ประกาศที่ ๙ พ.ศ. ๒๓๙๙
๙๑. คำประกาศเรื่องประวารณา
ข้าพระพุทธเจ้าผู้รับพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงทำนุบำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้า ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ทรงสร้างอุโบสถวิหารเสนาสนะให้ปราณีตงาม แลได้ทรงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถาคารเสนาสนะที่ชำรุด ให้คืนเป็นปรกติดีสมควรเป็นสถานที่พระสงฆ์ทำอุโบสถสังฆกรรมตามพระพุทธบัญญัติ แต่ฝ่ายพระสงฆ์บรรพษัทประพฤติการณ์โลเลเป็นอลัชชีไปเสียมาก ไม่ทำอุโบสถสังฆกรรมเลยก็มี ทำปีละ ๑ ครั้ง ๒ ครั้งก็มีบ้าง ที่ไม่ทำมากกว่าทำ ได้ทรงทราบหนังสือทิ้งถวายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใจความว่าทุกวันนี้ เป็นปลายพระพุทธศาสนาล่วงไปแล้ว พระสงฆ์ประพฤติอนาจารการทุจริต เห็นแก่ลาภสักการโลกามิสหนักไปในความสุขปรัตยุบันถ่ายเดียว ไม่เหลียวต่อวินัยบัญญัติพุทธานุญาต ละเลยทอดทิ้งอุโบสถสังฆกรรมเสียมาก ถึงบางพวกทำอยู่บ้างก็สวดพระปาติโมกข์ไม่จบ สวดเพียงสังฆาทิเสสบ้าง อนิยตบ้าง อ้างเลศอันตรายต่าง ๆ แล้วเลิกเสียบ้าง ฝ่ายพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประสาทเลื่อมใส บริจาคพระราชทรัพย์ทรงพระราชอุทิศไปในพระศาสนาเป็นอันมาก หวังจะให้เป็นกำลังแก่พระสงฆ์ อันจะดำรงพระพุทธศาสนาให้ถาวร เป็นประโยชน์ยืดยาวไปนานแก่ราษฎรประชาชนภายหน้า ฯ ขอพระบารมีปกเกล้า ฯ ทรงเห็นแก่พระพุทธศาสนาให้มาก อย่าให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสิ้นเสียโดยเร็วเลย ครั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบเรื่องความหนังสือทิ้ง คิดสังเวชพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ ให้เผดียงถามพระราชาคณะ ฐานานุกรม เปรียญ ดังคำที่ในหนังสือทิ้งนั้น พระราชาคณะ ฐานานุกรมรับว่ากาลเป็นปลายพระพุทธศาสนาเรียวลงมากถึงเพียงนี้แล้วจะสวดพระปาติโมกข์ให้จบไม่ได้ ด้วยพระปาติโมกข์ฟั่นเฝือนัก จะเป็นอันตู่พระพุทธวจนะไป บางพวกอ้างว่าท่านผู้ใหญ่ที่เป็นครูอาจารย์ทำมาอย่างนั้น จะสวดให้จบไม่ได้ จะผิดแบบครูอาจารย์ไม่ควรไป แล้วมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ ให้สืบดูว่าวัดไหนทำอุโบสถบ้าง วัดไหนไม่ทำบ้าง ได้ทราบว่าวัดราชบูรณ วัดราชสิทธาราม วัดสมอราย วันสัมพันธวงศาราม วัดโมฬีโลกย์ วัดปากน้ำ ๖ วัดนี้ แลวัดที่ขึ้นอยู่ในพระอารามนั้น ๆ ได้ทำอุโบสถสวดพระปาติโมกข์เสมอทุกวันอุโบสถ จึงทรงพระดำริว่า ในพรรษาพระสงฆ์ไปเที่ยวเทศวันละ ๙ แห่ง ๑๐ แห่ง มิได้คิดแก่ความยากลำบาก หรือเที่ยวบังสุกุลหาลาภสักการ ถึงบุกน้ำลุยโคลนกรำฝนทนแดด ก็อุตสาหไปได้ไม่กลัวเหนื่อย แต่ซึ่งจะกระทำอุโบสถสังฆกรรมอยู่วัด เป็นการไม่สู้ลำบากนักนั้น พระสงฆ์ไม่เอาเป็นธุระเลย เห็นเป็นความลำบากเพราะไม่ได้ลาภสักการ จึงได้ทรงพระราชอุทิศกระจาดพระปาติโมกข์ ให้ถวายพระสงฆ์ที่สวดพระปาติโมกข์ทุก