หลานเราอยู่ ป4 ค่ะ เปิดเทอมมา ก็มีงานกลุ่มทดลองทางวิทยาศาสตร์ ให้ถ่ายคลิปทดลองทางวิทย์ร่วมกับเพื่อนๆ ส่งครู
และได้ข่าวว่า ครูประจำชั้นแจ้งมา อยากให้ นร. ทุกคนลงเรียนพิเศษในวันเสาร์ด้วย (ไม่ได้บังคับนะคะ แต่ก็เหมือนบังคับน่ะค่ะ)
เพื่อประโยชน์ในการสอบเข้าเรียนต่อ ม.1 ก่อนหน้านี้ช่วงปิดเทอมก็ขอความกรุณาให้เด็กเข้าเรียนพิเศษเพื่อปรับพื้นฐานแบบนี้เหมือนกัน
ซึ่งเราเองก็เป็นครู(มัธยม) เราก็เข้าใจ
เพียงแต่มันจะดีกว่าไหมถ้าให้ ส-อ เด็กๆ ได้พักผ่อนกันจริงๆ แบบปลอดโปร่งสบายๆ
แทนที่งานกลุ่ม จะให้เตรียมของไปทดลองร่วมกันที่โรงเรียน หรือให้เด็กทดลองถ่ายคลิปร่วมกับครอบครัวก็ได้
ส่วนเรียนพิเศษนี่ รร.รัฐบาลใหญ่ๆ เดี๋ยวนี้ก็จัดเรียนพิเศษกันทั่วหน้ายังกับเอกชน ไม่บังคับก็เหมือนบังคับ
แล้วจะว่าดีก็ดี แต่คิดอีกที ไม่รู้ว่ากระบวนการจัดการศึกษาแบบนี้มันมาถูกทางไหม
เพราะถึงเราจะเป็นครู แต่เราว่าเด็กต้องการเวลาว่างเพื่ออยู่กับตัวเองและครอบครัวไม่น้อยกว่าการเรียนเลยนะคะ
อาทิตย์หนึ่งเด็กก็มา รร. 5 วันแล้ว ยังไม่นับเรียนพิเศษ ซ้อมแข่ง เดินขบวนนู่นนี่ บางคนกลับมึดกลับค่ำ จนเหลือเวลาส่วนตัวน้อยมาก
นี่ไม่ได้จะดราม่าเลย
แต่เคยดูคลิปเด็กอนุบาลขับแบคโฮช่วยคุณตาทำงาน เราว่ามันเจ๋งดีนะ+
เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่ครอบครัวใช้ประกอบอาชีพจริงๆ เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกช่วยเหลือภาระในครอบครัวด้วย
ซึ่งในฐานะครูอย่างเรา ไม่สามารถสอนสิ่งเหล่านี้ให้กับเด็กได้ดีเท่าครอบครัวของเขาแน่ๆ
ถึงแม้ว่าเรื่องสอน ดูเหมือนจะเป็นหน้าที่ของครู
แต่ถามว่าเด็ก 100 คน เข้าถึงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองหลังเรียนจบสักเท่าไร เผลอๆ ยิ่งปิดกั้นโอกาสที่จะรู้จักตัวเองซะด้วยซ้ำ
ต่อให้สุดท้าย เด็กทุกคนจะได้เป็นผู้สำเร็จการศึกษา ดูแล้วจะพ้นการเป็นภาระสังคม
แต่ใครจะรับประกันความสำเร็จในชีวิตให้กับใครได้ เรียนสูง ก็อาจทำผิดกฎหมาย ฆ่าตัวตาย เป็นบ้า หรือคลอดลูกทิ้งตามป่าหญ้าได้เหมือนกัน
หรือบางคนก็อาจจะค้นพบตัวเองช้าจนน่าเสียดาย เช่น เพิ่งมารู้ตัวว่ารักในการทำอาหารหลังนั่งทำงานออฟฟิสจนกระดูกทับเส้นมาเป็น10 ปี
หรือบางคนอาจพบว่าตัวเองชอบการเกษตร ชอบชีวิตบ้านสวนบ้านไร่ แต่ที่เรียนมาก่อนหน้านี้เกือบครึ่งชีวิตกลับไม่ส่งเสริมสิ่งที่อยากทำเลย
เพราะมันไปคนละทิศละทางกันตั้งแต่ต้นแล้ว
นี่แหละค่ะ ก็เลยคิดว่า เด็กๆ นักเรียนนักศึกษา ต้องการเวลาที่เป็นของตัวเองจริงๆ เพื่อค้นหาความชอบความสนใจ
หรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพในอนาคตสำหรับตัวเองได้โดยไม่ต้องรอปี 4 ด้วยซ้ำ ช่วยทางบ้านก็ได้ ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ก็ดี
ไม่ใช่แบบลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ เพราะยังไงก็เรียนตามที่โรงเรียนกำหนด ทั้งที่ชีวิตก็ควรมีอิสระในการเรียนรู้มากกว่านี้
ยิ่งพอนึกถึงเรื่องที่แชร์กันในเฟส โทมัส เอดิสัน เรียนหนังสือกับแม่จนกลายเป็นสุดยอดนักประดิษฐ์ เราเห็นด้วยมากๆ เลยค่ะ
เพราะการเรียนที่โรงเรียนก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้านักเรียนได้มีโอกาสและมีเวลาเติมเต็มชีวิตตัวเองมากกว่านี้ ก็คงค้นพบความแตกต่างของตัวเอง
ได้กลายเป็นคนพิเศษในแบบของตัวเอง
สรุปคือ ไม่ใช่จะว่าการทำงานของครูนะคะ (ไม่กล้าคิดว่าด้วยซ้ำ เพราะเราก็ครูหน้าใหม่ประสบการณ์น้อย)
เพียงแค่รู้สึกว่าเด็กสมัยนี้ใช้เวลากับการเรียน การทำกิจกรรมทางโรงเรียนเยอะ
"เยอะ" เหมือนที่เคยฟังมาก่อนหน้าจะเป็นครูจริงๆ
โดยเฉพาะประถม วันเวลาว่างในชีวิตมีน้อยกันเต็มที ครูเองก็เช่นกัน เป็นอาชีพที่เหนื่อยอยู่นะคะ ใครบอกสบาย
ก็มีเท่านี่ล่ะค่ะ ออกจะดูบ่นๆ พึมพัมไปนิดนะคะ
ดึกแล้วเพ้อเรื่อย
เด็กประถมเดี๋ยวนี้มีงานกลุ่มต้องนัดกันไปทำ ส-อ และอื่นๆ อีกมากมาย
และได้ข่าวว่า ครูประจำชั้นแจ้งมา อยากให้ นร. ทุกคนลงเรียนพิเศษในวันเสาร์ด้วย (ไม่ได้บังคับนะคะ แต่ก็เหมือนบังคับน่ะค่ะ)
เพื่อประโยชน์ในการสอบเข้าเรียนต่อ ม.1 ก่อนหน้านี้ช่วงปิดเทอมก็ขอความกรุณาให้เด็กเข้าเรียนพิเศษเพื่อปรับพื้นฐานแบบนี้เหมือนกัน
ซึ่งเราเองก็เป็นครู(มัธยม) เราก็เข้าใจ
เพียงแต่มันจะดีกว่าไหมถ้าให้ ส-อ เด็กๆ ได้พักผ่อนกันจริงๆ แบบปลอดโปร่งสบายๆ
แทนที่งานกลุ่ม จะให้เตรียมของไปทดลองร่วมกันที่โรงเรียน หรือให้เด็กทดลองถ่ายคลิปร่วมกับครอบครัวก็ได้
ส่วนเรียนพิเศษนี่ รร.รัฐบาลใหญ่ๆ เดี๋ยวนี้ก็จัดเรียนพิเศษกันทั่วหน้ายังกับเอกชน ไม่บังคับก็เหมือนบังคับ
แล้วจะว่าดีก็ดี แต่คิดอีกที ไม่รู้ว่ากระบวนการจัดการศึกษาแบบนี้มันมาถูกทางไหม
เพราะถึงเราจะเป็นครู แต่เราว่าเด็กต้องการเวลาว่างเพื่ออยู่กับตัวเองและครอบครัวไม่น้อยกว่าการเรียนเลยนะคะ
อาทิตย์หนึ่งเด็กก็มา รร. 5 วันแล้ว ยังไม่นับเรียนพิเศษ ซ้อมแข่ง เดินขบวนนู่นนี่ บางคนกลับมึดกลับค่ำ จนเหลือเวลาส่วนตัวน้อยมาก
นี่ไม่ได้จะดราม่าเลย
แต่เคยดูคลิปเด็กอนุบาลขับแบคโฮช่วยคุณตาทำงาน เราว่ามันเจ๋งดีนะ+
เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่ครอบครัวใช้ประกอบอาชีพจริงๆ เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกช่วยเหลือภาระในครอบครัวด้วย
ซึ่งในฐานะครูอย่างเรา ไม่สามารถสอนสิ่งเหล่านี้ให้กับเด็กได้ดีเท่าครอบครัวของเขาแน่ๆ
ถึงแม้ว่าเรื่องสอน ดูเหมือนจะเป็นหน้าที่ของครู
แต่ถามว่าเด็ก 100 คน เข้าถึงศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองหลังเรียนจบสักเท่าไร เผลอๆ ยิ่งปิดกั้นโอกาสที่จะรู้จักตัวเองซะด้วยซ้ำ
ต่อให้สุดท้าย เด็กทุกคนจะได้เป็นผู้สำเร็จการศึกษา ดูแล้วจะพ้นการเป็นภาระสังคม
แต่ใครจะรับประกันความสำเร็จในชีวิตให้กับใครได้ เรียนสูง ก็อาจทำผิดกฎหมาย ฆ่าตัวตาย เป็นบ้า หรือคลอดลูกทิ้งตามป่าหญ้าได้เหมือนกัน
หรือบางคนก็อาจจะค้นพบตัวเองช้าจนน่าเสียดาย เช่น เพิ่งมารู้ตัวว่ารักในการทำอาหารหลังนั่งทำงานออฟฟิสจนกระดูกทับเส้นมาเป็น10 ปี
หรือบางคนอาจพบว่าตัวเองชอบการเกษตร ชอบชีวิตบ้านสวนบ้านไร่ แต่ที่เรียนมาก่อนหน้านี้เกือบครึ่งชีวิตกลับไม่ส่งเสริมสิ่งที่อยากทำเลย
เพราะมันไปคนละทิศละทางกันตั้งแต่ต้นแล้ว
นี่แหละค่ะ ก็เลยคิดว่า เด็กๆ นักเรียนนักศึกษา ต้องการเวลาที่เป็นของตัวเองจริงๆ เพื่อค้นหาความชอบความสนใจ
หรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพในอนาคตสำหรับตัวเองได้โดยไม่ต้องรอปี 4 ด้วยซ้ำ ช่วยทางบ้านก็ได้ ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ก็ดี
ไม่ใช่แบบลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ เพราะยังไงก็เรียนตามที่โรงเรียนกำหนด ทั้งที่ชีวิตก็ควรมีอิสระในการเรียนรู้มากกว่านี้
ยิ่งพอนึกถึงเรื่องที่แชร์กันในเฟส โทมัส เอดิสัน เรียนหนังสือกับแม่จนกลายเป็นสุดยอดนักประดิษฐ์ เราเห็นด้วยมากๆ เลยค่ะ
เพราะการเรียนที่โรงเรียนก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้านักเรียนได้มีโอกาสและมีเวลาเติมเต็มชีวิตตัวเองมากกว่านี้ ก็คงค้นพบความแตกต่างของตัวเอง
ได้กลายเป็นคนพิเศษในแบบของตัวเอง
สรุปคือ ไม่ใช่จะว่าการทำงานของครูนะคะ (ไม่กล้าคิดว่าด้วยซ้ำ เพราะเราก็ครูหน้าใหม่ประสบการณ์น้อย)
เพียงแค่รู้สึกว่าเด็กสมัยนี้ใช้เวลากับการเรียน การทำกิจกรรมทางโรงเรียนเยอะ "เยอะ" เหมือนที่เคยฟังมาก่อนหน้าจะเป็นครูจริงๆ
โดยเฉพาะประถม วันเวลาว่างในชีวิตมีน้อยกันเต็มที ครูเองก็เช่นกัน เป็นอาชีพที่เหนื่อยอยู่นะคะ ใครบอกสบาย
ก็มีเท่านี่ล่ะค่ะ ออกจะดูบ่นๆ พึมพัมไปนิดนะคะ
ดึกแล้วเพ้อเรื่อย