ตัดสินใจอยู่นานครับว่าจะตั้งกระทู้นี้ดีไหม 55+ เพราะต้องหาข้อมูล+ รูปภาพเยอะอยู่ แต่สุดท้ายก็คิดว่าน่าจะลองดู ก่อนที่นัดชิงชนะเลิศUCL2018 จะเริ่มขึ้น ซึ่งปีนี้ถือว่าทีมเรามาไกลมากเหลือเกินครับ มาเริ่มย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่และเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วยกันครับ
แชมป์ครั้งแรก
European Cup Final 1977
สนาม Stadio Olimpico, Rome ITALY
LIVERPOOL 3 – 1 BORUSSIA MOENCHENGLADBACH

ถ้วยบิ๊กเอียร์ใบแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
ความจริงก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ(ยูโรป้า ลีคปัจจุบัน) มาได้ก่อนแล้ว 2 ครั้งคือในปี1972/73 และปี1975/76 ซึ่งทั้งสองครั้งเป็นการแข่งนัดชิงแบบเหย้า-เยือนแล้วนำผลสองนัดมารวมกัน
ยูโรเปี้ยนคัพในอดีต นำเอาแชมป์ฟุตบอล ลีคของแต่ละประเทศมาแข่งกันเท่านั้น จึงเป็นถ้วยทีมี่ความศักดิ์สิทธิ์และมีเกียรติอย่างสูงสุดสำหรับสโมสรฟุตบอลอาชีพในยุโรป
ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย หงส์แดงสามารถเอาชนะเซ็นท์ เอเตียงจากฝรั่งเศส 3-2 ส่วนในรอบรองชนะเลิศ ก็เอาชนะเอฟซี ซูริค จากสวิส 6-1 เข้าไปชิงกับยอดทีมจากเยอรมันในตอนนั้น โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัช

4 วันก่อนหน้าที่จะแข่งนัดชิงชนะเลิศ ลิเวอร์พูลเพิ่งเข้าชิงถ้วยFA CUP กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่เป็นฝ่ายที่แพ้ไปด้วยสกอร์ 2-1
กลัดบัช ในตอนนั้นเป็นทีมที่มีนักเตะชั้นยอดอยู่ในทีมหลายคนทั้ง ไรเนอร์ บอนฮอฟ, อูลี่ สติลิเก้, จุ๊ปป์ ไฮเกสส์ และ แบร์ตี โฟล์ก ล้วนเป็นนักเตะชั้นยอดของเยอรมันทั้งสิ้น แล้วยังมี อลัน ซิโมนเซ่น นักเตะร่างเล็กชาวเดนมาร์ค ที่มีความเร็วจัดอีกด้วย แต่หงส์แดงก็โชว์ฟอร์มแกร่งเอาชนะได้ เทอร์รี่ แมคเดอร์ม๊อตต์, ทอมมี่ สมิท และฟิล นีล ช่วยกันยิงคนละประตูให้หงส์แดงนำถ้วยใบโตกลับสู่เมืองลิเวอร์พูลได้เป็นครั้งแรก

..ก่อนที่ในฤดูกาลถัดมา ลิเวอร์พูลก็สามารถป้องกันแชมป์ได้อีกครั้งในการชิงแชมป์ที่ประเทศอังกฤษของตัวเอง
แชมป์ครั้งที่ 2
European Cup Final 1978
สนาม Wembley, London ENGLAND
LIVERPOOL 1 – 0 CLUB BRUGGE


คู่ชิงถ้วยยูฟ่าคัพปี1975/76 กลับมาเจอกันอีกครั้ง ครั้งนั้นเป็นลิเวอร์พูลที่ชนะ4-3 จากการเตะแบบเหย้าเยือน แต่ครั้งนี้เป็นการเตะแบบนัดเดียว โดยมีถ้วยยูโรเปี้ยนคัพ เป็นเดิมพัน

ในรอบแปดทีม หงส์แดงเอาชนะยอดทีมจากโปรตุเกส เบนฟิก้าด้วยสกอร์รวม 6-2 ก่อนที่จะมาย้ำแค้นให้กับโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัช อีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ ด้วยการชนะไปอีก 4-2 ตบเท้าเข้าเวมบลีย์อย่างสวยงาม ในขณะที่คลับ บรูกก์ ก็ฝ่าด่านแอตเลติโก แมดริดในรอบ8ทีม แล้วมาเจอยักษ์ใหญ่ยูเวนตุส นัดแรกที่อิตาลี คลับ บรูกก์แพ้ไป1-0 แต่ก็กลับมาแก้ตัวได้ในบ้านตัวเองด้วยสกอร์1-0 เหมือนกัน ทำให้ต้องมีการต่อเวลา เรเน่ ฟาน เดอเรเค่น เป็นคนยิงประตูสุดสำคัญในนาทีที่ 116 ส่งให้คลับ บรูกก์ ผ่านเข้ามาเจอกับลิเวอร์พูลในรอบชิง เป็นทีมจากเบลเยี่ยมทีมแรกที่สามารถมาถึงรอบชิงยูโรเปี้ยนคัพได้

