ชีวิต ดี้ ดี ที่มีเพียงเรา



จะเล่าเคสของเรา ให้ฟังบ้าง

เรา เกิดบนดอย อยู่กับชาวเขา ม้ง ลั๊วะ กะเหรี่ยง
เรา พ่อเสียตั้งแต่อายุ 12 แม่เรา ก็มีสามีใหม่ทันที
      ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่า ครอบครัวเราอบอุ่นมาก
      และเรา รักพ่อมากที่สุด
ช่วงนั้นคือ ชีวิตดี้ดี ครั้งที่ 1 ที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อ

เรา ต้องไปอยู่กับพี่สะไภ้ ที่กรุงเทพ ตั้งแต่อายุ 13
      ลำบากมาก ข้าวก็ไม่ได้กิน
      พี่ชายไม่ค่อยอยู่บ้าน
      พี่สะไภ้เล่นไพ่ ซื้อกินเองบนห้อง
      เวลาหลานร้อง ก็ขังหลานไว้ในห้องน้ำ
เรา ต้องประหยัด เดินออกจากบ้าน 5 กม.
      ไปขึ้นรถเมล์ทุกวัน
เรา ทั้งครอบครัว
      ถูกถอนสัญชาติไทย ตั้งแต่พ.ศ. 2529
เรา เกิดในประเทศไทย มีใบเกิด ถูกต้อง
      โดย ลุงกำนัน เป็นผู้ออกให้
เรา ต้องใช้หลักฐานเก่า ที่เรียนมัธยม
      เพื่อศึกษาต่อ ปวช.ที่กทม
      ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง ไม่ต้องมีบัตรประชาชน
      เมื่อเรียนจบ ปวช. เราก็ทำงาน
เรา ทำงานปี 32 ณ สำนักงานบัญชี แถวเสาชิงช้า
      เดือนละ 3,000 พร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน
      เพื่อนเรา ทำได้อาทิตย์เดียว ก็ออกทั้งคู่
เรา ต้องนั่งรถเมล์ ไปทั่วทั้งกทม และ ปริมณฑล
      เพื่อไปเก็บเอกสาร และเก็บค่าบริการ
      วันหนึ่ง เราลืมจดว่าเก็บเงินจากบริษัทไหน
      เรา จึงเอาตังค์ให้เจ้านาย พร้อมบอกว่า
      เงินจำนวนนี้ จำไม่ได้ ว่าเก็บจากที่ไหน ?
      เจ้านายเรา โทรไปถามลูกค้า
      แล้วแจ้งว่าเราขโมย
      เรา จึงลาออกหลังทำงานได้ 3 เดือน
เรา ได้งานใหม่เป็นพนักงานพิมพ์ดีด
      เงินเดือน 3,500 บาท ที่นี่เจ้านายใจดีมาก
เรา เจอพี่สาวที่นี่อีกคน ในวันแรกที่เข้าทำงาน
      แต่พี่มิตร ทำงานที่นี่เป็นวันสุดท้าย
      เพื่อนพี่มิตร ที่ยังทำงานที่นี่ ชวนเราไปเที่ยว
      ก็เจอกับพี่มิตร หลังจากนั้นก็สนิทกัน
      พี่มิตรก็ชวนเราไปเช่าห้องอยู่ด้วยกัน
      จนกระทั่งพี่มิตรแต่งงานกับทหาร
      พี่มิตร ก็กระเตงเราไปอยู่ด้วยที่แฟลตทหาร
นี่คือ ชีวิตดี้ดี ครั้งที่สอง คือที่เราได้เจอกับพี่มิตร

