สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 33
บางคนอาจจะมองว่าการที่ผู้ชายรักครอบครัวแบบแฟน จขกท.เป็นคนดี แต่เรามองว่าแบบนี้มันไม่ใช่แค่คนรักครอบครัวแล้วค่ะ แต่เป็นเด็กไม่รู้จักโต เป็นคนติดแม่เว่อร์ คนแบบนี้จะเอาแต่ครอบครัวตัวเองค่ะ ไม่มีเผื่อแผ่มาหาจขกท.แน่ๆ และมันน่าแปลกตรงที่คนรักครอบครัวจริง จะรู้ว่าครอบครัวฝั่งแฟนเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ใช่เอาแต่ครอบครัวตัวเองแบบนี้ แต่ครอบครัว จขกท.กลับไม่สนใจ
เราอยากให้ จขกท. ถอยออกมาก่อนนะ หลายๆอย่างที่แฟนคุณเป็นเรามองว่าไม่โอเค ระยะยาวมีปัญหาแน่ๆ คือมันไม่ใช่แค่แฟนจขกท. มีปัญหา ตัวแม่เค้าเองก็มีปัญหาค่ะ อะไรคือเห็นลูกจับมือแฟนแล้วน้อยใจ เห็นแววว่าหวงลูกชายมากนะคะ กลัวลูกสะใภ้จะมาแย่งความรักจากตัวลูกชายไป ไม่เว้นช่องว่างให้ลูกตัวเองกับแฟนเลย อะไรคือไปฮันนีมูนก็จะเอาแม่ไปด้วย ตกลงนี่ไปฮันนีมูนหรืออะไร เวลานอนต้องไปนอนคั่นกลางกับลูกด้วยไหม
ไม่นับเรื่องที่จะให้แม่มาอยู่ในบ้านคุณด้วยนะ แฟนคุณช่างไม่มีความเกรงใจครอบครัวคุณเลย ที่จะเอาแม่มาอยู่ในบ้านคุณ พ่อแม่คุณเป็นเจ้าของที่แท้ๆยังไม่คิดจะมาอยู่กับคุณเลย แล้วทำไมเค้ากลับถือวิสาสะเอาแม่มาอยู่ด้วย
แถมยังยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ให้แม่มาอยู่จะไม่แต่ง ถามคำเดียวคุณแน่ใจใช่ไหมว่าเค้ารักคุณจริงๆ มันผิดวิสัยคนรักกันมากๆ ผู้ชายโดยมากน่าจะอยากหาเวลาส่วนตัวกับแฟนบ้าง แต่คุณบอกว่าคบมา 12 ปีไม่เคยมีครั้งไหนที่ไปแล้วจะไม่มีคนอื่นไปด้วย ถามจริงคุณไม่รู้สึกแปลกๆจริงหรือคะ
ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าคิดว่าคุณสามารถที่จะอยู่กันแบบครอบครัวเรา 3 คน (แม่สามี สามี และคุณ) ตลอดไปได้ ก็ตัดสินใจแต่งไปค่ะ แต่ถ้าเป็นเรา เราไม่แต่งค่ะ เห็นปัญหาว่าน่าจะตามอีกเยอะแน่ๆ เราไม่ชอบลูกแหง่ ตัวติดแม่ แม่ติดลูกตลอดเวลาค่ะ รักครอบครัวได้ แต่มันต้องมีระยะห่างบ้าง ส่วนตัวเราก็รักครอบครัวมากนะ เรายังไม่เยอะแบบแฟนคุณเลย
เราอยากให้ จขกท. ถอยออกมาก่อนนะ หลายๆอย่างที่แฟนคุณเป็นเรามองว่าไม่โอเค ระยะยาวมีปัญหาแน่ๆ คือมันไม่ใช่แค่แฟนจขกท. มีปัญหา ตัวแม่เค้าเองก็มีปัญหาค่ะ อะไรคือเห็นลูกจับมือแฟนแล้วน้อยใจ เห็นแววว่าหวงลูกชายมากนะคะ กลัวลูกสะใภ้จะมาแย่งความรักจากตัวลูกชายไป ไม่เว้นช่องว่างให้ลูกตัวเองกับแฟนเลย อะไรคือไปฮันนีมูนก็จะเอาแม่ไปด้วย ตกลงนี่ไปฮันนีมูนหรืออะไร เวลานอนต้องไปนอนคั่นกลางกับลูกด้วยไหม
ไม่นับเรื่องที่จะให้แม่มาอยู่ในบ้านคุณด้วยนะ แฟนคุณช่างไม่มีความเกรงใจครอบครัวคุณเลย ที่จะเอาแม่มาอยู่ในบ้านคุณ พ่อแม่คุณเป็นเจ้าของที่แท้ๆยังไม่คิดจะมาอยู่กับคุณเลย แล้วทำไมเค้ากลับถือวิสาสะเอาแม่มาอยู่ด้วย