เกมจบลงด้วยชัยชนะของหงส์แดง จากการทำประตูของคิง เคนนี่ ในนาที่ที่64 ลิเวอร์พูลเกือบโดนตีเสมอ เมือ อลัน แฮนเซ่น ส่งบอลคืนหลังพลาด ถูกยาน ซอเรนเซ่นฉกบอลเข้าไปยิง แต่เรย์คลีเมนซ์บล็อคลูกยิงไว้ และฟิล ธอมป์สันก็เคลีย์ออกจากเส้นประตูได้หวุดหวิด ..ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมแรกจากเกาะอังกฤษ ที่สามารถป้องกันแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ไว้ได้ เป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ของสโมสร

ยุคนี้คือยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของฟุตบอลอังกฤษ หลังจากที่หงส์แดงคว้าแชมป์ในปี1977 และ1978 แล้ว ปี1979และ1980 ก็เป็นน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทีคว้าถ้วยใบโตได้2ปีติดเช่นกัน ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปีถัดมา..
แชมป์ครั้งที่ 3 เป็นทีมแรกของอังกฤษที่ทำได้
European Cup Final 1981
สนาม Parc des Princes, Paris FRANCE
LIVERPOOL 1 – 0 REAL MADRID


การคว้าแชมป์ครั้งที่สาม เกิดขึ้นบนแผ่นดินประเทศฝรั่งเศส กับหนึ่งในสุดยอดทีมตลอดกาลของยุโรป รีล มาดริด
ในอดีต การแข่งยูโรเปียนคัพใช้การแข่งแบบเหย้าเยือน แต่ละทีมจะแข่งรอบ1 รอบ2 รอบ8ทีม รอบรองฯ รอบชิง รวมทั้งหมดแค่9แมทช์เท่านั้น ในปีนี้รอบแรกลิเวอร์พูลชนะโอลูน โพโลซุเอซ่า จากฟินแลนด์ 11-2 รอบที่2 เจออาเบอร์ดีนที่ตอนนั้นคุมทีมโดยเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และชนะสกอร์รวม 5-0 เข้ามาเจอกับซีเอสเคเอ โซเฟีย ในรอบ8ทีม ขนะไปด้วยประตูรวม 6-1 ก่อนมาเจอยักษ์ใหญ่จากเยอรมัน บาเยิร์น มิวนิค นัดแรกที่แอนฟิลด์จบด้วยไม่มีใครทำประตูได้ เสมอกันไป0-0 นัดสองที่เยอรมัน หงส์แดงเจอสถานการณ์ลำบาก เมือคิง เคนนี่ ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ต้นเกม แต่เป็นเรย์ เคเนดี้ ที่ยิงให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำไปก่อน1-0 ได้เปรียบอเวย์ โกล ทันที แล้วก็เป็นคิง คัลเล่ คาลล์ ไฮนซ์ รุมมานิกเก้ ตามยิงตีเสมอให้เสือใต้เป็น 1-1 แต่บาเยิร์นก็ไม่สามารถบวกประตูเพิ่มได้ จบเกมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยกฏอเวย์โกล นำทัพเดินผ่านประตูชัยเพื่อไปทำสงครามเจ้ายุโรปกับราชันย์ชุดขาว รีล มาดริด ที่ชนะ อินเตอร์ มิลาน ในรอบรองด้วยประตูรวม 2-1
ก่อนแข่ง ลิเวอร์พูลสภาพทีมไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เคนนี่ ดัลกริชที่ถูกเปลี่ยนตัวออกในแมทช์เจอบาเยิร์น ไม่ได้ร่วมซ้อมกับทีมสองอาทิตย์ อลัน เคเนดี้ที่นั่งอยู่ข้างสนามมาหกสัปดาห์จากที่กระดูกข้อมือหัก