เรา ต้องกลับบ้านบ่อย
      เพราะต้องไปทำบัตรชาวเขา
      และเรา ก็ได้สัญชาติไทยอีกครั้ง
เรา ทำงานที่บริษัท จนได้เลื่อนตำแหน่ง
      ได้ทำงานในทุกแผนกของบริษัท
      ย้ายแผนกที เจ้านายก็ขึ้นเงินเดือนที
      ตำแหน่งก่อนที่จะมีปัญหาคือ เลขาเจ้านาย
เรา ต้องเป็นคนรับคำสั่งจากนาย แล้วไปบอกต่อ
      ทำให้พนักงานคนอื่น ไม่พอใจ
      หาว่าเราไปสั่งเขา (เขาอายุเยอะกว่าเรา)
      เพราะปรกติ เจ้านายจะสั่งงานเขาโดยตรง
      พอเจ้านายแต่งตั้งเราเป็นเลขา
      ก็จะสั่งงานผ่านเรา
      คนที่ไม่พอใจ เคยเป็นหัวหน้าเรา
      เธอ ไปเขียนด่าเรา ติดไว้ทุกที่ ๆ เราต้องไป
      ยิ่งเจ้านายไปต่างประเทศ
      โดยที่เราไม่ได้ตามไปด้วย
      เราก็จะโดนหนัก เป็นพิเศษ เราร้องให้
      พอเจ้านายกลับมา เราก็ไปขอลาออก
      เจ้านายบอกว่า คนที่จะให้เธอออกได้
      คือฉันคนเดียว เรา ก็เลยไม่ได้ออก
      (จริง ๆ แล้ว ก็กลัวตกงาน และเสียดาย
       เงินเดือน เพราะต้องช่วยค่าใช้จ่ายพี่ชาย
       และให้แม่ทุกเดือน)
นี่คือ ชีวิตดี้ดี ครั้งที่สาม เจอเจ้านายดีมาก

ต่อมา 30 พ.ค. พ.ศ. 2538
เรา ได้รับโทรศัพท์จากพี่สะไภ้ ว่าพี่ชายรถชน
       เกิดเหตุเวลา 19.30 น. โดยประมาณ
       ณ พยุหคีรี จ.นครสวรรค์ ก่อนถึงป้อมตำรวจ
       ประมาณ 1 กม. รถขนแร่ ท็อปมารีนจอดเสีย
       อยู่บริเวนไหล่ทางกินเลนช่องขวาไปครึ่งเลน
       พี่ชายเรา ขับแซง จึงชนท้าย อย่างจัง
       จุดนั้น ไม่มีสิ่งใดบอกให้รู้ว่ามีรถจอดเสีย
       รถคันนั้น จอดเสียตั้งแต่บ่ายโมง
       ไม่มีการเคลื่อนย้าย ไม่มีการนำกรวยมาตั้ง
       พี่ชายเรา ได้รับบาดเจ็บสาหัส
       ถูกนำตัวไปไว้ ที่ศาลา รพ.ใกล้จุดเกิดเหตุ
       โดย ไม่มีการรักษาใด ๆ
       เพราะหมอ สันนิษฐานว่า พี่เรา ตายแน่ ๆ
       เมื่อลูกน้องของพี่ชายเราไปถึง
       จึงติดต่อรพ.เอกชน ที่ตัวเมืองนครสวรรค์
       แต่.... รพ.ไม่กล้ารับ
       เพราะทางรพ.นี้แจ้งไปว่า ไม่รอดแน่
       ลูกน้องพี่ชายเรา ยืนยันขอย้าย
       จะตาย ก็ขอไปตายรพ.เอกชน
       พี่ชายเรา อยู่ ICU 9 วัน
       โดยมีประกันอุบัติเหตุ AIA เคลมค่าใช้จ่าย
       เพื่อนพี่ชายที่อยู่ใต้หวันช่วยจ่ายส่วนเกิน
ผลปรากฎว่า พี่ชายเรา รอด
ชีวิต ดี้ดี ครั้งที่สี่ พี่ชายเรารอดชีวิต

ตำรวจ พยายามพูดไกล่เกลี่ย
       ไม่ให้ครอบครัวเราฟ้องบริษัทท็อปมารีน
       อ้างว่า ตอนเกิดเหตุ ไม่มีคนเห็น
       (หลักฐาน คือ รถที่จอดเสียไหล่ทางขวา)
       อ้างว่า ต้องใช้เวลาฟ้องร้องนานกว่า 10 ปี
       ค่าใช้จ่ายในการเดินเรื่องสูงมาก
       ต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างศาลนครสวรรค์
       กับ เชียงใหม่
เรา และ ครอบครัว ไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้
      จึง รับเงินค่าชดเชย จำนวน 120,000
      ค่าซ่อมรถ ยังไม่พอ
      เพราะรถพี่ชาย ไม่มีประกันชั้น 1
เรา และ ครอบครัว ก็ย้ายพี่ชายกลับไปรักษาต่อ
      ที่เชียงใหม่ อยู่ในรพ.อีก 3 เดือน
      โดยอาศัยประกันอุบัติเหตุ และเงินช่วยเหลือ
      จากเพื่อนพี่ชายที่อยู่ใค้หวัน
เมื่อ ออกจากโรงพยาบาล พี่ชายเรารอดก็จริง
แต่ เป็นบุคคลทุพพลภาพ พูดได้แต่ไม่รู้เรื่อง
เดินได้ แต่ ต้องทำกายภาพบำบัด
พวกเรา ต้องจ้างญาติผู้ชายมาช่วยดูแล
เดือนละ 3,000 ค่ายาอีกประมาณ 2,000
เพราะ พี่ชายเราตัวใหญ่มาก แรงก็เยอะ
บางที พวกเราก็ถูกต่อย ถูกกัด
เวลาพาออกไปเดินออกกำลังกาย เวลาอาบน้ำ