แถมยังยื่นคำขาดว่าถ้าไม่ให้แม่มาอยู่จะไม่แต่ง ถามคำเดียวคุณแน่ใจใช่ไหมว่าเค้ารักคุณจริงๆ มันผิดวิสัยคนรักกันมากๆ ผู้ชายโดยมากน่าจะอยากหาเวลาส่วนตัวกับแฟนบ้าง แต่คุณบอกว่าคบมา 12 ปีไม่เคยมีครั้งไหนที่ไปแล้วจะไม่มีคนอื่นไปด้วย ถามจริงคุณไม่รู้สึกแปลกๆจริงหรือคะ
ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าคิดว่าคุณสามารถที่จะอยู่กันแบบครอบครัวเรา 3 คน (แม่สามี สามี และคุณ) ตลอดไปได้ ก็ตัดสินใจแต่งไปค่ะ แต่ถ้าเป็นเรา เราไม่แต่งค่ะ เห็นปัญหาว่าน่าจะตามอีกเยอะแน่ๆ เราไม่ชอบลูกแหง่ ตัวติดแม่ แม่ติดลูกตลอดเวลาค่ะ รักครอบครัวได้ แต่มันต้องมีระยะห่างบ้าง ส่วนตัวเราก็รักครอบครัวมากนะ เรายังไม่เยอะแบบแฟนคุณเลย
ความคิดเห็นที่ 89
ถึงกับต้องลอคอินมาขอตอบเลยค่ะ
สำหรับเราง่ายนิดเดียวค่ะ คือจบตั้งแต่มาขู่ว่าถ้าไม่ให้แม่ย้ายมาอยู่ด้วยไม่แต่งแล้วค่ะ ต่อให้เสียเวลาในชีวิตกะผู้ชายคนนี้มาขนาดไหน ถ้าลองเค้าพูดงี้ใส่เรา บ้ายบาย แน่นอนค่ะ
มันไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของเอาแม่มาอยู่หรือไม่มาอยู่ค่ะ ถ้ามาพูดใส่กันแบบนี มันคือเรื่องของความไม่เห็นค่า ไม่เห็นความสำคัญของเราในชีวิตเค้าเลย มันเป็นการบอกว่า ผมอยู่ได้โดยไม่มีคุณ แต่คุณคงอยู่ไม่ได้โดยไม่มีผม เพราะงั้นคุณต้องยอมผม การขู่แบบนี้คือการไม่มีความเกรงใจ เห็นใจ หรือคิดที่จะเข้าใจ ในกันและกันค่ะ เป็นดิฉันคงไม่พร้อมจะเริ่มชีวิตกะคนที่ไม่เห็นค่าในตัวดิฉันแบบอีตาคนนี้แน่ค่ะ ขอโทษถ้าพูดแรง แต่อ่านแล้วหัวร้อนเลยค่ะ
เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูก เป็นหลาน จะบอกว่าไม่ต้องไปเสียดาย 12 ปีหรอก bygone is bygone เลิกหาใหม่เถอะ ดีกว่าต้องทนไปชั่วชีวิต
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนิสัยคนเรามันไม่เหมือนกันค่ะ ดิฉันเป็นสายแข็ง ถ้าไม่เจอผู้ชายที่รักและเห็นคุณค่าของเรา ดิฉันก้อคงเลือกอยู่คนเดียวค่ะ โชคดีได้สามีเข้าใจ (ซึ่งดิฉันก้อดีกับสามีมากๆๆๆนะ สมน้ำสมเนื้อ ถือว่าไม่เอาเปรียบกันค่ะ)ใจมาใจไป ใจไม่มาก้อไสหัวไปค่ะ ก่อนแต่งงานคุยกันเลยว่า ขอแยกอยู่สร้างครอบครัวค่ะ ซึ่งตกลงระหว่างกันสองคนด้วยดี ตอนแรกแม่เค้าก้อไม่ยอมค่ะ คนจีนอ่ะเนอะ แต่สุดท้ายแฟนก้อเคลียร์ให้ค่ะ ไม่มีปัญหา ทุกวันนี้ดิฉันดูแลเอาใจใส่แม่สามีอย่างดี ไปเที่ยวไหนซื้อของมาฝากไม่เคยขาด คอยเตือนสามีให้กลับบ้านไปอยู่กะท่านช่วงวันหยุดโดยดิฉันก้อไปด้วยเป็นส่วนใหญ่ แม่สามีรักและเอ็นดูดีค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันเรื่องกระทบกระทั่งกันน้อยค่ะ เจอกันแป้บๆ ก้อตามใจเอาใจกันไป แฮปปี้ 2 ฝ่ายค่ะ
สำหรับเราง่ายนิดเดียวค่ะ คือจบตั้งแต่มาขู่ว่าถ้าไม่ให้แม่ย้ายมาอยู่ด้วยไม่แต่งแล้วค่ะ ต่อให้เสียเวลาในชีวิตกะผู้ชายคนนี้มาขนาดไหน ถ้าลองเค้าพูดงี้ใส่เรา บ้ายบาย แน่นอนค่ะ
มันไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของเอาแม่มาอยู่หรือไม่มาอยู่ค่ะ ถ้ามาพูดใส่กันแบบนี มันคือเรื่องของความไม่เห็นค่า ไม่เห็นความสำคัญของเราในชีวิตเค้าเลย มันเป็นการบอกว่า ผมอยู่ได้โดยไม่มีคุณ แต่คุณคงอยู่ไม่ได้โดยไม่มีผม เพราะงั้นคุณต้องยอมผม การขู่แบบนี้คือการไม่มีความเกรงใจ เห็นใจ หรือคิดที่จะเข้าใจ ในกันและกันค่ะ เป็นดิฉันคงไม่พร้อมจะเริ่มชีวิตกะคนที่ไม่เห็นค่าในตัวดิฉันแบบอีตาคนนี้แน่ค่ะ ขอโทษถ้าพูดแรง แต่อ่านแล้วหัวร้อนเลยค่ะ
เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูก เป็นหลาน จะบอกว่าไม่ต้องไปเสียดาย 12 ปีหรอก bygone is bygone เลิกหาใหม่เถอะ ดีกว่าต้องทนไปชั่วชีวิต
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนิสัยคนเรามันไม่เหมือนกันค่ะ ดิฉันเป็นสายแข็ง ถ้าไม่เจอผู้ชายที่รักและเห็นคุณค่าของเรา ดิฉันก้อคงเลือกอยู่คนเดียวค่ะ โชคดีได้สามีเข้าใจ (ซึ่งดิฉันก้อดีกับสามีมากๆๆๆนะ สมน้ำสมเนื้อ ถือว่าไม่เอาเปรียบกันค่ะ)ใจมาใจไป ใจไม่มาก้อไสหัวไปค่ะ ก่อนแต่งงานคุยกันเลยว่า ขอแยกอยู่สร้างครอบครัวค่ะ ซึ่งตกลงระหว่างกันสองคนด้วยดี ตอนแรกแม่เค้าก้อไม่ยอมค่ะ คนจีนอ่ะเนอะ แต่สุดท้ายแฟนก้อเคลียร์ให้ค่ะ ไม่มีปัญหา ทุกวันนี้ดิฉันดูแลเอาใจใส่แม่สามีอย่างดี ไปเที่ยวไหนซื้อของมาฝากไม่เคยขาด คอยเตือนสามีให้กลับบ้านไปอยู่กะท่านช่วงวันหยุดโดยดิฉันก้อไปด้วยเป็นส่วนใหญ่ แม่สามีรักและเอ็นดูดีค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันเรื่องกระทบกระทั่งกันน้อยค่ะ เจอกันแป้บๆ ก้อตามใจเอาใจกันไป แฮปปี้ 2 ฝ่ายค่ะ
ความคิดเห็นที่ 32
เอาประสบการณ์ชีวิตจริงมาเล่าให้ฟังนะครับ คิดว่าคล้ายๆกัน พ่อแม่ผมแยกทางกันตั้งแต่เด็ก ใช้ชีวิตสู้ชีวิตมาคนเดียวตลอด จนมาเจอแฟนและใช้ชีวิตอยู่กับแฟนมาตลอด4-5ปี เราเข้ากันได้ทุกๆเรื่อง ไม่เคยทะเลาะกันเรื่องอะไรใหญ่ๆเลย ชีวิตมีกันและกัน อยู่มาวันนึง แม่เมื่อสมัยเด็กซื้อบ้านต้องการให้ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยเพราะแกเหงา เราก็ด้วยความกตัญญูและเป็นคนรักพ่อรักแม่ จึงปรึกษาแฟน แฟนบอกไม่สะดวก อึดอัด ไม่น่าจะมีความเป็นส่วนตัว สุดท้ายตกลงที่ลองย้ายเข้าไปอยู่ก่อนสักพัก ผลปรากฎ ดังนี้
1.เมื่อก่อนแฟนชวนไปดูหนัง/เดินห้าง/กินติม/เคเอฟซี ไปได้แบบไม่ต้องคิด ( ตอนนี้ถ้าไปแล้วไม่เอาแม่ไปด้วยคือ ดูแลแต่แฟน ทิ้งแม่ไว้บ้าน )
2.เวลาซื้อกลับข้าวเข้าบ้าน แม่ชอบอีกอย่าง แฟนชอบอีกอย่าง คนซื้อจะตาย แถมที่อยู่รถติด นึกภาพเอาแล้วกัน
3.เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด แม่อยากเดินไปดูตรงโน่น สวยฝั่งซ้าย แฟนอยากไปบนเนินเขา ฝั่งขวา แม่บอกไปไม่ไหว ทิ้งแม่ไว้ก็ไม่ได้ เห้อ
