บทนำ
เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่ เกี่ยวกับ ความสูญเสีย ความตาย แต่เกี่ยวข้องกับ เฟรนฟราย 2 ชิ้นยังไง
อยากให้ ผู้อ่านลองเปิดใจ เชื่อว่า หากท่าน อ่านจบ ท่านจะเข้าใจว่า หลังความตายนั้น คนที่ต้องมีชีวิตอยู่ควรทำอะไรที่สำคัญหลังจากนี้
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นจริง ในชีวิตของเรา ที่ผ่านมานานกว่า 5-7 ปี
เราเขียนขึ้นมา เพราะเห็นในเฟสบุ๊ค เห็นน้องๆและเพื่อนๆ หลายๆคนพร่ำเพ้อถึงคนที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมา
จนกลายเป็นคนที่เสพติดความทุกข์ ในวันนี้มีความสุขเฮฮา อีกวันก็เอาความทุกข์จากในอดีตมาย้ำแผลใจตัวเอง พร้อมกับเปิดเพลงเศร้าๆ
เหมือนจะจากลา ไปพร้อมกับคนที่เขาไม่มีทางจะกลับมา จึงเป็นแรงบันดาลให้เราเขียนบทความนี้ บทความนี้ไม่ได้ ดีที่สุด แต่เป็นแนวทาง หนทางหนึ่ง ที่พอจะทำให้เราหลุดพ้นจากสภาวะเช่นนี้ได้บ้าง ^^
"ถ้าเรารู้สาเหตุของความทุกข์ เราจะออกจากความทุกข์ได้เร็วเท่านั้น"
"ถ้าเรา ล้ม แล้วมีบาดแผล สิ่งที่คุณต้องทำคือ ทายา ไม่ใช่ กินเหล้ายาดอง "
ขึ้นชื่อว่ายา แต่คนละคุณสมบัติ
ถ้าพูดถึงเรื่องความตายเนี่ย โดยส่วนตัวแล้ว เคยเจอกับตัวมาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า เคยตายนะ 555
หมายถึง คนที่รักตายจากไป นั่นแหล่ะหนา คนที่เรารักก็คือ พ่อ ของเราเอง คือ มันเหมือนบทเรียนเรานะ ตอนที่พ่อเราตาย เราไม่ทันได้ทำอะไรให้พ่อสบายเลย พาไปเที่ยว พาไปนั่นนี่ ตอนนั้นยังเด็ก และยังไม่มีตังค์ (ซึ่งเป็นความคิดที่...เด็กน้อยที่จนปัญญามาก เรียนอยู่ ปวส.แต่วุฒิภาวะต่ำ) ขอประเมินตัวเองในตอนนั้นเลยจ้า
เข้าเรื่อง ละนะ !
จำได้ว่า ก่อนพ่อตายเนี่ย ตอนเลิกเรียน ก่อนกลับบ้าน แวะไปซื้อเฟรนฟราย ที่มีโปรโมชั่นลด50% กับเพื่อน
แล้วเราก็ห่อกลับมาบ้าน แต่ด้วยความที่ ขี้เหนียวของกินมาก แถมเฟรนฟรายยังอร่อยด้วย เราเดินเข้าบ้าน เจอพ่อนั่งอยู่หน้าทีวี แบบว่าใกล้มาก
ใกล้แบบว่า ห่างแค่ 1 เมตรเอง เราก็ถามและบอกพ่อว่า "ทำไมถึงนั่งใกล้ขนาดนั้น"พ่อก็ตอบแค่ว่า "มองไม่ค่อยเห็น"
เราก็ไม่เอะใจ ยื่นเฟรนฟรายที่ถือมา ให้พ่อ 2 ชิ้น ย้ำนะคะว่า 2 ชิ้น
เราเข้าไปในห้องได้สักพัก ล้มตัวลงนอนบนที่นอน นุ่มๆ เปิดพัดลมสบายๆ ฟังเพลงชิวๆ คือชีวิตตอนนั้นแบบว่า
สโลไลฟ์มากๆ นอนกินเฟรนฟรายอย่างมีความสุขบนเตียง แต่แล้ว!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปังๆๆ พี่ชายเปิดประตู แล้วบอกว่า "พ่อเป็นไรไม่รู้ อยู่ๆก็ชาแขนชาขา ล้มตัวลงแล้ว!!! "
เรารีบลุก วิ่งออกจากห้องไปดู สิ่งที่เห็นคือ !