พี่สะไภ้เรา ผ่อนบ้านไม่ไหว จะปล่อยแบงก์ยึด
จึงตกลงกันว่า ให้โอนให้พี่ชายอีกคนของเรา
เป็นผู้ส่งต่อ เพราะเสียดายมัดจำที่จ่ายไป
พี่สะไภ้เรา ให้เพื่อนช่วยเปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์
ในกรมธรรม หลังจากพี่ชายเรารถชน 1 อาทิตย์
เพราะคิดว่าพี่ชายเราตายแน่ ๆ
พี่สาวเรา พยายามขอดูกรมธรรม แต่พี่สะไภ้
ไม่ให้ดู จนกระทั่งพี่สาวเราเข้าไปคิดต่อเคลม
จึงได้เห็นเอกสาร ว่ามีการปลอมลายมือชื่อ
ของพี่ชายเราเปลี่ยนผู้รับประโยชน์จากแม่เรา
เป็นพี่สะไภ้เรา ผู้บริหารหน่วย
จึงช่วยให้แม่เรา เป็นผู้รับประโยชน์ เหมือนเดิม
ชีวิต ดี้ดี ครั้งที่ห้า เจอผู้บริหารหน่วย AIA ดี

จากนั้น พี่สะไภ้เรา ก็ขนทุกอย่างออกจากบ้าน
ไปพร้อมรถที่เพิ่งซ่อมเสร็จ จนไปหมดทั้งพัดลม แอร์ กระติกน้ำไฟฟ้า หม้อหุงข้าว ทีวี เตารีด
เครื่องซักผ้า ขอเครื่องซักผ้าไว้ ก็ไม่ให้
ต้องไปซื้อใหม่ เพราะบางทีพี่ชายเราก็ฉี่ อึ
รดที่นอน พวกเรา ก็ต้องรวบรวมเงิน
ซื้อเครื่องซักผ้าใหม่

พวกเราพี่น้อง ผลัดเปลี่ยนกันดูแลพี่ชาย
สุดท้าย เราก็ต้องออกจากงาน มาดูแลพี่ชาย
แล้ว พี่สาวเรา ก็ได้เป็นตัวแทนประกัน AIA
เพราะไปติดต่อเคลม ญาติพี่น้องเรา
ต่างก็ทำประกันกับ AIA พี่สาวเรา อยากดูแล
เพราะกลัวว่า
จะเกิดกรณีแบบกรมธรรมของพี่ชายเรา
ต่อมา เงินหมด เราก็ต้องไปช่วยพี่สาวขายประกัน
แม่เรา เลิกกับสามีใหม่ เพื่อมาดูแลพี่ชายเรา
ชีวิต ดี้ดี ครั้งที่หก เราได้แม่คืน

ต่อมา เราบวชชี แก้บนให้พี่ชาย ตอนเบญจเพศ
เราบนไว้ว่าตะบวช 1 พรรษา ถ้าพี่ชายเราไม่ตาย

หลังบวช เจ้านายเก่า ก็ตามเรากลับไปช่วยงานที่กทม. เรากลับไปช่วย 3 เดือน
อยู่ไม่ได้ เพราะลูกน้อง
ดันจบปริญญาโท จากออสเตรเลีย เรา จบ ปวช.
เราจึงทำงานแบบไม่สบายใจ ออกดีกว่า 55555
แล้วเรา ก็กลับไปช่วยพี่สาวขายประกัน

