JJNY : ทำไมชาวบ้านถึงรู้สึกเศรษฐกิจซบเซา ทั้งที่จีดีพีโต 4.8%

กระทู้คำถาม
สัปดาห์นี้ไขข้อสงสัยของชาวบ้านที่รู้สึกว่าทำไมเศรษฐกิจยังซบเซา ทั้งๆ ที่ประกาศกันปาวๆ ว่าจีดีพีโตถึง 4.8% ดีที่สุดในรอบ 5 ปี เป็นอย่างไรต้องไปติดตาม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภาพัฒน์ฯ แถลงสถานการณ์เศรษฐกิจไตรมาสแรก ปี 2561 ตัวเลข “จีดีพี” หรือ “ผลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” โตถึง 4.8% ดีที่สุดในรอบ 5 ปี เรียกว่าเหนือความคาดหมาย แต่ข่าวจีดีพีโต คนที่ดีอกดีใจคงมีไม่กี่คน กลุ่มแรกคือ “รัฐบาล” ที่ยิ้มแก้มปริคุยได้อีกหลายวัน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็ “บรรดาธุรกิจขนาดใหญ่” เศรษฐกิจโตคนกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ก่อนใคร

สำหรับ “ชาวบ้าน” นอกจากจะไม่ได้ยินดียินร้ายแล้ว ยังไม่ค่อยแน่ใจว่า...เศรษฐกิจโตจริงหรือไม่?? จีดีพีที่โตมันไปโป่งอยู่ในกระเป๋าใคร?? ทำไมพวกเขาจึงรู้สึกว่า “กระเป๋ายังแฟบ” สอบถามเมื่อไหร่ก็จะได้คำตอบว่าเศรษฐกิจแย่ทุกครั้ง ล่าสุดสวนดุสิตโพลตอกย้ำอีกครั้ง โดยระบุว่าประชาชนวิตกกังวล “ด้านเศรษฐกิจไทย” เรื่องใดบ้าง??

อันดับ 1 จำนวน 74.77% ค่าครองชีพสูง ของกินของใช้ราคาแพง น้ำมัน ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา
อันดับ 2 จำนวน 31.80% ค้าขายไม่ดี การเงินฝืดเคือง
อันดับ 3จำนวน 24.77% เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน
อันดับ 4 จำนวน 21.48% รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้

อย่าลืมว่ากลุ่มตัวอย่างสวนดุสิตโพลจะเป็นกลุ่มระดับชนชั้นกลางลงมา ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างไรก็ตามตัวเลขของสภาพัฒน์ฯ ก็ไม่ได้เสกหรือปั้นขึ้นมาแต่อย่างใด เป็นตัวเลขที่ได้มาจริงๆ แต่สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่?? เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะตัวเลขจีดีพี 4.8% เป็นภาพรวมทั้งประเทศไม่ได้แปลว่าทุกคนจะได้รับเท่ากัน

ฉะนั้นตัวเลขจีดีพีที่โตขึ้น บางครั้งก็ไม่ได้สะท้อนให้ภาพอย่างที่เราอยากให้เป็นจริงๆ เพราะความหมายของจีดีพี คือมูลค่าสินค้าและบริการที่ถูก “ผลิต” ขึ้นมาในห้วงเวลานั้นๆ ไม่ได้แปลว่าสินค้าและบริการนั้นผลิตออกมาแล้ว “ขายได้” และก็ไม่ได้หมายความว่า “รายได้” ของเศรษฐกิจโตขึ้น

ถ้าหากดูไส้ในจะเห็นว่าตัวเลขหลายตัวๆ ดีขึ้นก็จริง แต่ก็ต้องขยายความเบื้องหน้าเบื้องหลังเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น การส่งออกและการท่องเที่ยว อย่างกรณี “การท่องเที่ยว” ที่เติบ แต่ในความเป็นจริงประโยชน์จะกระจุกอยู่ไม่กี่พื้นที่

เช่น เมืองท่องเที่ยวหลัก ภูเก็ต พัทยา สมุย คนที่ได้ประโยชน์จริงๆ คือกลุ่ม ธุรกิจท่องเที่ยว เช่น เจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ ไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่ รัฐบาลจึงส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรอง ท่องเที่ยวชุมชนก็เพื่อให้รายได้การท่องเที่ยวกระจายในวงกว้าง

การส่งออกในไตรมาสแรก โตขึ้นถึง 9.9% เพราะเศรษฐกิจโลกโตขึ้น เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของเราก็ดีขึ้น ตัวเลขส่งออกสินค้าเกษตร ข้าว มันสำปะหลัง โตขึ้นแต่พวกนี้ส่งออกเป็นวัตถุดิบมูลค่าน้อย ไม่เหมือนพวกปิโตรเลียม รถยนต์ รถกระบะ รถบรรทุก ชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องมือ สื่อสารโทรคมนาคม ยอดงออกเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน และมีมูลค่าสูงกว่า

อีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจคือ “การลงทุนภาคเอกชน” มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOIในไตรมาส 1/2561 อยู่ที่ 203.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 228.5% จากไตรมาสที่แล้ว โดยเป็นมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จำนวน 165.4 พันล้านบาท

แต่น่าสังเกตว่าตัวเลขที่เอามานับรวมเป็นจีดีพีคือ “ตัวเลขที่ยื่นขอรับการส่งเสริม” ไม่ใช่การลงทุนจริงๆ ดูรายละเอียดจะเห็นว่าขอลงทุนในโครงการอีอีซี นั่นแปลว่าไม่ใช่ลงทุนในปีนี้ จะลงทุนจริงๆ ต่อเมื่อโครงการนี้เกิด ไม่รู้ว่า ถึงตอนนั้นจะเหลือคนลงทุนจริงๆ เท่าไหร่??

อาจจะสรูปได้ว่าตัวเลขที่สะท้อนออกมาเป็นจีดีพีนั้น อาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ณ ปัจจุบันเท่าใดนัก ดังนั้นเหตุที่ชาวบ้านรู้สึกว่า...
ยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดี ก็ด้วยประการฉะนี้แล

ยิ่งในบ้านเรายังมีปัญหาในเรื่องการกระจายรายได้ คนที่มีฐานะดีมักจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัว ทางเศรษฐกิจมากกว่าคนทั่วไป ยิ่งคนจนๆ แทบจะไม่ได้อะไรจะเห็นได้จากในปี 2016 ไทยถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 3 ของประเทศที่มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมมากที่สุดในโลก รองจากรัสเซีย และอินเดีย

ที่น่าตกใจมากกว่านั้น คือความมั่งคั่งกว่าร้อยละ 21.84 หรือประมาณ 94.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกระจุกตัวอยู่ในครอบครัวมหาเศรษฐีเพียง 5 ตระกูลที่เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ของเมืองไทยเท่านั้น เมื่อ “รวยกระจุกจนกระจาย” ยังเป็นปัญหายังแก้ไม่ตก จึงไม่ต้องแปลกใจทำไมจีดีพีโต 4.8 สูงที่สุดในรอบ 5 ปี

แต่คนไทยส่วนใหญ่รู้สึกว่า...
เศรษฐกิจยังซบเซา

…...............................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่