พ่อนั่งกับพื้น แล้วร้องโวยวายว่า " ชาแขนชาขา ตามองไม่ค่อยเห็นละเนี่ย!! โอ๊ย !" ครวญคราง
พ่อนั่งลง แล้วแขนและมือ เกร็งมากๆ เรานี่แบบรู้เลย "พอมีความรู้อยู่บ้าง" โรคเก่ากำเริบ คือ เส้นเลือดในสมองตีบ หรือไม่ก็อาการ เส้นเลือดต้องเป็นอะไรสักอย่างละ เพราะก่อนหน้านี้ พ่อเคยเข้าโรงพบาบาล ภาวะเส้นเลือดในสมองซึม ...
ในขณะที่พ่อ นั่งพิงผนัง หายใจหืดหอบ พี่ชายก็ เงอะๆงะๆ ทำไรไม่ถูก ไอ่เราก็บอกว่า โทรไปหามูลนิธิดิ ตำรวจดิ กู้ภัยดิ!! เราเอ็ดเสียงใส่พี่
สิ่งที่เห็นคือ พี่ชาย จับโทรศัพท์มือถือ แล้วเดินวนไปวนมา แล้วพูดว่า โทรไหน อะไร อะไร หน้าตาตึงๆ เหมือนสติสตังค์หาย เราเห็นแบบนั้นชักไม่ได้การละตัวเราเองก็ต้องตั้งสติเช่นกัน ...
เรารวบรวมสติแล้ว บอกให้พี่ อยู่ตรงนี้นะ! แล้วเราบอกให้พ่อ ค่อยๆนอนลงๆ เรารีบขี่รถไปหาแม่ แม่อยู่ที่วัด
ถ้าถามว่า ตอนนั้นในใจเรารู้สึกในใจ บอกเลยว่า รู้แล้วล่ะ ว่าพ่อกำลังจะตายแน่ๆ อาการแบบนั้น เส้นเลือดแตกแน่ๆ
ในขณะที่ขี่รถไปหาแม่ เข้าไปในวัด เราจะตะโกนว่า แม่!!! พ่อจะตายแล้ว ก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนที่อยู่ในวัดแตกตื่น
เราเดินไปหาแม่ แล้วพูดเบาๆว่า "แม่ ตอนนี้พ่อ ชาแขนชาขานะ พ่อต้องเส้นเลือดในสมองแตกแน่ๆเลย " เสียงสั่นๆ
คือถึงแม้จะเก็บเสียง แต่ทว่า เก็บสีหน้าไม่อยู่ ไม่ได้ร้องไห้นะ ... พอบอกแม่ แม่ก็คิดอยู่ว่าจะให้ทำยังไง อาการแม่เริ่มจะ กระวนกระวาย เราก็บอกวแม่ว่า ถามคนในวัดรู้จักเบอ กู้ภัยมั้ย ด่วนเลย! จู่ๆมีพี่แถวบ้าน เดินออกมา เค้าคงเห็นสีหน้าเรา และสีหน้าของแม่ เดินออกมาถามเลยว่า "มีอะไรรึเปล่า เกิดอะไรขึ้น" เราก็บอกเบาๆ กับเค้า พี่เค้าก็รีบไปเรียกผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ให้โทรหากู้ภัยมารับพ่อ
แต่ว่า เหมือนสายไปเสียละ ....
ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน พ่อนอนแน่นิ่ง หายใจอยู่ นอนกรนมีเสียง คือ นอนหลับเหมือนกันปกติ มีเสียงกรนด้วย
แม่ถามย้ำ "ก็หลับดีนิ " แม่ปลุกให้พ่อตื่นๆ เขย่าตัว เขย่าแบบแรงมากๆ คนปกติตื่นไปละ แต่นี่ไม่ ... นิ่งสนิท
กู้ภัยมาถึง ก็งง ว่า ลุงหลับหรือเปล่า ? คืออาการเหมือนคนสลบ นอนหลับ นอนกรน อะไรงี้....