มีอีกหลายๆข้อที่ยังเขียนไม่หมด แฟนชอบชมตลอด ว่าเป็นลูกยอดกตัญญู แต่ปัจจุบัน แฟนขอย้ายออกจากบ้าน แล้วไปอยู่อพารท์เม้นและก็เลิกกันเรียบร้อยแล้วครับ
1.เมื่อก่อนแฟนชวนไปดูหนัง/เดินห้าง/กินติม/เคเอฟซี ไปได้แบบไม่ต้องคิด ( ตอนนี้ถ้าไปแล้วไม่เอาแม่ไปด้วยคือ ดูแลแต่แฟน ทิ้งแม่ไว้บ้าน )
2.เวลาซื้อกลับข้าวเข้าบ้าน แม่ชอบอีกอย่าง แฟนชอบอีกอย่าง คนซื้อจะตาย แถมที่อยู่รถติด นึกภาพเอาแล้วกัน
3.เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด แม่อยากเดินไปดูตรงโน่น สวยฝั่งซ้าย แฟนอยากไปบนเนินเขา ฝั่งขวา แม่บอกไปไม่ไหว ทิ้งแม่ไว้ก็ไม่ได้ เห้อ
มีอีกหลายๆข้อที่ยังเขียนไม่หมด แฟนชอบชมตลอด ว่าเป็นลูกยอดกตัญญู แต่ปัจจุบัน แฟนขอย้ายออกจากบ้าน แล้วไปอยู่อพารท์เม้นและก็เลิกกันเรียบร้อยแล้วครับ
ความคิดเห็นที่ 22
บอกเลย ไม่มีทางออกสำหรับปัญหานี้
ทางออกคือคุณทน จนทนไม่ไหวค่ะ
แนวคิดทางบ้านไม่เหมือนกัน เติบโตมาไม่เหมือนกัน พอมาอยู่ด้วยกันจะอึดอัดมากนะคะ
" ถ้าไปไหนกัน3 คนแล้วแฟนจับมือเราเค้าจะน้อยใจ แต่แฟนก็สามารถจัดการได้ค่ะ คือจับมือทั้ง2คนเดินเลย 555"
ฮันนีมุนนี่ก็ต้องไปด้วย เหอๆ ไม่ไหวม้าง
น้อยใจ หรือแยกแยะไม่ได้กันคะนี่
เป็นกำลังใจให้ละกันนะคะ
แต่เค้าลางว่าถ้าอยู่ด้วยกันนี่ คุณต้องจิตตกแน่ๆเลยค่ะ เพราะแม่เค้าคิดว่าคุณเป็นคู่แข่ง
หลังจากที่ได้อ่านข้อมูลที่คุณมาตอบเพิ่ม
- แม่ว่าที่สามีอายุ 40 กว่า อยู่บ้านเช่าของตัวเอง เและมีแฟนเรื่อยๆ
- แม่เขาเป็นคนขอไปด้วย ตอนที่จะไปฮันนีมูน
- ว่าที่สามีอยู่กับยายมาตลอด ไม่ได้อยู่กับแม่เลย ยายซึ่งแก่แล้วไม่ขอมาอยู่เพราะยายเองไม่อยากตัวติดกับหลานชาย
- จขกท คุยกับแฟนแล้ว ขอในส่วนที่ จขกท สบายใจ คือขออยู่กันสองคนบ้านที่จะสร้างใหม่เป็นเรือนหอ 2-3 ปีแรก แฟนไม่พอใจ ทะเลาะกันหนัก
- บ้านญาติพี่น้องและบ้านเช่าแม่ อยู่ในระแวกเดียวกันหมด
ถ้าคุณแต่งไป อิชั้นจะสงสารคุณพ่อคุณแม่คุณหนักมากเลยค่ะ
ตอนที่คุณไปเล่าให้ท่านฟังแล้วท่านบอกให้ตัดสินใจเอง ไม่ใช่ว่าท่านไม่ทุกข์ใจนะคะ
ขนาดเราเป็นคนนอก เรายัง เฮ้ย อะไรกันเนี่ย แล้วพ่อแม่คุณจะรู้สึกแย่ขนาดไหน
แต่ท่านให้เกียรติคุณนะคะ
ทางออกคือคุณทน จนทนไม่ไหวค่ะ
แนวคิดทางบ้านไม่เหมือนกัน เติบโตมาไม่เหมือนกัน พอมาอยู่ด้วยกันจะอึดอัดมากนะคะ
" ถ้าไปไหนกัน3 คนแล้วแฟนจับมือเราเค้าจะน้อยใจ แต่แฟนก็สามารถจัดการได้ค่ะ คือจับมือทั้ง2คนเดินเลย 555"
ฮันนีมุนนี่ก็ต้องไปด้วย เหอๆ ไม่ไหวม้าง
น้อยใจ หรือแยกแยะไม่ได้กันคะนี่
เป็นกำลังใจให้ละกันนะคะ
แต่เค้าลางว่าถ้าอยู่ด้วยกันนี่ คุณต้องจิตตกแน่ๆเลยค่ะ เพราะแม่เค้าคิดว่าคุณเป็นคู่แข่ง
หลังจากที่ได้อ่านข้อมูลที่คุณมาตอบเพิ่ม
- แม่ว่าที่สามีอายุ 40 กว่า อยู่บ้านเช่าของตัวเอง เและมีแฟนเรื่อยๆ
- แม่เขาเป็นคนขอไปด้วย ตอนที่จะไปฮันนีมูน
