วิเคราะห์เหตุผลว่าทำไม ทีมสโมสรมหาเศรษฐี ทรู แบ็งคอก ยูไนเต็ด ถึงไม่ยอมสร้างสเตเดี้ยมรังเหย้าเป็นของตัวเอง

สโมสร ทรู แบ็งคอก ยูไนเต็ด ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นทีมสโมสรที่ร่ำรวยที่สุดในไทยลีกก็ว่าได้
กับแบคกราวภูมิหลังฐานะทางการเงินที่ไม่ธรรมดาของสโมสร
ซึ่งประธานสโมสร นั้นอยู่ในเครือญาติตระกูลมหาเศรษฐีระดับมูลค่าแสนล้านกันเลยทีเดียว
ต้องบอกเลยว่าลูกหลานตระกูลเครือซีพีนั้นมีอาณาจักรธุรกิจค่อนข้างใหญ่
และกึ่งธุรกิจผูกขาดในบ้านเรา แตกไลน์ธุรกิจค่อนข้างหลากหลาย ทั้งโมเดิร์นเทรด
สินค้าอุปโภคบริโภคแบบครบวงจร
ไอทีโทรคมนาคมที่เป็นจ้าวใหญ่ได้สัมปทานคลื่นการสื่อสารรายใหญ่ที่สุด
และธุรกิจช่องสื่อมีเดี่ยดิจิตอลหลากหลายช่อง
รวมไปถึงธุรกิจของเครืออาณาจักรซีพีนั้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
และเป็นหุ้นตัวใหญ่ที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวดัชนีในตลาดหุ้น
ยังมีธุรกิจที่ขยายอาณานิคมไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ซึ่งธุรกิจเครือซีพีนั้นยังติดอันดับนิตยสารมหาเศรษฐีฟอร์บอันดับต้นๆ ของโลกด้วยนั่นเอง

แต่เหตุไฉน ยังเป็นคำถามสำหรับแฟนบอลในวงการบอลไทยอยู่ว่า
ทำไมสโมสรรวยซะขนาดนี้ถึงไม่สร้างรังเหย้าสเตเตี้ยมเป็นของตัวเองสักที
ซึ่งแม้แต่ทีมลีกล่างอย่าง ปตท.ระยอง ที่มีเครือธรุกิจน้ำมันขนาดใหญ่ของเมืองไทย
ยังสนับสนุนทีมในจังหวัดระยองสร้างสเตเดี้ยมและตั้งชื่อสนามเป็น พีทีทีสเตเดี้ยม
ซึ่งเป็นการร่วมมือสร้างของกลุ่มเครือบริษัท ปตท. เป็นผู้สนับสนุนหลักนั่นเอง
ซึ่งการเร่ร่อนย้ายถิ่นฐานเช่าสนามไปเรื่อยของสโมสรทรู แบงคอก ยูไนเต็ด นั้น
ในอดีตได้เช่าสนามไทย-ญี่ปุ่น เขตดินแดง ใจกลางเมืองหลวง ซึ่งสมกับชื่อที่ว่าเป็น แบ็งคอก ยูไนเต็ด
และในยุคนั้นฐานแฟนบอลท้องถิ่นนิยมเขตชุมชนดินแดงศรัทธาเริ่มมา
แฟนบอลเขตดินแดงทยอยตามเชียร์อย่างคึกคัก
ซึ่งเปรียบดั่งแฟนบอลท้องถิ่นนิยมแบบแฟนท่าเรือสาขาสองกันเลยทีเดียว
แต่ด้วยเหตุผลกลใดบอร์ดบริหารของแข้งเทพแบ็งคอกยูไนเต็ดคิดอะไรอยู่
จู่ๆ ย้ายรังเหย้ามาเช่าสนามกีฬาธรรมศาสตร์ เขตรังสิต
ซึ่งฐานแฟนบอลท้องถิ่นนิยมดั้งเดิมของเขตปธุมธานีนั้นเป็นของแฟนบอลกระต่ายแก้ว
สโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าสอยู่แล้ว