แต่เค้าก็เห็นแหล่ะว่า ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ก็เลยพาไปที่โรงพยาบาลสันกำแพง ให้พี่นั่งรถกู้ภัยไปกับพ่อ
แล้วส่วนเรากับแม่จะเตรียมเอกสารของพ่อ ขับมอไซด์ตามไป.... ณ จุดๆนั้น ร้องไห้ไม่ออกจริงๆ
บอกเลยว่า เหตุการณ์มันเร็วมากๆ แต่ด้วยความที่มันคือครั้งแรกในชีวิต ทุกๆอย่าง ยังพอจะจดจำได้ดี เพราะมันวนเวียนอยู่ในสมองมาหลายปีเช่นกัน
ณ เหตุการณ์ที่โรงพยาบาล
พยาบาลเค้า ก็เหมือนจะพูดให้กำลังใจ แต่ก็ออกแนวตัดรอน ฟัง งงๆใช่ป่ะล่ะ
คือหมอเค้ารู้แล้วแหล่ะ ว่าอาการคือเป็นยังไง [เส้นเลือดในสมองแตกอะนะ] เค้าก็พูดเหมือนให้กำลังใจ...แต่ก็พูดให้ทำใจ เราจำไม่ได้ เพราะ เค้าพูดศัพท์ทางแพทย์ด้วย เค้าคงเห็นว่า ตอนที่เรากับแม่เค้าไปหาพ่อที่เตียง เรากับแม่ เขย่าตัวพ่อว่า พ่อตื่น! มาอยู่ทำไมที่นี่ กลับๆๆ หมอพยาบาลคงเห็นใจ คือตอนนั้น รู้แหล่ะว่า ไปแน่ๆ แต่จิตใจมันยังไม่ยอมรับ ในสมองของเราบอกว่า พ่อรู้ว่าเราอยู่ที่นี่ แต่พ่อส่งสารตอบกลับมาไม่ได้ พ่อแค่ขยับร่างกายไม่ได้ ...เดี๋ยวพ่อก็ตื่น...
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รอสักครู่ กำลังจัดข้อความเตรียมลง ค่ะ
ชีวิตเปลี่ยน เพราะ เฟรนฟราย 2 ชิ้น!
เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวที่ เกี่ยวกับ ความสูญเสีย ความตาย แต่เกี่ยวข้องกับ เฟรนฟราย 2 ชิ้นยังไง
อยากให้ ผู้อ่านลองเปิดใจ เชื่อว่า หากท่าน อ่านจบ ท่านจะเข้าใจว่า หลังความตายนั้น คนที่ต้องมีชีวิตอยู่ควรทำอะไรที่สำคัญหลังจากนี้
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เกิดขึ้นจริง ในชีวิตของเรา ที่ผ่านมานานกว่า 5-7 ปี
เราเขียนขึ้นมา เพราะเห็นในเฟสบุ๊ค เห็นน้องๆและเพื่อนๆ หลายๆคนพร่ำเพ้อถึงคนที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมา
จนกลายเป็นคนที่เสพติดความทุกข์ ในวันนี้มีความสุขเฮฮา อีกวันก็เอาความทุกข์จากในอดีตมาย้ำแผลใจตัวเอง พร้อมกับเปิดเพลงเศร้าๆ
เหมือนจะจากลา ไปพร้อมกับคนที่เขาไม่มีทางจะกลับมา จึงเป็นแรงบันดาลให้เราเขียนบทความนี้ บทความนี้ไม่ได้ ดีที่สุด แต่เป็นแนวทาง หนทางหนึ่ง ที่พอจะทำให้เราหลุดพ้นจากสภาวะเช่นนี้ได้บ้าง ^^
"ถ้าเรารู้สาเหตุของความทุกข์ เราจะออกจากความทุกข์ได้เร็วเท่านั้น"
"ถ้าเรา ล้ม แล้วมีบาดแผล สิ่งที่คุณต้องทำคือ ทายา ไม่ใช่ กินเหล้ายาดอง "
ขึ้นชื่อว่ายา แต่คนละคุณสมบัติ
ถ้าพูดถึงเรื่องความตายเนี่ย โดยส่วนตัวแล้ว เคยเจอกับตัวมาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า เคยตายนะ 555
หมายถึง คนที่รักตายจากไป นั่นแหล่ะหนา คนที่เรารักก็คือ พ่อ ของเราเอง คือ มันเหมือนบทเรียนเรานะ ตอนที่พ่อเราตาย เราไม่ทันได้ทำอะไรให้พ่อสบายเลย พาไปเที่ยว พาไปนั่นนี่ ตอนนั้นยังเด็ก และยังไม่มีตังค์ (ซึ่งเป็นความคิดที่...เด็กน้อยที่จนปัญญามาก เรียนอยู่ ปวส.แต่วุฒิภาวะต่ำ) ขอประเมินตัวเองในตอนนั้นเลยจ้า
เข้าเรื่อง ละนะ !