- ว่าที่สามีอยู่กับยายมาตลอด ไม่ได้อยู่กับแม่เลย ยายซึ่งแก่แล้วไม่ขอมาอยู่เพราะยายเองไม่อยากตัวติดกับหลานชาย
- จขกท คุยกับแฟนแล้ว ขอในส่วนที่ จขกท สบายใจ คือขออยู่กันสองคนบ้านที่จะสร้างใหม่เป็นเรือนหอ 2-3 ปีแรก แฟนไม่พอใจ ทะเลาะกันหนัก
- บ้านญาติพี่น้องและบ้านเช่าแม่ อยู่ในระแวกเดียวกันหมด
ถ้าคุณแต่งไป อิชั้นจะสงสารคุณพ่อคุณแม่คุณหนักมากเลยค่ะ
ตอนที่คุณไปเล่าให้ท่านฟังแล้วท่านบอกให้ตัดสินใจเอง ไม่ใช่ว่าท่านไม่ทุกข์ใจนะคะ
ขนาดเราเป็นคนนอก เรายัง เฮ้ย อะไรกันเนี่ย แล้วพ่อแม่คุณจะรู้สึกแย่ขนาดไหน
แต่ท่านให้เกียรติคุณนะคะ
ความคิดเห็นที่ 7
เราตกใจคำพูดแฟนคุณที่ว่า ...
“ถ้าแต่งงานแล้วแม่เค้าไม่มาอยู่ด้วย ก็ไม่แต่ง”
อ่านถึงตรงนี้หนักใจแทนคุณมากๆเลยค่ะ
พออ่านมาถึงตอนที่ว่า จะพาแม่ไปฮันนีมูนด้วย ...
ชักเริ่มจะเดาอนาคตของคุณสองคนออก ...
สมมติ ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้นกับเรา
เรารักความเป็นส่วนตัวนะคะ ... ยังไงเราก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัว เราไม่ชอบครอบครัวใหญ่
คือไปมาหาสู่กันได้ หรืออยู่บริเวณใกล้ๆกันได้
เราอาจจะเสนอให้ปลูกบ้านให้แม่อยู่ในบริเวณใกล้ๆกัน ในรั้วเดียวกันอีกหลัง จะได้ดูเป็นสัดส่วนไป
คล้ายๆเรือนรับแขก
(ตรงนี้ เราไม่รู้ว่าที่ดินคุณมีเนื้อที่มากแค่ไหน)
แต่ดูท่าจะแก้ปัญหาได้ไม่มากนัก เพราะแฟนคุณไม่ใช่แค่พามาอยู่ ดูจะติดแม่มาก
ถึงขนาดจะพาไปฮันนีมูนด้วย ตรงนี้ เราเองก็จนปัญญาจะหาทางออก
เพราะถ้าไปมากกว่าสองคน ไม่น่าเรียกทริปฮันนีมูน น่าจะเป็นทริปรวมญาติ / ทริปครอบครัว มากกว่า
คือสมมติว่าเขายอมไป โดยหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ได้
ก็กลัวว่าเขาจะไม่สนุก ใจพะวงคอยเป็นห่วงแม่ตลอดอีก
เรานับถือลูกชายยอดกตัญญูนะคะ ... เพราะนิสัยแบบนี้ น่าจะเป็นผู้ชายที่จะพึ่งพาได้ ในอนาคต
แต่เรา คงแต่งงานกับผู้ชายที่ยื่นคำขาดกับเราไม่ไหว
จากที่คุณเล่า คุณพยายามรอมชอมแล้ว แต่เขายืนกราน
เราไม่ได้มองว่า เรื่องนี้เขาผิด (แค่มีความเห็นไม่ตรงกัน อันเกิดจากภูมิหลังที่ต่างกัน)
แต่เรามองไปถึงอนาคตภายหน้า เมื่ออยู่ด้วยกัน จะมีปัญหามากมายที่ต้องร่วมกันฝ่าฟัน
หากวิธีแก้ปัญหาของเขา ไม่มีช่องทาง หรือเผื่อทางถอยไว้ให้เราเลย
เรากลัวค่ะ
กลัวว่าคนนิสัยอย่างเรา จะอยู่กับเขาไม่ได้นาน กลัวว่าแต่งไปแล้วจะมีเรื่องทะเลาะกัน
เราคงเลือกที่จะไม่แต่งค่ะ
สำหรับคุณ
คุณต้องถามใจตัวเองดีๆว่า คุณรักผู้ชายคนนี้ มากพอที่จะแลกกับความเป็นส่วนตัวที่คุณต้องการไหม
ถ้าคุณยอมได้ ทำใจได้ ก็แต่งได้ค่ะ
ทางบ้านคุณไม่โอเค แต่ตามใจคุณ แสดงว่าคุณถูกเลี้ยงมาแบบฝรั่งจริงๆ
ตรงนี้คุณต้องชั่งน้ำหนักดีๆนะคะ เพราะแฟนคุณถูกเลี้ยงมาไม่เหมือนกัน เกรงว่าความเห็นจะลงรอยกันยากค่ะ
อย่างไรก็ตาม ...