ซึ่งบอร์ดบริหารแข้งเทพได้มองว่าพวกเขาต้องการสนามที่มีมาตรฐานในการลุ้นลุยศึกถ้วยใหญ่สโมสรเอเชีย
อย่างเอเอฟซีแชมป์เปี้ยนลีกนั่นเอง แต่ปัจจุบันพวกเขาก็ยังไม่มีวาสนาพอที่จะเข้าไปเล่นเพลออฟรอบสอง
เจอกับบรรดาทีมใหญ่จาก ไชนิสซูปเปอร์ลีก เจลีกญี่ปุ่น เคลีกเกาหลีใต้ หรือเอลีกออสเตรเลีย
อย่างที่เชียงราย ยูไนเต็ด และสุโขทัย เอฟซี ได้ไปรับแข้งเก็บเวลประสบการณ์มาแล้วแม้แต่น้อยนั่นเอง
กลายเป็นว่าสนามดูใหญ่เกินแฟนบอล ซึ่งแฟนบอลส่วนใหญ่คือเก้าอี้ม้านั่ง
ที่แทบจะเรียกว่าได้ยินเสียงจิ้งหรีดกันเลยทีเดียว
เมื่อเทียบกับสมัยที่อยู่รั้งเหย้าเขตดินแดงศรัทธาและความคึกคักต่างกันริบลิ่วเลยนั่นเอง
นี่อาจจะเป็นการวิเคราะห์ประเมินที่ผิดพลาดก็เป็นได้ในเรื่องของที่ตั้งสโมสรกับฐานแฟนบอลท้องถิ่นนิยม
ซึ่งทำให้แฟนบอลในท้องถิ่นนั้นๆ ไม่มั่นใจที่จะเชียร์เต็มร้อย
เพราะเหตุที่ว่าสโมสรจะย้ายไปเช่าสนามที่ไหนอีกหรือไม่

ซึ่งตัวอย่างในอดีตที่เห็นได้ชัดนั่นก็คือ ทีมตำนานเมืองไทย สโมสรโอสถสภาพลังเอ็ม ก่อตั้งในปี พ.ศ.2514
ที่ย้ายรั้งเหย้าสนามเป็นว่าเล่น ยังไม่พอเปลี่ยนชื่อแซ่จนหาจุดยืนไม่ได้  
ย้ายจากสระบุรี ย้ายไปราชมังคลา ต่อมาย้ายไป บางพลี สมุทรปราการ
สุดท้ายข้ามถิ่นไปตั้งหลักปักฐานที่เมืองแห่งพุทธมณฑลอีสาน มหาสารคามซิตี้นั่นเอง
ซึ่งพวกเขาเปลี่ยนชื่อเป็นว่าเล่นจนกลายเป็นทีมนิรนามแฟนบอลแทบจะไม่รู้จักในปัจจุบัน
จากทีมโอสถสภา กลายร่างเป็นซูเปอร์พาวเวอร์
และโดนเทคโอเวอร์อีกครั้งล่าสุดจนมาเป็นทีมสโมสรจัมปาศรี ยูไนเต็ด ที่เล่นอยู่ในลีกสอง นั่นเอง
นี่เป็นตัวอย่างของทีมในอดีตที่ไม่มีจุดยืนที่แน่ชัด ซึ่งไม่แน่ว่าทีมแบ็งคอกยูไนเต็ด
อาจจะตามรอยไปก็เป็นได้ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

ซึ่งจากการวิเคราะห์อย่างแยบยลนั้น
ถึงแม้ว่า ทรู แบ็งคอก ยูไนเต็ด ดูร่ำรวยกว่าสโมสรอื่นในไทยลีก น่าจะจัดงบสร้างสนามได้ไม่ยากเย็น
แต่ต้องบอกว่า ทรู แบ็งคอก ยูไนเต็ด ก็เป็นเหมือนสโมสรทั่วไป
ที่ต้องการผู้สนับสนุนหาเงินมาเพื่อมาพัฒนาทีมไม่ต่างจากสโมสรอื่นๆ ในไทยลีก
เพราะธุรกิจของสโมสรแยกตัวอย่างชัดเจนมาจากเครือซีพี
เนื่องด้วยว่าเครือซีพีนั้นธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบ มหาชน ที่อยู่ในตลาดหุ้น
ซึ่งผูกพันธ์ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการตรวจสอบทางการเงินของ กลต. ต้องมีความโปร่งใส
ซึ่งการสนับสนุนสโมสรโดยตรงนั้นต้องแสดงแหล่งเงินทุนอย่างตรงไปตรงมา
ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในหุ้นเครือซีพี
รวมไปถึงวัฒธรรมครอบครัวแบบฉบับคนจีนที่ยังยึดถือระบบกงสีเงินกองกลางอยู่
ซึ่งตรงนี้นี่เองเป็นจุดที่สโมสรแบ็งค็อกแยกเป็นเอกเทศ