ๆ วันอุโบสถ ให้เป็นกำลังล่อให้พระอุโบสถสังฆกรรมเป็นไปในศาสนา ธรรมเนียมนั้นติดต่อมาจนกาลบัดนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎสุทธิสมมติเทพยวงศ์ วงศาดิศวรกระษัตริย์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระรำพึงถึงการปวารณา ซึ่งพระสงฆ์ทำอยู่ทุกอาราม ทั้งฝ่ายในกรุงนอกกรุงแก่งแย่งมิได้ถูกกัน ลางวัดปวารณาพร้อมกันทั้งหมดบ้าง ลางวัดก็ปวารณาทีละองค์บ้าง ไม่อาจจะเข้าพระทัยว่าอย่างไรจะถูกต้องตามพุทธบัญญัติเป็นแท้ จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งเจ้าพนักงานให้ตรวจตราดูทุกพระอาราม ๆ ใดปวารณาทีละองค์ จะพระราชทานอุทิศถวายกระจาดปาติโมกข์ แลพระราชทานเงินค่าเลี้ยงพระสงฆ์องค์ ๒ สลึง แลจับฉลาก ในพระอารามใดปวารณาพร้อมกัน จะขอยกเสียไม่ให้ถวาย เพราะทรงพระราชอุทิศแต่ในพระสงฆ์ ซึ่งทำตามพระวินัยบัญญัติ ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่า ซึ่งกระจาดปาติโมกข์ที่ถวายไปในพระอารามนั้น ๆ ก็จะได้เป็นส่วนของภิกษุผู้สวดพระปาติโมกข์ก็ชอบแล้ว แต่ในวันเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำนี้ เป็นวันปวารณาพระสงฆ์ทุก ๆ พระอารามมิได้ทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ เป็นแต่ตั้งญัตติกรรมวาจาน้อยหนึ่งแล้วก็ทำปวารณากันเท่านั้น จึงได้ขอยกเงินตรา ๒ ชั่ง ๔ ตำลึง ๓ บาท ที่ถวายแทนกระจาดปาติโมกข์ ในวันเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ในพระอารามนั้น ๆ เสียให้สิ้น มาให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ใหญ่ผู้น้อยมาสนองพระเดชพระคุณ ทำสำรับคาวหวานคิดราคา ๒ สลึง ฉลองบูชาความอุตสาหปฏิบัติธรรมวินัยของพระสงฆ์ ที่ทำปาวรณาทีละรูป ๆ ทั้งกรุงเทพ ฯ กรุงเก่า ๔๑ อาราม พระสงฆ์ ๑๔๖๐ รูป เงินยกจากกระจาดปาติโมกข์ไม่พอ จึงพระราชทานเงินในท้องพระคลังเติมอีก คิดทั้งเงินกระจาดปาติโมกข์ด้วย เป็นเงิน ๙ ชั่ง ๒ ตำลึง ๒ บาท พระราชทานทรัพย์ซึ่ง พระราชทานพระสงฆ์ที่ทำปาวรณา ทีละรูปในวันเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สิ้นไปเพียงเท่านี้ ด้วยทรงพระมหากรุณาพระราชหฤทัยประสงค์ จะทรงทะนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาให้จำเริญดำรงอยู่นาน ขอพระสงฆ์ทั้งปวงจงอนุโมทนา ตั้งไมตรีจิตต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แผ่กุศลซึ่งได้สั่งสมด้วยการเล่าเรียนศึกษา แลปฏิบัติต้องตามพระธรรมวินัยนั้น ถวายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงเจริญสิริสวัสดิ์สถาพร ดำรงในสิริราชสมบัติสิ้นกาลนาน แลให้พ้นศัตรูหมู่ปรปักษ์ไพรีอันเหี้ยมหาญ ให้พ่ายแพ้แก่ราชวรฤทธิ์ ให้พระเกียรติแผ่ไพศาลทั่วทุกทิศานุทิศ ดังบรมจักรพรรดิจาตุรันตบพิตรบรมราชาธิราชฉะนั้น ขอพระสงฆ์ทั้งปวง จงดำรงในคำข้าพระพุทธเจ้าประกาศนี้ เทอญ.
ขอพระสงฆ์ทั้งปวง จงดำรงในคำข้าพระพุทธเจ้าประกาศนี้ เทอญ.