ขอให้ตัดสินใจด้วยสติ และเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับทั้งคู่ได้นะคะ
“ถ้าแต่งงานแล้วแม่เค้าไม่มาอยู่ด้วย ก็ไม่แต่ง”
อ่านถึงตรงนี้หนักใจแทนคุณมากๆเลยค่ะ
พออ่านมาถึงตอนที่ว่า จะพาแม่ไปฮันนีมูนด้วย ...
ชักเริ่มจะเดาอนาคตของคุณสองคนออก ...
สมมติ ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้นกับเรา
เรารักความเป็นส่วนตัวนะคะ ... ยังไงเราก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัว เราไม่ชอบครอบครัวใหญ่
คือไปมาหาสู่กันได้ หรืออยู่บริเวณใกล้ๆกันได้
เราอาจจะเสนอให้ปลูกบ้านให้แม่อยู่ในบริเวณใกล้ๆกัน ในรั้วเดียวกันอีกหลัง จะได้ดูเป็นสัดส่วนไป
คล้ายๆเรือนรับแขก
(ตรงนี้ เราไม่รู้ว่าที่ดินคุณมีเนื้อที่มากแค่ไหน)
แต่ดูท่าจะแก้ปัญหาได้ไม่มากนัก เพราะแฟนคุณไม่ใช่แค่พามาอยู่ ดูจะติดแม่มาก
ถึงขนาดจะพาไปฮันนีมูนด้วย ตรงนี้ เราเองก็จนปัญญาจะหาทางออก
เพราะถ้าไปมากกว่าสองคน ไม่น่าเรียกทริปฮันนีมูน น่าจะเป็นทริปรวมญาติ / ทริปครอบครัว มากกว่า
คือสมมติว่าเขายอมไป โดยหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ได้
ก็กลัวว่าเขาจะไม่สนุก ใจพะวงคอยเป็นห่วงแม่ตลอดอีก

เรานับถือลูกชายยอดกตัญญูนะคะ ... เพราะนิสัยแบบนี้ น่าจะเป็นผู้ชายที่จะพึ่งพาได้ ในอนาคต
แต่เรา คงแต่งงานกับผู้ชายที่ยื่นคำขาดกับเราไม่ไหว
จากที่คุณเล่า คุณพยายามรอมชอมแล้ว แต่เขายืนกราน
เราไม่ได้มองว่า เรื่องนี้เขาผิด (แค่มีความเห็นไม่ตรงกัน อันเกิดจากภูมิหลังที่ต่างกัน)
แต่เรามองไปถึงอนาคตภายหน้า เมื่ออยู่ด้วยกัน จะมีปัญหามากมายที่ต้องร่วมกันฝ่าฟัน
หากวิธีแก้ปัญหาของเขา ไม่มีช่องทาง หรือเผื่อทางถอยไว้ให้เราเลย
เรากลัวค่ะ
กลัวว่าคนนิสัยอย่างเรา จะอยู่กับเขาไม่ได้นาน กลัวว่าแต่งไปแล้วจะมีเรื่องทะเลาะกัน
เราคงเลือกที่จะไม่แต่งค่ะ
สำหรับคุณ
คุณต้องถามใจตัวเองดีๆว่า คุณรักผู้ชายคนนี้ มากพอที่จะแลกกับความเป็นส่วนตัวที่คุณต้องการไหม
ถ้าคุณยอมได้ ทำใจได้ ก็แต่งได้ค่ะ
ทางบ้านคุณไม่โอเค แต่ตามใจคุณ แสดงว่าคุณถูกเลี้ยงมาแบบฝรั่งจริงๆ
ตรงนี้คุณต้องชั่งน้ำหนักดีๆนะคะ เพราะแฟนคุณถูกเลี้ยงมาไม่เหมือนกัน เกรงว่าความเห็นจะลงรอยกันยากค่ะ
อย่างไรก็ตาม ...
ขอให้ตัดสินใจด้วยสติ และเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับทั้งคู่ได้นะคะ

แสดงความคิดเห็น
เมื่อว่าที่สามีอยากจะพาแม่เค้ามาอยู่บ้านเรา
และอยากได้ความเห็นที่หลากหลาย จากุมมองจากหลายๆคน
*กระทู้นี้เป็นกระทู้แรกของเรา ผิดพลาดประการใดขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วย*
เข้าเรื่อง
...