ระหว่างการแข่งขัน ทั้งสองทีมต่างก็มีโอกาส แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ จนมาถึงนาทีที่81 ลิเวอร์พูลได้ทุ่มบอลในแดนของแมดริด เรย์ เคเนดี้เห็นอลัน เคเนดี้วิ่งขึ้นมาจากด้านซ้าย จึงทุ่มบอลให้ อลันลากบอลผ่านราฟาเอล คอร์เตส เข้ากรอบเขตโทษ แล้วตัดสินใจยิง บอลเข้าประตู ส่งผลให้หงส์แดงขึ้นนำทันที 1-0 เหลือเวลาไม่ถึง10นาทีสุดท้าย และเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดจากกรรมการคารอลี่ ปาโลเต จากฮังการี ลิเวอร์พูลก็สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพได้3สมัยเป็นทีมแรกของเกาะอังกฤษ และบ็อบ เพสลีย์ก็กลายเป็นผจก.ทีมคนแรกที่สามารถนำทีมคว้าแชมป์บิ๊กเอียร์ได้3ครั้ง
โหมโรงUCL 2018 บันทึก 5แชมป์กับ 2รองแชมป์ ของลิเวอร์พูล
แชมป์ครั้งแรก
European Cup Final 1977
สนาม Stadio Olimpico, Rome ITALY
LIVERPOOL 3 – 1 BORUSSIA MOENCHENGLADBACH
ถ้วยบิ๊กเอียร์ใบแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร
ความจริงก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูลสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ(ยูโรป้า ลีคปัจจุบัน) มาได้ก่อนแล้ว 2 ครั้งคือในปี1972/73 และปี1975/76 ซึ่งทั้งสองครั้งเป็นการแข่งนัดชิงแบบเหย้า-เยือนแล้วนำผลสองนัดมารวมกัน
ยูโรเปี้ยนคัพในอดีต นำเอาแชมป์ฟุตบอล ลีคของแต่ละประเทศมาแข่งกันเท่านั้น จึงเป็นถ้วยทีมี่ความศักดิ์สิทธิ์และมีเกียรติอย่างสูงสุดสำหรับสโมสรฟุตบอลอาชีพในยุโรป
ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย หงส์แดงสามารถเอาชนะเซ็นท์ เอเตียงจากฝรั่งเศส 3-2 ส่วนในรอบรองชนะเลิศ ก็เอาชนะเอฟซี ซูริค จากสวิส 6-1 เข้าไปชิงกับยอดทีมจากเยอรมันในตอนนั้น โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัช
4 วันก่อนหน้าที่จะแข่งนัดชิงชนะเลิศ ลิเวอร์พูลเพิ่งเข้าชิงถ้วยFA CUP กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่เป็นฝ่ายที่แพ้ไปด้วยสกอร์ 2-1
กลัดบัช ในตอนนั้นเป็นทีมที่มีนักเตะชั้นยอดอยู่ในทีมหลายคนทั้ง ไรเนอร์ บอนฮอฟ, อูลี่ สติลิเก้, จุ๊ปป์ ไฮเกสส์ และ แบร์ตี โฟล์ก ล้วนเป็นนักเตะชั้นยอดของเยอรมันทั้งสิ้น แล้วยังมี อลัน ซิโมนเซ่น นักเตะร่างเล็กชาวเดนมาร์ค ที่มีความเร็วจัดอีกด้วย แต่หงส์แดงก็โชว์ฟอร์มแกร่งเอาชนะได้ เทอร์รี่ แมคเดอร์ม๊อตต์, ทอมมี่ สมิท และฟิล นีล ช่วยกันยิงคนละประตูให้หงส์แดงนำถ้วยใบโตกลับสู่เมืองลิเวอร์พูลได้เป็นครั้งแรก
..ก่อนที่ในฤดูกาลถัดมา ลิเวอร์พูลก็สามารถป้องกันแชมป์ได้อีกครั้งในการชิงแชมป์ที่ประเทศอังกฤษของตัวเอง
แชมป์ครั้งที่ 2
European Cup Final 1978
สนาม Wembley, London ENGLAND
LIVERPOOL 1 – 0 CLUB BRUGGE
คู่ชิงถ้วยยูฟ่าคัพปี1975/76 กลับมาเจอกันอีกครั้ง ครั้งนั้นเป็นลิเวอร์พูลที่ชนะ4-3 จากการเตะแบบเหย้าเยือน แต่ครั้งนี้เป็นการเตะแบบนัดเดียว โดยมีถ้วยยูโรเปี้ยนคัพ เป็นเดิมพัน