จำได้ว่า ก่อนพ่อตายเนี่ย ตอนเลิกเรียน ก่อนกลับบ้าน แวะไปซื้อเฟรนฟราย ที่มีโปรโมชั่นลด50% กับเพื่อน
แล้วเราก็ห่อกลับมาบ้าน แต่ด้วยความที่ ขี้เหนียวของกินมาก แถมเฟรนฟรายยังอร่อยด้วย เราเดินเข้าบ้าน เจอพ่อนั่งอยู่หน้าทีวี แบบว่าใกล้มาก
ใกล้แบบว่า ห่างแค่ 1 เมตรเอง เราก็ถามและบอกพ่อว่า "ทำไมถึงนั่งใกล้ขนาดนั้น"พ่อก็ตอบแค่ว่า "มองไม่ค่อยเห็น"
เราก็ไม่เอะใจ ยื่นเฟรนฟรายที่ถือมา ให้พ่อ 2 ชิ้น ย้ำนะคะว่า 2 ชิ้น
เราเข้าไปในห้องได้สักพัก ล้มตัวลงนอนบนที่นอน นุ่มๆ เปิดพัดลมสบายๆ ฟังเพลงชิวๆ คือชีวิตตอนนั้นแบบว่า
สโลไลฟ์มากๆ นอนกินเฟรนฟรายอย่างมีความสุขบนเตียง แต่แล้ว!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปังๆๆ พี่ชายเปิดประตู แล้วบอกว่า "พ่อเป็นไรไม่รู้ อยู่ๆก็ชาแขนชาขา ล้มตัวลงแล้ว!!! "
เรารีบลุก วิ่งออกจากห้องไปดู สิ่งที่เห็นคือ !
พ่อนั่งกับพื้น แล้วร้องโวยวายว่า " ชาแขนชาขา ตามองไม่ค่อยเห็นละเนี่ย!! โอ๊ย !" ครวญคราง
พ่อนั่งลง แล้วแขนและมือ เกร็งมากๆ เรานี่แบบรู้เลย "พอมีความรู้อยู่บ้าง" โรคเก่ากำเริบ คือ เส้นเลือดในสมองตีบ หรือไม่ก็อาการ เส้นเลือดต้องเป็นอะไรสักอย่างละ เพราะก่อนหน้านี้ พ่อเคยเข้าโรงพบาบาล ภาวะเส้นเลือดในสมองซึม ...
ในขณะที่พ่อ นั่งพิงผนัง หายใจหืดหอบ พี่ชายก็ เงอะๆงะๆ ทำไรไม่ถูก ไอ่เราก็บอกว่า โทรไปหามูลนิธิดิ ตำรวจดิ กู้ภัยดิ!! เราเอ็ดเสียงใส่พี่
สิ่งที่เห็นคือ พี่ชาย จับโทรศัพท์มือถือ แล้วเดินวนไปวนมา แล้วพูดว่า โทรไหน อะไร อะไร หน้าตาตึงๆ เหมือนสติสตังค์หาย เราเห็นแบบนั้นชักไม่ได้การละตัวเราเองก็ต้องตั้งสติเช่นกัน ...