เรากับแฟนคบกันมา 12 ปีค่ะ ตั้งแต่สมัยเรียน ไม่เคยมีปัญหากันมาก่อน ไม่เคยทะเลาะกันหนักๆ
ไม่มีเรื่องที่ไม่ไว้ในใจกัน มีอิสระให้กันแบบเต็มที่ ทั้งเค้าและเราเข้าใจกันทุกอย่าง
เวลามีปัญหากัน เราและแฟนเลือกที่จะ เงียบและทบบวนตัวเอง และไม่พูดถึงเรื่องที่ทะเลาะกันอีก (ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย)
และมีกลับมาคุยกันบ้าง (ถ้าเป็นเรื่องปล่อยผ่านไม่ได้) ไม่เคยอยู่กินกันฉันสามีภรรยา
ไม่เคยไปไหนมาไหนกัน2 คน จะมีเพื่อน/ญาติพี่น้องของเค้าไปด้วยเสมอ
ทั้งที่อโคจรและไม่อโคจร แต่ก็โอเคนะคะ ถึงในบางครั่งเราเองจะอยากไปกัน2คนก็ตาม
*แต่เค้าไม่ใช่คนเรียบร้อยนะคะ *อดีตกับคนอื่นออกจะเจ้าชู้นิดๆด้วยซ้ำ
สถานะการก็ปกติมาตลอด จนปัจจุบัน ที่เพิ่งจะเริ่มไม่ปกติ ...
เพราะผู้ใหญ่ อยากให้วางแผนอนาคตร่วมกันได้แล้ว
ก็ได้มีการคุยกันทางฝั่งเรา
ซึ่งเราเป็นลูกคนเดียวถูกเลี้ยงมาแบบสไตล์ฝรั่งนิดๆ ที่พอโตแล้วพ่อแม่จะให้ออกไปอยู่คนเดียว
ส่วนแฟนเราอยู่กับทางยายเค้ามาตลอด ไม่ได้อยู่กับพ่อ/แม่ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัว
พ่อกับแม่เราบอกว่าไม่อยากแต่งเข้าหรือแต่งออก อยากให้ไปมีครอบครัวของตัวเองเลย
ป้องกันปัญหาเข้าข้างลูกตัวเองของคนเป็นพ่อเป็นแม่ทั้ง2ฝ่าย
ทางบ้านแฟนก็เห็นด้วย...
เรื่องสินสอด
ทางบ้านเราไม่เรียกเป็นเงิน แต่ทางบ้านเรามีที่ดินซึ่งอยู่ในเมืองมีราคาพอสมควรและยังไม่ได้ทำอะไร
อยากจะให้แฟนกันเราลงขันกัน แฟนเราออก2ส่วน เราออก 1ส่วน สร้างเรือนหอเป็นของตัวเอง
มีที่ดินไม่ต้องเป็นหนี้สินซื้อบ้านใหม่ ส่วนงานแต่งให้ออกกันคนละครึ่ง
ทางบ้านแฟนก็โอเค
ทุกอย่างก็ผ่านการคุยกันของผู้ใหญ่
จนมาวันหนึ่ง แฟนเรามาคุยกับเราว่า บ้านที่จะสร้างด้วยกันอยากจะพาแม่เค้ามาอยู่ด้วยได้ไหม
เราก็บอกว่าทำไม (ในใจเราคิดว่าตั้งแต่คบกันมา ไม่เคยไปไหนกัน2คน แต่งงานแล้วยังไม่ได้อยู่แบบส่วนตัวอีกหรอเนี่ย)
แฟนเราบอกว่า แม่เค้าอยู่คนเดียวไม่มีที่ไป ตอนแก่เค้าอยากดูแลแม่ (ซึ่งเรามองว่าเป็นเรื่องที่ดีในด้านความกตัญญู)
แต่กับชีวิตครอบครัวเราอยากจะมีความเป็นส่วนตัว ซึ่งแฟนก็บอกว่าถ้าแต่งงานแล้วแม่เค้าไม่มาอยู่ด้วยเค้าก็ไม่แต่ง
เราลองเสนอวิธีการแก้ปัญหา เพื่อที่ว่าเราจะได้อยู่กัน2คน
ถ้าเค้าอยากดูแลแม่เค้า ก็ไปเยี่ยมท่านเป็นครั้งคราว ในยามที่ท่านช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เราไม่มีปัญหาหากจะพาแม่มาอยู่ด้วย
เพราะถ้าถึงเวลาที่พ่อแม่เราแก่เฒ่าเราก็คงต้องดูแลทั้งพ่อและแม่เราเหมือนกัน แต่ถ้าเพิ่งแต่งงานแล้วจะพาแม่เข้ามาอยู่เลย
บอกตรงๆเราไม่โอเค (อาจจะดูใจร้ายหน่อย แต่เราไม่ได้มีปัญหากะแม่แฟนะคะ ไม่เคยมีแม้สักครั่ง แค่อยากมีชีวิตคุ่ที่เป็นส่วนตัวจริงๆ)
