เขาให้เลือกว่าจะต่อแผนการเรียนอะไรตอน ม.ปลาย ผมก็บอกเพื่อนหลายคนว่าจะต่อแผนญี่ปุ่น ซึ่งตอนแรกเพื่อนหลายคนก็หัวเราะพอรู้แบบนั้น บางคนก็พูดว่า "ภาษาไทยมืงยังพูดไม่ชัดเลย แล้วจะไปเรียนภาษาญี่ปุ่น" หรือบางคนก็พูดว่า "มืงคิดเหรอว่ามืงจะเรียนได้ ตัวหนังสือมันมีตั้งหลายแบบ ทั้งฮิระงะนะ คะตะคะนะ"
แต่ด้วยความอยากเรียน ผมก็สมัครและสัมภาษณ์จนได้ต่อ ม.ปลาย แผนภาษาญี่ปุ่น และการเรียนก็ดำเนินมาได้ด้วยดี ในช่วง ม.ปลาย ผมจะเป็นคนที่เก่งที่สุดในห้อง หรือพอขึ้นมหา'ลัย ผมก็ยังเป็นอันดับต้น ๆ ของชั้นปี (แต่มีคนเก่งกว่า)
แล้วช่วง ม.4-ม.5 เป็นช่วงที่ผมร้อนวิชา ยังไฟแรงในการค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น กระหายศัพท์ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ก็ทำเพาเวอร์พอยท์นำเสนอเกี่ยวกับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นขึ้นมา แบ่งศัพท์ออกเป็นหมวด ๆ ก็มีเพื่อนบอกอีกว่า "ว่างมากเหรอ"
แต่เพราะสิ่งที่ผมทำในตอนนั้นจนโดนว่าว่าว่างมากเหรอ มันกลับเป็นประโยชน์ในการทำงานของผมในทุกวันนี้ เพราะตอนนั้นเพาเวอร์พอยท์ที่ผมทำมีหมวดร่างกาย และหมวดสัตว์ ซึ่งปัจจุบันผมทำงานเป็นล่ามในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ศัพท์เกี่ยวกับร่างกายได้ใช้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ศัพท์ที่เกี่ยวกับสัตว์ก็ได้ใช้บ้างในแผนกพัฒนาการเด็กที่ต้องสอนให้เด็กรู้ว่านี่คือตัวอะไรและในแผนกอื่นก็อาจมีศัพท์อื่น ๆ ที่ผมเคยทำปรากฏขึ้นมาอีก
ถ้าถามว่าตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองเก่งรึยัง ผมขอตอบว่ายังไม่ถึงกับเก่งเทพ แต่ยังมีรุ่นพี่ในที่ทำงานหลายคนที่เก่งกว่าผม
แต่ก็อยู่ในระดับที่ผมพอใจ ที่อย่างน้อยผมก็สามารถลบคำดูถูกของเพื่อนตอนมัธยม สามารถเรียนภาษาญี่ปุ่นมาได้ด้วยดี จนใช้ทำมาหากินได้ในทุกวันนี้ และคำที่เพื่อนอีกคนว่าว่าว่างมากเหรอ สิ่งที่ผมทำในเวลาว่างมันก็เป็นประโยชน์ในการทำงานทุกวันนี้
แต่ผมก็จะไม่หยุดพัฒนา ก็จะเพิ่มพูนความรู้ต่อไป และอยากให้คนที่โดนดูถูก พยายามลบคำดูถูกให้ได้
เคยมั้ยครับ โดนดูถูก แต่ลบคำดูถูกหรือทำได้ดีกว่านั้นได้
พอขึ้น ม.3 ถึงช่วงที่เขาให้เลือกว่าจะต่อแผนการเรียนอะไรตอน ม.ปลาย ผมก็บอกเพื่อนหลายคนว่าจะต่อแผนญี่ปุ่น ซึ่งตอนแรกเพื่อนหลายคนก็หัวเราะพอรู้แบบนั้น บางคนก็พูดว่า "ภาษาไทยมืงยังพูดไม่ชัดเลย แล้วจะไปเรียนภาษาญี่ปุ่น" หรือบางคนก็พูดว่า "มืงคิดเหรอว่ามืงจะเรียนได้ ตัวหนังสือมันมีตั้งหลายแบบ ทั้งฮิระงะนะ คะตะคะนะ"
แต่ด้วยความอยากเรียน ผมก็สมัครและสัมภาษณ์จนได้ต่อ ม.ปลาย แผนภาษาญี่ปุ่น และการเรียนก็ดำเนินมาได้ด้วยดี ในช่วง ม.ปลาย ผมจะเป็นคนที่เก่งที่สุดในห้อง หรือพอขึ้นมหา'ลัย ผมก็ยังเป็นอันดับต้น ๆ ของชั้นปี (แต่มีคนเก่งกว่า)
แล้วช่วง ม.4-ม.5 เป็นช่วงที่ผมร้อนวิชา ยังไฟแรงในการค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น กระหายศัพท์ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ก็ทำเพาเวอร์พอยท์นำเสนอเกี่ยวกับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นขึ้นมา แบ่งศัพท์ออกเป็นหมวด ๆ ก็มีเพื่อนบอกอีกว่า "ว่างมากเหรอ"
แต่เพราะสิ่งที่ผมทำในตอนนั้นจนโดนว่าว่าว่างมากเหรอ มันกลับเป็นประโยชน์ในการทำงานของผมในทุกวันนี้ เพราะตอนนั้นเพาเวอร์พอยท์ที่ผมทำมีหมวดร่างกาย และหมวดสัตว์ ซึ่งปัจจุบันผมทำงานเป็นล่ามในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ศัพท์เกี่ยวกับร่างกายได้ใช้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ศัพท์ที่เกี่ยวกับสัตว์ก็ได้ใช้บ้างในแผนกพัฒนาการเด็กที่ต้องสอนให้เด็กรู้ว่านี่คือตัวอะไรและในแผนกอื่นก็อาจมีศัพท์อื่น ๆ ที่ผมเคยทำปรากฏขึ้นมาอีก
ถ้าถามว่าตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองเก่งรึยัง ผมขอตอบว่ายังไม่ถึงกับเก่งเทพ แต่ยังมีรุ่นพี่ในที่ทำงานหลายคนที่เก่งกว่าผม
แต่ก็อยู่ในระดับที่ผมพอใจ ที่อย่างน้อยผมก็สามารถลบคำดูถูกของเพื่อนตอนมัธยม สามารถเรียนภาษาญี่ปุ่นมาได้ด้วยดี จนใช้ทำมาหากินได้ในทุกวันนี้ และคำที่เพื่อนอีกคนว่าว่าว่างมากเหรอ สิ่งที่ผมทำในเวลาว่างมันก็เป็นประโยชน์ในการทำงานทุกวันนี้
แต่ผมก็จะไม่หยุดพัฒนา ก็จะเพิ่มพูนความรู้ต่อไป และอยากให้คนที่โดนดูถูก พยายามลบคำดูถูกให้ได้