ผมตั้งข้อสังเกตุว่า สติปัฎฐานคืออะไร ?
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สติปัฎฐาน คือทางสายเอกไปสู่นิพพาน
สติปัฎฐานมี 4 หมวด คือ กาย เวทนา จิต ธรรม
เห็นกายในกาย
เห็นเวทนาในเวทนา
เห็นจิตในจิต
เห็นธรรมในธรรม
ผมไม่รู้นะครับ ว่าผมตั้งข้อสังเกตุถูกมั้ย แต่ สติปัฎฐาน คือสติที่ถูกต้อง สติที่ถูกต้องตามความเข้าใจของผมคืออะไร ?
คนเราที่เกิดมาทุกคน เรามีสติที่ไม่ถูกต้องครับ ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ
ถ้าคุณควักเหรียญ 10 ออกมาจากกระเป๋า สิ่งแรกที่คุณจะเห็น คืออะไร ?
คุณเห็น เหรียญ 10 มีมูลค่า เท่ากับ 10 บาท ใช่ไหมครับ ?
นี่คือสติของคุณตั้งอยู่บนฐานของมูลค่า คุณเลยคิดได้แค่นั้น คิดได้ไม่เกินออกไปจากฐาน ของมูลค่า !
แต่ถ้าคุณเรียนวิชา Material Sci คุณจะหมกมุ่นอยู่แต่กัน ธาตุ คุณสมบัติ วัสดุ มันจะทำให้คุณมองเหรียญ 10 ไม่ใช่เงินที่มีมูลค่า 10 บาทแล้วแหละ
แต่คุณจะเห็นเหรียญ 10 เป็น โลหะชุบนิกเกิ้ล แทน อันนี้คือสติตั้งอยู่บนฐานของ Material
สรุป
ถ้าสติของคุณ ตั้งอยู่บนฐานของ มูลค่า คุณจะเห็นเหรียญ 10 เป็นเงินมีมูลค่า 10 บาท คุณจะคิดได้ไม่เกินออกไปจากฐานของมูลค่า แต่ถ้าคุณจะคิดนอกฐานคุณต้องทำอย่างไร ? ใช่แล้ว คุณก็ต้องระลึกเอาไง ว่ามันเป็นโลหะชุบนิกเกิ้ล
ถ้าสติของคุณ ตั้งอยู่บนฐานของ Material คุณจะเห็นเหรียญ 10 เป็น โลหะชุบนิกเกิ้ล คุณจะคิดได้ไม่เกินออกไปจากฐานของ Material แต่ถ้าคุณจะคิดนอกฐานคุณต้องทำอย่างไร ? ใช่แล้ว คุณก็ต้องระลึกเอาไง ว่ามันเป็นเงิน มีมูลค่า 10 บาท
ประยุกต์ใช้ กับ สติปัฎฐาน หมวดกาย !
ถ้าสติของคุณ ตั้งอยู่บนฐานของ ความงาม คุณจะเห็นเพศตรงข้าม เป็นสิ่งที่งามชวนกำหนัด คุณจะคิดได้ไม่เกินออกไปจากฐานของความงาม แต่ถ้าคุณจะคิดนอกฐานคุณต้องทำอย่างไร ? ใช่แล้ว คุณก็ต้องระลึกเอาไง ว่ามันไม่งาม
ถ้าสติของคุณ ตั้งอยู่บนฐานของ กาย คุณจะเห็นเพศตรงข้าม เป็นสิ่งที่ไม่งาม คุณจะคิดได้ไม่เกินออกไปจากฐานของความไม่งาม แต่ถ้าคุณจะคิดนอกฐานคุณต้องทำอย่างไร ? ใช่แล้ว คุณก็ต้องระลึกเอาไง ว่างาม
ผมขอยกพระสูตร มาประกอบเทียบเคียง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์
ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. เธอมีสติ หายใจออก มีสติ หายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว
ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว.
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้าสั้น. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก. ย่อม
สำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับ
กายสังขารหายใจออก. ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า. นายช่างกลึง หรือ
ลูกมือของนายช่างกลึงผู้ฉลาด เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว. เมื่อชักเชือกกลึงสั้น
ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น แม้ฉันใด. ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เรา
หายใจออกยาว. เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจออกสั้น. เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น. ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก
เป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง
หายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกาย
สังขาร หายใจเข้า. ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็น
กายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ
ความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความ
เกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่า
ความรู้เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่น
อะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่.
จะเห็นได้ว่า ถ้าเราไม่สำเร็จสติปัฎฐาน ในหมวดกาย เราจะสักแต่ระลึกเอาว่ารูปนั้นไม่งาม ไม่ใช่เกิดจากสติ ที่มองว่าไม่งามโดยทันที จึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
ทีนี้ผมขอถามว่า สติที่ถูกต้อง ในหมวดที่เหลือ (เวทนา จิต ธรรม) เป็นอย่างไรครับ ?
ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับ สติปัฎฐาน 4 ครับ ว่าผมเข้าใจแบบนี้ ถูกต้องหรือไม่ ?