ต่อมา ได้มีโอกาสพาแม่ไปแสวงบุญที่อินเดีย
แล้วก็พบกับอดีตสามีเรา (คนอินเดีย)
เรา อายุเริ่มเยอะละ ช่วงเวลาวัยรุ่น ไม่มี
จึงแต่งงานทันที เพราะอยากมีลูก
แต่งงานทั้งที่ไทย และอินเดีย แต่ไม่ได้จดทะเบียน
เพราะเรากับพี่สาว มีหลักทรัพย์ที่ซื้อหามาด้วยกัน

ครอบครัวเรา ไม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
อดีตสามี อยากให้เราไปอยู่ด้วย
เรา อยากอยู่ 2 คน แต่ก็ไป ๆ มา ๆ
เพราะเรามีคอนโดอยู่กทม เราได้ข่วยงานเขา
จนเขาเริ่มมีทัวร์เยอะขึ้นเรื่อย ๆ มีเงินมากขึ้น
โดยมีเรา ช่วยทำโปรแกรม
ดูแลเรื่องตั๋วเครื่องบิน และ ยื่นวีซ่า
ต่อมา เรา กลับไทย เพื่อคลอดลูกชาย
ชีวิต ดี้ดี ครั้งที่เจ็ด เราคลอดลูกชายที่น่าชังมาก

แต่.... เขาบอกเราว่ารับทัวร์ จึงไม่ได้มาไทย
เรา ก็บอกว่าไม่เป็นไร
เขาถึงไทยวันที่วันที่ลูกคลอดได้ 8 วัน
ก็ยังไม่ขึ้นเชียงใหม่ จนเราต้องบอกว่า
ถ้าไม่มา ก็จะไม่มีคนไปรับแล้ว
ทุกคนจะไปงานศพที่เชียงราย
เขา ก็เลยขึ้นเชียงใหม่ วันที่ลูกคลอดได้ 10 วัน
ประมาณตี 2 ของสันนั้น ทั้งบ้านมีเรา ลูกเรา
และอดีตสามี อยู่กัน 3 คน
เรา ได้ยินเสียงโทรศัพท์ ก็เลยเรียกเขาไปรับ
เขาก็ทำที ถือโทรศัพท์เดินไปหยิบน้ำในครัว
โทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาอีกหลายครั้ง ก็ยังไม่รับ
เรา ก็เลยบอกให้รับ เดี๋ยวลูกตื่น
คนไทย ปรกติจะไม่โทรหากันดึก ๆ ถ้าไม่จำเป็น
เขา ก็เลยรับ เรา ได้ยินเสียงลอดมาว่า ฮันนี่
เรา มองหน้า เขาก็ไม่พูด แล้วกดวาง
เรา แย่งโทรศัพท์มาดู
เป็นเบอร์ +86 จากประเทศจีน
เธอโทรมาอีก เรา เลยรับสาย ถามว่าเธอเป็นใคร
เธอบอกว่า เป็นแฟนของอดีตสามีเรา
เราก็เลยถาม ว่ารู้ไหม ว่าเราเป็นใคร
เธอบอกว่า เป็นเพื่อนสนิทของแฟนเธอ
เราก็ถามต่อว่า เพื่อนสนิทนี่ มีลูกด้วยกันได้ไหม ?
เราบอกเธอไป ว่าเราเป็นเมียของแฟนเธอ
เธอร้องให้ บอกว่าจะมาเคลียกับเขาและเรา
ที่เชียงใหม่ เราบอกเธอ ว่าไม่ต้องมา
ผู้ชายคนนี้ ถ้าจะเอา ก็เอาไป เราไม่ต้องการ
คนไม่ซื่อสัตย์ เราไม่ต้องการให้ลูกเรามีพ่อแบบนี้
เราเซฟเบอร์เธอลงโทรศัพท์ของเรา
ไลน์ก็เด้งขึ้นมา เป็นรูปที่ถ่ายในห้องนอนของเรา
เธอ ใส่เสื้อผ้าของเรา เธอผมยาวเหมือนเรา
เธอ ใส่แว่นเหมือนเรา เธอ ขาวเหมือนเรา
เธอ ตัวพอ ๆ กับเรา
และที่น่าตลกก็คือ เธอชื่อเหมือนเรา
เรา ว่าเธอเป็นขโมย เธอยอกว่าเธอไม่ใช่ขโมย
เรา บอกว่า เราไม่ได้อนุญาตให้ใส่เสื้อผ้าของเรา
เราซื้อเอง เงินของเรา เธอ ขโมย