และอาจจะเป็นการประเมินในเบื้องต้นของนักวิเคราะห์การลงทุนของเครือซีพีแล้วว่าการลงทุนอาจได้ไม่คุ้มเสีย
และมีความเสี่ยงสูงในการจัดงบสร้างสนาม ทั้งเรื่องฐานแฟนบอล ราคาที่ดิน สถานที่จะสร้างตั้งหลักปักฐาน
ซึ่งคิดว่าทีมวิเคราะห์ด้านประเมินความเสี่ยงการลงทุนของเครือซีพี
ได้ประเมินอย่างละเอียดในการลงทุนแล้วว่ามีความเสี่ยงสูงพอสมควร
ซึ่งต้องยอมรับว่าธุรกิจฟุตบอลในบ้านเรายังไม่ได้เป็นรูปแบบธุรกิจเต็มตัวอย่างพรีเมียร์ลีกอังกฤษ
หรือแม้แต่เจลีกญี่ปุ่น ที่สามารถสร้างมูลค่าธุรกิจสโมสรได้อย่างครบวงจร
ซึ่งต้องบอกว่าการทำธุรกิจฟุตบอลในเมืองไทยหลายๆ สโมสรมักจะเข้าเนื้อขาดทุนเป็นส่วนใหญ่อยู่
ถ้าไม่มีการบริหารจัดการรอบด้านแบบสโมสรบุรีรัมย์ ยากมากที่จะเหลือกำไรต่อปีนั่นเอง

ซึ่งด้วยฐานแฟนบอลของทรู แบ็งคอก ยูไนเต็ด ณ ตอนนี้ยังไม่สามารถสร้างจุดคุ้มทุนได้ เพียงพอ
แต่ถ้าเทียบกับทีมใหญ่กับทีมอีสานใต้อย่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดแล้ว ทรู แบ็งคอก ยูไนเต็ด
แทบจะเรียกว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมีภาษีเรื่องช่องทางแหล่งเงินทุนทรัพยากรสนับสนุนที่ดีกว่า
ทั้งเรื่องปัจจัยผู้สนับสนุนที่หาได้ไม่ยาก อยู่เมืองหลวง ช่องทางสื่อมีเดียดิจิตอลของตัวเอง
ซึ่งต่างจากบุรีรัมย์ ที่ก่อตั้งสโมสรแทบจะเรียกว่า ก่อตั้งมาจากพื้นที่ว่างเปล่ากลางทะเลทรายลาสเวกัสเลยทีเดียว
ซึ่งเบื้องต้นเจ้าของสโมสรต้องควักเงินลงทุนเองด้วยความเสี่ยงที่ว่าไทยลีกจะบูมเป็นกระแสนิยมได้นานแค่ไหน
แต่สิ่งที่ทีมบุรีรัมย์นั้นเหนือกว่าทรู แบ็งคอก ยูไนเต็ด คือ การบริหารจัดการรอบด้าน วิสัยทัศน์ และจินตนาการ
ของบอร์ดบริหารนั่นเอง ที่เป็นจุดแข็งและสามารถก้าวมาอยู่ชั้นแนวหน้าของธุรกิจฟุตบอลในปัจจุบันได้อย่างแข็งแกร่งนั่นเอง

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แก้ไขข้อความเมื่อ

สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 3
ถ้ารวยขนาดนั้นนะ สร้างห้างสรรพสินค้าไปในตัวเลย แล้วตรงกลางห้างเป็นสนามบอล เวลาไม่ได้เตะ ก็ปรับแต่งเป็นลานอเนกประสงค์ จัดงานต่างๆภายในห้างไป แล้วก็สร้างอัศจรรย์คนดูซัก 10,000 คน เอาไว้คนเดินห้างแวะเข้ามาดูบอล  ได้ทั้งขายของด้วย ได้คนดูบอลด้วย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่