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สติปัฎฐาน คือทางสายเอกไปสู่นิพพาน
สติปัฎฐานมี 4 หมวด คือ กาย เวทนา จิต ธรรม
เห็นกายในกาย
เห็นเวทนาในเวทนา
เห็นจิตในจิต
เห็นธรรมในธรรม
ผมไม่รู้นะครับ ว่าผมตั้งข้อสังเกตุถูกมั้ย แต่ สติปัฎฐาน คือสติที่ถูกต้อง สติที่ถูกต้องตามความเข้าใจของผมคืออะไร ?
คนเราที่เกิดมาทุกคน เรามีสติที่ไม่ถูกต้องครับ ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ
ถ้าคุณควักเหรียญ 10 ออกมาจากกระเป๋า สิ่งแรกที่คุณจะเห็น คืออะไร ?
คุณเห็น เหรียญ 10 มีมูลค่า เท่ากับ 10 บาท ใช่ไหมครับ ?
นี่คือสติของคุณตั้งอยู่บนฐานของมูลค่า คุณเลยคิดได้แค่นั้น คิดได้ไม่เกินออกไปจากฐาน ของมูลค่า !
แต่ถ้าคุณเรียนวิชา Material Sci คุณจะหมกมุ่นอยู่แต่กัน ธาตุ คุณสมบัติ วัสดุ มันจะทำให้คุณมองเหรียญ 10 ไม่ใช่เงินที่มีมูลค่า 10 บาทแล้วแหละ
แต่คุณจะเห็นเหรียญ 10 เป็น โลหะชุบนิกเกิ้ล แทน อันนี้คือสติตั้งอยู่บนฐานของ Material
สรุป
ถ้าสติของคุณ ตั้งอยู่บนฐานของ มูลค่า คุณจะเห็นเหรียญ 10 เป็นเงินมีมูลค่า 10 บาท คุณจะคิดได้ไม่เกินออกไปจากฐานของมูลค่า แต่ถ้าคุณจะคิดนอกฐานคุณต้องทำอย่างไร ? ใช่แล้ว คุณก็ต้องระลึกเอาไง ว่ามันเป็นโลหะชุบนิกเกิ้ล
ถ้าสติของคุณ ตั้งอยู่บนฐานของ Material คุณจะเห็นเหรียญ 10 เป็น โลหะชุบนิกเกิ้ล คุณจะคิดได้ไม่เกินออกไปจากฐานของ Material แต่ถ้าคุณจะคิดนอกฐานคุณต้องทำอย่างไร ? ใช่แล้ว คุณก็ต้องระลึกเอาไง ว่ามันเป็นเงิน มีมูลค่า 10 บาท
ประยุกต์ใช้ กับ สติปัฎฐาน หมวดกาย !
ถ้าสติของคุณ ตั้งอยู่บนฐานของ ความงาม คุณจะเห็นเพศตรงข้าม เป็นสิ่งที่งามชวนกำหนัด คุณจะคิดได้ไม่เกินออกไปจากฐานของความงาม แต่ถ้าคุณจะคิดนอกฐานคุณต้องทำอย่างไร ? ใช่แล้ว คุณก็ต้องระลึกเอาไง ว่ามันไม่งาม
ถ้าสติของคุณ ตั้งอยู่บนฐานของ กาย คุณจะเห็นเพศตรงข้าม เป็นสิ่งที่ไม่งาม คุณจะคิดได้ไม่เกินออกไปจากฐานของความไม่งาม แต่ถ้าคุณจะคิดนอกฐานคุณต้องทำอย่างไร ? ใช่แล้ว คุณก็ต้องระลึกเอาไง ว่างาม
ผมขอยกพระสูตร มาประกอบเทียบเคียง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์
ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. เธอมีสติ หายใจออก มีสติ หายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว
ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว.
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้าสั้น. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก. ย่อม
สำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับ
กายสังขารหายใจออก. ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า. นายช่างกลึง หรือ
ลูกมือของนายช่างกลึงผู้ฉลาด เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า เราชักยาว. เมื่อชักเชือกกลึงสั้น
ก็รู้ชัดว่า เราชักสั้น แม้ฉันใด. ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า เรา
หายใจออกยาว. เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้ายาว. เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจออกสั้น. เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น. ย่อมสำเหนียกว่า เราจัก
เป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจออก. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง
หายใจเข้า. ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกาย
สังขาร หายใจเข้า. ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็น
กายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ
ความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความ
เกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่า
ความรู้เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่น
อะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่.
จะเห็นได้ว่า ถ้าเราไม่สำเร็จสติปัฎฐาน ในหมวดกาย เราจะสักแต่ระลึกเอาว่ารูปนั้นไม่งาม ไม่ใช่เกิดจากสติ ที่มองว่าไม่งามโดยทันที จึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์
ทีนี้ผมขอถามว่า สติที่ถูกต้อง ในหมวดที่เหลือ (เวทนา จิต ธรรม) เป็นอย่างไรครับ ?