เรา ถามเขา ว่าทำแบบนี้ทำไม เรา ไม่โอเค
เขา ไม่ขอโทษสักคำ
เขา ร้องให้ จนหายใจไม่ออก
บอกว่าไม่ยอมเลิกกับเรา เรายืนยัน เลิก คำเดียว
บอกเราว่าถ้าเขาตาย ให้ส่งศพเขากลับบ้านนะ
เราบอกว่า เรื่องอะไร ลูกเราแค่สิบวัน
เราไม่ส่ง ที่เมืองไทยตายก็เผา

เราบอกให้เจาออกไปจากบ้านเรา เราไม่ต้อนรับ
ไม่ต้องรอให้พี่เรากลับมา
เดี๋ยวพี่เขยเราได้ซ้อมจนตายจริง ๆ

ผู้หญิง ไลน์มาคุยกับเราทุกวัน หลัง ๆ ก็โทรไลน์
เธอ เล่าให้เราฟังทุกเรื่อง เจอกันที่ไหน
นอนโรงแรมไหน จนตังค์หมด
ก็เลยพากันไปนอนที่บ้าน ที่ห้องขอเรา

เธอบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย
เรา ก็เลยด่าไป จะบ้าหรอ
จะฆ่าตัวตายเพราะผู้ชายคนเดียว
พ่อ - แม่เธอล่ะ ท่านมีเธอเป็นลูกคนเดียว
ท่านหาเงินส่งเธอไปเรียนจนจบปริญญาตรีจาก
ประเทศอังกฤษ เธอ ตอบแทนท่าน
ด้วยการฆ่าตัวตาย โง่มาก เธอก็ร้องให้
ขอให้เราถ่ายรูปลูกเราส่งไปให้ดู เราก็ส่ง
เธอ บอกเราว่า เขา ไม่ให้เธอคุยกับเรา
เขาจะไปหาเธอที่จีน เราก็บอกว่าแล้วแต่
จนสุดท้าย เธอบอกว่าเธอชอบเรา
เธอ ขอเป็นเพื่อนเรา เราบอกว่าไม่ได้
ถ้าลูกโต เราจะบอกลูกเราว่ายังไง
จะให้เราบอกลูกว่า เพื่อนแม่ เป็นเมียน้อยพ่อหรอ ?
ชีวิต ดี้ดี ครั้งที่แปด โชคดีที่ได้รู้เรื่องเธอกับเขา
เรา จะได้ไม่ต้องทนอยู่กับคำโกหก

เรา เคยคิดจะให้โอกาส ยังคงช่วยงานเขา
ยังให้เขามาหาลูก ยังพาลูกไปหาเขา
แต่ ก็มีโทรศัพท์มาเรื่อย ๆ
ถามเราว่า เป็นอะไรกับคนนี้ เขา มาจีบลูกสาว
ถามเราว่า เป็นอะไรกับคนนี้ เขา มาจีบแฟนผม
ถามเราว่า เป็นอะไรกับคนนี้ อยากเจอเรา ฯลฯ

เราตัดสินใจเด็ดขาด ตอนที่ลูกเราร้องให้หาพ่อ
เราขอให้พี่เขยเรา มาอยู่กับลูกเรา
ช่วยมาเป็นพ่อให้ลูกเรา
จนลูกเรา รักป่ะป๊าคนนี้มาก กอด หอมกันทุกวัน
เราอยู่กับลูก จนสี่ขวบ
เรารับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง
เขา เคยให้มา 30,000.- ครั้งหนึ่ง
และ ทำประกันแบบเงินออม 20,000.-
ครั้งเดียว ตอนนี้พี่สาวช่วยจ่าย

ขณะนี้ ลูกเราห้าขวบแล้ว เป็นขวัญใจของทั้งบ้าน
ทุกคนรักลูกเรา ณ ตอนนี้
ลูกเรา ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร มีความสุขสนุกสนาน
มีป้า เป็นม่ะม๊า มีลุงเขย เป็นป่ะป๊า
จดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมเรียบร้อย
เรา รับผิดชอบค่าเทอม ๆ ละ 50,000.-
พี่สาวเรา รับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ชีวิต ดี้ดี ครั้งที่เก้า ^ _ ^
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่