๙๑. คำประกาศเรื่องประวารณา
ข้าพระพุทธเจ้าผู้รับพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า เมื่อแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงทำนุบำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้า ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้ทรงสร้างอุโบสถวิหารเสนาสนะให้ปราณีตงาม แลได้ทรงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถาคารเสนาสนะที่ชำรุด ให้คืนเป็นปรกติดีสมควรเป็นสถานที่พระสงฆ์ทำอุโบสถสังฆกรรมตามพระพุทธบัญญัติ แต่ฝ่ายพระสงฆ์บรรพษัทประพฤติการณ์โลเลเป็นอลัชชีไปเสียมาก ไม่ทำอุโบสถสังฆกรรมเลยก็มี ทำปีละ ๑ ครั้ง ๒ ครั้งก็มีบ้าง ที่ไม่ทำมากกว่าทำ ได้ทรงทราบหนังสือทิ้งถวายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใจความว่าทุกวันนี้ เป็นปลายพระพุทธศาสนาล่วงไปแล้ว พระสงฆ์ประพฤติอนาจารการทุจริต เห็นแก่ลาภสักการโลกามิสหนักไปในความสุขปรัตยุบันถ่ายเดียว ไม่เหลียวต่อวินัยบัญญัติพุทธานุญาต ละเลยทอดทิ้งอุโบสถสังฆกรรมเสียมาก ถึงบางพวกทำอยู่บ้างก็สวดพระปาติโมกข์ไม่จบ สวดเพียงสังฆาทิเสสบ้าง อนิยตบ้าง อ้างเลศอันตรายต่าง ๆ แล้วเลิกเสียบ้าง ฝ่ายพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประสาทเลื่อมใส บริจาคพระราชทรัพย์ทรงพระราชอุทิศไปในพระศาสนาเป็นอันมาก หวังจะให้เป็นกำลังแก่พระสงฆ์ อันจะดำรงพระพุทธศาสนาให้ถาวร เป็นประโยชน์ยืดยาวไปนานแก่ราษฎรประชาชนภายหน้า ฯ ขอพระบารมีปกเกล้า ฯ ทรงเห็นแก่พระพุทธศาสนาให้มาก อย่าให้พระพุทธศาสนาเสื่อมสิ้นเสียโดยเร็วเลย ครั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบเรื่องความหนังสือทิ้ง คิดสังเวชพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ ให้เผดียงถามพระราชาคณะ ฐานานุกรม เปรียญ ดังคำที่ในหนังสือทิ้งนั้น พระราชาคณะ ฐานานุกรมรับว่ากาลเป็นปลายพระพุทธศาสนาเรียวลงมากถึงเพียงนี้แล้วจะสวดพระปาติโมกข์ให้จบไม่ได้ ด้วยพระปาติโมกข์ฟั่นเฝือนัก จะเป็นอันตู่พระพุทธวจนะไป บางพวกอ้างว่าท่านผู้ใหญ่ที่เป็นครูอาจารย์ทำมาอย่างนั้น จะสวดให้จบไม่ได้ จะผิดแบบครูอาจารย์ไม่ควรไป แล้วมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ ให้สืบดูว่าวัดไหนทำอุโบสถบ้าง วัดไหนไม่ทำบ้าง ได้ทราบว่าวัดราชบูรณ วัดราชสิทธาราม วัดสมอราย วันสัมพันธวงศาราม วัดโมฬีโลกย์ วัดปากน้ำ ๖ วัดนี้ แลวัดที่ขึ้นอยู่ในพระอารามนั้น ๆ ได้ทำอุโบสถสวดพระปาติโมกข์เสมอทุกวันอุโบสถ จึงทรงพระดำริว่า ในพรรษาพระสงฆ์ไปเที่ยวเทศวันละ ๙ แห่ง ๑๐ แห่ง มิได้คิดแก่ความยากลำบาก หรือเที่ยวบังสุกุลหาลาภสักการ ถึงบุกน้ำลุยโคลนกรำฝนทนแดด ก็อุตสาหไปได้ไม่กลัวเหนื่อย แต่ซึ่งจะกระทำอุโบสถสังฆกรรมอยู่วัด เป็นการไม่สู้ลำบากนักนั้น พระสงฆ์ไม่เอาเป็นธุระเลย เห็นเป็นความลำบากเพราะไม่ได้ลาภสักการ จึงได้ทรงพระราชอุทิศกระจาดพระปาติโมกข์ ให้ถวายพระสงฆ์ที่สวดพระปาติโมกข์ทุก ๆ วันอุโบสถ ให้เป็นกำลังล่อให้พระอุโบสถสังฆกรรมเป็นไปในศาสนา ธรรมเนียมนั้นติดต่อมาจนกาลบัดนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎสุทธิสมมติเทพยวงศ์ วงศาดิศวรกระษัตริย์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระรำพึงถึงการปวารณา ซึ่งพระสงฆ์ทำอยู่ทุกอาราม ทั้งฝ่ายในกรุงนอกกรุงแก่งแย่งมิได้ถูกกัน ลางวัดปวารณาพร้อมกันทั้งหมดบ้าง ลางวัดก็ปวารณาทีละองค์บ้าง ไม่อาจจะเข้าพระทัยว่าอย่างไรจะถูกต้องตามพุทธบัญญัติเป็นแท้ จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งเจ้าพนักงานให้ตรวจตราดูทุกพระอาราม ๆ ใดปวารณาทีละองค์ จะพระราชทานอุทิศถวายกระจาดปาติโมกข์ แลพระราชทานเงินค่าเลี้ยงพระสงฆ์องค์ ๒ สลึง แลจับฉลาก ในพระอารามใดปวารณาพร้อมกัน จะขอยกเสียไม่ให้ถวาย เพราะทรงพระราชอุทิศแต่ในพระสงฆ์ ซึ่งทำตามพระวินัยบัญญัติ ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่า ซึ่งกระจาดปาติโมกข์ที่ถวายไปในพระอารามนั้น ๆ ก็จะได้เป็นส่วนของภิกษุผู้สวดพระปาติโมกข์ก็ชอบแล้ว แต่ในวันเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำนี้ เป็นวันปวารณาพระสงฆ์ทุก ๆ พระอารามมิได้ทำอุโบสถสวดปาติโมกข์ เป็นแต่ตั้งญัตติกรรมวาจาน้อยหนึ่งแล้วก็ทำปวารณากันเท่านั้น จึงได้ขอยกเงินตรา ๒ ชั่ง ๔ ตำลึง ๓ บาท ที่ถวายแทนกระจาดปาติโมกข์ ในวันเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ในพระอารามนั้น ๆ เสียให้สิ้น มาให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ใหญ่ผู้น้อยมาสนองพระเดชพระคุณ ทำสำรับคาวหวานคิดราคา ๒ สลึง ฉลองบูชาความอุตสาหปฏิบัติธรรมวินัยของพระสงฆ์ ที่ทำปาวรณาทีละรูป ๆ ทั้งกรุงเทพ ฯ กรุงเก่า ๔๑ อาราม พระสงฆ์ ๑๔๖๐ รูป เงินยกจากกระจาดปาติโมกข์ไม่พอ จึงพระราชทานเงินในท้องพระคลังเติมอีก คิดทั้งเงินกระจาดปาติโมกข์ด้วย เป็นเงิน ๙ ชั่ง ๒ ตำลึง ๒ บาท พระราชทานทรัพย์ซึ่ง พระราชทานพระสงฆ์ที่ทำปาวรณา ทีละรูปในวันเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ สิ้นไปเพียงเท่านี้ ด้วยทรงพระมหากรุณาพระราชหฤทัยประสงค์ จะทรงทะนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาให้จำเริญดำรงอยู่นาน ขอพระสงฆ์ทั้งปวงจงอนุโมทนา ตั้งไมตรีจิตต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แผ่กุศลซึ่งได้สั่งสมด้วยการเล่าเรียนศึกษา แลปฏิบัติต้องตามพระธรรมวินัยนั้น ถวายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงเจริญสิริสวัสดิ์สถาพร ดำรงในสิริราชสมบัติสิ้นกาลนาน แลให้พ้นศัตรูหมู่ปรปักษ์ไพรีอันเหี้ยมหาญ ให้พ่ายแพ้แก่ราชวรฤทธิ์ ให้พระเกียรติแผ่ไพศาลทั่วทุกทิศานุทิศ ดังบรมจักรพรรดิจาตุรันตบพิตรบรมราชาธิราชฉะนั้น ขอพระสงฆ์ทั้งปวง จงดำรงในคำข้าพระพุทธเจ้าประกาศนี้ เทอญ.