ทีโออาร์รถไฟความเร็วสูงพร้อมประกาศ รอลุ้นเอกชนรายใดจะได้ไปพัฒนา

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา มีความคืบหน้าล่าสุดว่า

- พร้อมจะประกาศเชิญชวนให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมประกวดราคาได้ ในวันที่ 30 พ.ค. 2561 นี้
- โดยจะเปิดขายเอกสารระหว่างวันที่ 18 มิ.ย. – 9 ก.ค.
- คาดว่าจะสามารถคัดเลือกผู้ลงทุนได้ภายในเดือนธ.ค.
- ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างได้ในประมาณต้นปี 2562 ใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 5 ปี และ
- จะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2567  


สำหรับสาระสำคัญของร่างทีโออาร์นั้น กำหนดคุณสมบัติของผู้ยื่นซองประมูลไว้ว่า

- สามารถเป็นได้ทั้งนิติบุคคลไทยและต่างประเทศ แต่เมื่อได้รับการคัดเลือกแล้ว จะต้องจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลคู่สัญญา
- ผู้ถือหุ้นหรือสมาชิกต้องมีมูลค่าสุทธิของกิจการคิดเฉลี่ยในรอบระยะเวลา 3 ปีล่าสุดรวมกันไม่ต่ำกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท รวมทั้งจะต้องมีหนังสือแสดงเจตจำนงปล่อยกู้จากสถาบันทางการเงินในวงเงินไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาท
- ต้องมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง และการพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟ และบริการผู้โดยสาร

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้


โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา วงเงินลงทุน 2.24 แสนล้านบาท ครอบคลุมเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากสนามบินดอนเมือง-สนามบินอู่ตะเภา รวมระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่

1. รถไฟความเร็วสูงส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงก์ ดอนเมือง-พญาไท ระยะทาง 21 กิโลเมตร
2 .รถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ พญาไท-สุวรรณภูมิ ระยะทาง 29 กิโลเมตร
3. รถไฟความเร็วสูงจากสนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กิโลเมตร

ตลอดเส้นทางมี 5 สถานี คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา พัทยา และอู่ตะเภา อัตราความเร็ว 250 ก.ม.ต่อชั่วโมง ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงสนามบินอู่ตะเภา 45 นาที อัตราค่าโดยสาร จากมักกะสัน-พัทยา 270 บาท จากมักกะสัน-อู่ตะเภา 330 บาท


นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถพัฒนาพื้นที่สถานีและสนับสนุนการให้บริการผู้โดยสาร ที่สถานีมักกะสันประมาณ 150 ไร่ (สำหรับการเป็นสถานีหลักรถไฟความเร็วสูง) และสถานีศรีราชาประมาณ 100 ไร่ (สำหรับการเป็นสถานีสนับสนุนบริการรถไฟและโรงซ่อมหัวรถจักรของการรถไฟแห่งประเทศไทย – รฟท.)


สำหรับผู้แสดงความสนใจเข้าร่วมประมูลในโครงการนี้จำนวนไม่น้อย ซึ่งมีผู้เล่น 3 กลุ่มหลัก คือ

- กลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) + กลุ่มบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส + บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH
- กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) + ไชน่า เซาเธิร์น เรลเวย์ + อิโตชู
- กลุ่มบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) + บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)


อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงการมูลค่าสูงมากเช่นนี้ การคืนทุนหรือกำไรไม่ได้มาจากค่าโดยสาร แต่มาจากการพัฒนาพื้นที่และการสนับสนุนบริการรถไฟ ซึ่งอยู่บริเวณ 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1. พื้นที่มักกะสัน ด้านหน้าแอร์พอร์ตลิงก์ ประมาณ 143 – 145 ไร่ สำหรับการพัฒนาในเชิงพาณิชย์
2. ศรีราชา มีพื้นที่จัดสรรรองรับบริการรถไฟประมาณ 100 ไร่ สำหรับด้านโลจิสติกส์ การขนส่งและพักสินค้า ซึ่งปัจจุบันศรีราชาคล้ายกับโอซาก้าของญี่ปุ่น
3. อู่ตะเภา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งปัจจุบันราคาถีบตัวสูงขึ้นเกือบ 100%

ทั้งนี้ จากการประเมินช่วงระยะเวลา 50 ปี เอกชนที่ลงทุนจะได้ทุนคืนประมาณ 4 แสนล้านบาท ปีที่ 50 จนถึงสิ้นสุดโครงการได้ผลตอบแทนอีกประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งใช้ระยะเวลายาวนาน และตลอดเวลาต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้คืนธนาคาร ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงรวมอยู่ด้วย จึงต้องรอลุ้นกันว่าที่สุดแล้ว โครงการนี้ใครจะได้ไปแบกรับความเสี่ยง


-------------------------------  

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่