แต่ที่เราคุยกันคือแม่เค้าเป็นคนขี้น้อยใจ เพราะงั้นถ้ามาอยู่ด้วยแล้วไปเที่ยวกันแล้วจะทิ้งแม่เค้าไว้บ้าน เค้าไม่โอเค
เราเลยถามว่าไปฮันนีมูนด้วยหรอ เค้าก็บอกว่าใช่!! เค้าจะทิ้งแม่ได้ไง ... งื้ออออ หนักใจมาก
จากที่วางแผนไปฮันนีมูลยุโรปก็ไม่ได้ เพราะมีค่าใช่จ่ายของแม่เค้าด้วยที่เค้าต้องจ่าย
ตอนนี้เรากับแฟนไม่ได้คุยกันเรื่องนี้อีก ทุกอย่างเหมือนปกติแต่จริงๆเรารู้สึกว่ามันมีบางอย่างไม่ปกติ
คงเป็นเรื่องความรู้สึกที่เค้าอาจจะรู้สึกไม่ดีที่เราเหมือนไม่ต้อนรับแม่เค้า
เราคุยกับทางบ้านเราบ้างเรื่องนี้ แต่พ่อแม่เราให้ไปตัดสินใจเอง เพราะเป็นปัญหาของเรากับแฟน
เลยอยากจะถามทุกคนว่าใครเคยเจอปัญหาแบบนี้ แล้วมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไบ้างค่ะ ...
เพิ่มเติม หลายคนคิดว่าเราอยากจะแยกครอบครัวเท่านั้น ต้องเค้าเลือกระหว่างแม่เค้ากับเรา
ซึ่งไม่ใช่นะคะ เราแค่ขอระยะเวลา 2-3 ที่จะเป็นชีวิตครอบครัวเท่านั้น
หลังจากนั้นเค้าจะพาแม่มาอยู่ดูแล เราไม่มีปัญหาค่ะ ไม่ใช่ทันที่ที่เราเริ่มสร้างครอบครัว
เราคบกันมาขนานี้แล้ว อยู่ในสังคมเค้ามาเป็น10ปี เราเข้าใจเค้านะ
แต่อยากให้เค้าเข้าใจเราเหมือนกัน และอยากได้วิธีที่จะหาตรงกลางระหว่างเรา
ถ้าเค้ามีวิธีที่ดีกว่าที่เราเสนอเรายินดีรับฟังแน่นอน
แต่ถ้าไม่มีทางเลือกให้เรา แม่เค้าจะต้องเข้ามาพร้อมกับเค้าเท่านั้น
เราคงยุติความสัมพันธ์ไว้ก่อน เพราะเราก็มีจุดยืนของเรา เรามั่นใจว่าที่เราขอไม่มากไป
-
บางคนบอกถ้าเจอผู้หญิงแบบเราจะให้ผู้ชายเลิกกันเราซะ / ผู้ชายน่าจะเจอคนที่ไม่ต้องให้เลืกระหว่า่งแม่กันแฟน
เรายืนยันนะ ว่าเราไม่ได้ให้ใครต้องเลือก และไม่ได้อยากเป็นที่1 ในชีวิตแฟน เพราะความรักที่เค้าให้แม่กับให้เราคนละแบบกัน
เราอยากให้เข้าใจใหม่สำหรับคนที่เข้าใจผิด ในประเด็นที่เราอยากจะสื่อ
เราไม่เคยมีปัญหากับแม่แฟน ไม่เคยมี ท่านเป็นคนที่น่าเคารพและนับถือ สำหรับเรา
แต่เราไม่รู้ว่าอนาคตจะมีไหม ยังไม่อยากคิดไปก่อน
แต่เราก็คิดว่าเราถอยเยอะแล้ว ถ้าเค้าไม่มองจุดนี้คงไปต่อยากจริงๆ
Update
เรื่องฮันนีมูน แฟนจะไปคุยกับแม่เค้าให้เข้าใจจุดนี้ ตัวเค้าเองเข้าใจแล้วในระดับนึงค่ะ
ส่วนเรื่องขอเวลา2-3ปีใช้ชีวิตกัน2คน ยังไม่ไม่ค่อยเข้าใจกัน เค้ามองว่าเราก็เข้ากับแม่เค้าได้ดีกับทุกคนได้ดี
ทำไมอยู่ๆจะอยากแยกออกมา ทั้งๆที่ที่เป็นอยู่ก็ดีแล้ว เรื่องนี้ก็ต้องคุยกันต่อไปค่ะ
ขอบคุณทุกคำแนะนำ ที่คอมเม้นท์เข้ามา เราขอบคุณจริงๆ ตรงไหนเราสามารถปรับได้จะนำไปปรับ
มีหลายจุดจากคอมเมนท์ให้เราฉุกคิด ในด้านเราเองไม่ได้มองไป หลายจุดเหมือนกัน