เรารวบรวมสติแล้ว บอกให้พี่ อยู่ตรงนี้นะ! แล้วเราบอกให้พ่อ ค่อยๆนอนลงๆ เรารีบขี่รถไปหาแม่ แม่อยู่ที่วัด
ถ้าถามว่า ตอนนั้นในใจเรารู้สึกในใจ บอกเลยว่า รู้แล้วล่ะ ว่าพ่อกำลังจะตายแน่ๆ อาการแบบนั้น เส้นเลือดแตกแน่ๆ
ในขณะที่ขี่รถไปหาแม่ เข้าไปในวัด เราจะตะโกนว่า แม่!!! พ่อจะตายแล้ว ก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนที่อยู่ในวัดแตกตื่น
เราเดินไปหาแม่ แล้วพูดเบาๆว่า "แม่ ตอนนี้พ่อ ชาแขนชาขานะ พ่อต้องเส้นเลือดในสมองแตกแน่ๆเลย " เสียงสั่นๆ
คือถึงแม้จะเก็บเสียง แต่ทว่า เก็บสีหน้าไม่อยู่ ไม่ได้ร้องไห้นะ ... พอบอกแม่ แม่ก็คิดอยู่ว่าจะให้ทำยังไง อาการแม่เริ่มจะ กระวนกระวาย เราก็บอกวแม่ว่า ถามคนในวัดรู้จักเบอ กู้ภัยมั้ย ด่วนเลย! จู่ๆมีพี่แถวบ้าน เดินออกมา เค้าคงเห็นสีหน้าเรา และสีหน้าของแม่ เดินออกมาถามเลยว่า "มีอะไรรึเปล่า เกิดอะไรขึ้น" เราก็บอกเบาๆ กับเค้า พี่เค้าก็รีบไปเรียกผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ให้โทรหากู้ภัยมารับพ่อ
แต่ว่า เหมือนสายไปเสียละ ....
ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน พ่อนอนแน่นิ่ง หายใจอยู่ นอนกรนมีเสียง คือ นอนหลับเหมือนกันปกติ มีเสียงกรนด้วย
แม่ถามย้ำ "ก็หลับดีนิ " แม่ปลุกให้พ่อตื่นๆ เขย่าตัว เขย่าแบบแรงมากๆ คนปกติตื่นไปละ แต่นี่ไม่ ... นิ่งสนิท
กู้ภัยมาถึง ก็งง ว่า ลุงหลับหรือเปล่า ? คืออาการเหมือนคนสลบ นอนหลับ นอนกรน อะไรงี้....
แต่เค้าก็เห็นแหล่ะว่า ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ก็เลยพาไปที่โรงพยาบาลสันกำแพง ให้พี่นั่งรถกู้ภัยไปกับพ่อ
แล้วส่วนเรากับแม่จะเตรียมเอกสารของพ่อ ขับมอไซด์ตามไป.... ณ จุดๆนั้น ร้องไห้ไม่ออกจริงๆ
บอกเลยว่า เหตุการณ์มันเร็วมากๆ แต่ด้วยความที่มันคือครั้งแรกในชีวิต ทุกๆอย่าง ยังพอจะจดจำได้ดี เพราะมันวนเวียนอยู่ในสมองมาหลายปีเช่นกัน
ณ เหตุการณ์ที่โรงพยาบาล
พยาบาลเค้า ก็เหมือนจะพูดให้กำลังใจ แต่ก็ออกแนวตัดรอน ฟัง งงๆใช่ป่ะล่ะ
คือหมอเค้ารู้แล้วแหล่ะ ว่าอาการคือเป็นยังไง [เส้นเลือดในสมองแตกอะนะ] เค้าก็พูดเหมือนให้กำลังใจ...แต่ก็พูดให้ทำใจ เราจำไม่ได้ เพราะ เค้าพูดศัพท์ทางแพทย์ด้วย เค้าคงเห็นว่า ตอนที่เรากับแม่เค้าไปหาพ่อที่เตียง เรากับแม่ เขย่าตัวพ่อว่า พ่อตื่น! มาอยู่ทำไมที่นี่ กลับๆๆ หมอพยาบาลคงเห็นใจ คือตอนนั้น รู้แหล่ะว่า ไปแน่ๆ แต่จิตใจมันยังไม่ยอมรับ ในสมองของเราบอกว่า พ่อรู้ว่าเราอยู่ที่นี่ แต่พ่อส่งสารตอบกลับมาไม่ได้ พ่อแค่ขยับร่างกายไม่ได้ ...เดี๋ยวพ่อก็ตื่น...
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
รอสักครู่ กำลังจัดข้อความเตรียมลง ค่ะ