ในรอบแปดทีม หงส์แดงเอาชนะยอดทีมจากโปรตุเกส เบนฟิก้าด้วยสกอร์รวม 6-2 ก่อนที่จะมาย้ำแค้นให้กับโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัช อีกครั้งในรอบรองชนะเลิศ ด้วยการชนะไปอีก 4-2 ตบเท้าเข้าเวมบลีย์อย่างสวยงาม ในขณะที่คลับ บรูกก์ ก็ฝ่าด่านแอตเลติโก แมดริดในรอบ8ทีม แล้วมาเจอยักษ์ใหญ่ยูเวนตุส นัดแรกที่อิตาลี คลับ บรูกก์แพ้ไป1-0 แต่ก็กลับมาแก้ตัวได้ในบ้านตัวเองด้วยสกอร์1-0 เหมือนกัน ทำให้ต้องมีการต่อเวลา เรเน่ ฟาน เดอเรเค่น เป็นคนยิงประตูสุดสำคัญในนาทีที่ 116 ส่งให้คลับ บรูกก์ ผ่านเข้ามาเจอกับลิเวอร์พูลในรอบชิง เป็นทีมจากเบลเยี่ยมทีมแรกที่สามารถมาถึงรอบชิงยูโรเปี้ยนคัพได้
เกมจบลงด้วยชัยชนะของหงส์แดง จากการทำประตูของคิง เคนนี่ ในนาที่ที่64 ลิเวอร์พูลเกือบโดนตีเสมอ เมือ อลัน แฮนเซ่น ส่งบอลคืนหลังพลาด ถูกยาน ซอเรนเซ่นฉกบอลเข้าไปยิง แต่เรย์คลีเมนซ์บล็อคลูกยิงไว้ และฟิล ธอมป์สันก็เคลีย์ออกจากเส้นประตูได้หวุดหวิด ..ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมแรกจากเกาะอังกฤษ ที่สามารถป้องกันแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ไว้ได้ เป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ของสโมสร
ยุคนี้คือยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของฟุตบอลอังกฤษ หลังจากที่หงส์แดงคว้าแชมป์ในปี1977 และ1978 แล้ว ปี1979และ1980 ก็เป็นน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ทีคว้าถ้วยใบโตได้2ปีติดเช่นกัน ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปีถัดมา..
แชมป์ครั้งที่ 3 เป็นทีมแรกของอังกฤษที่ทำได้
European Cup Final 1981
สนาม Parc des Princes, Paris FRANCE
LIVERPOOL 1 – 0 REAL MADRID
การคว้าแชมป์ครั้งที่สาม เกิดขึ้นบนแผ่นดินประเทศฝรั่งเศส กับหนึ่งในสุดยอดทีมตลอดกาลของยุโรป รีล มาดริด
ในอดีต การแข่งยูโรเปียนคัพใช้การแข่งแบบเหย้าเยือน แต่ละทีมจะแข่งรอบ1 รอบ2 รอบ8ทีม รอบรองฯ รอบชิง รวมทั้งหมดแค่9แมทช์เท่านั้น ในปีนี้รอบแรกลิเวอร์พูลชนะโอลูน โพโลซุเอซ่า จากฟินแลนด์ 11-2 รอบที่2 เจออาเบอร์ดีนที่ตอนนั้นคุมทีมโดยเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และชนะสกอร์รวม 5-0 เข้ามาเจอกับซีเอสเคเอ โซเฟีย ในรอบ8ทีม ขนะไปด้วยประตูรวม 6-1 ก่อนมาเจอยักษ์ใหญ่จากเยอรมัน บาเยิร์น มิวนิค นัดแรกที่แอนฟิลด์จบด้วยไม่มีใครทำประตูได้ เสมอกันไป0-0 นัดสองที่เยอรมัน หงส์แดงเจอสถานการณ์ลำบาก เมือคิง เคนนี่ ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ต้นเกม แต่เป็นเรย์ เคเนดี้ ที่ยิงให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำไปก่อน1-0 ได้เปรียบอเวย์ โกล ทันที แล้วก็เป็นคิง คัลเล่ คาลล์ ไฮนซ์ รุมมานิกเก้ ตามยิงตีเสมอให้เสือใต้เป็น 1-1 แต่บาเยิร์นก็ไม่สามารถบวกประตูเพิ่มได้ จบเกมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยกฏอเวย์โกล นำทัพเดินผ่านประตูชัยเพื่อไปทำสงครามเจ้ายุโรปกับราชันย์ชุดขาว รีล มาดริด ที่ชนะ อินเตอร์ มิลาน ในรอบรองด้วยประตูรวม 2-1
ก่อนแข่ง ลิเวอร์พูลสภาพทีมไม่ค่อยสมบูรณ์นัก เคนนี่ ดัลกริชที่ถูกเปลี่ยนตัวออกในแมทช์เจอบาเยิร์น ไม่ได้ร่วมซ้อมกับทีมสองอาทิตย์ อลัน เคเนดี้ที่นั่งอยู่ข้างสนามมาหกสัปดาห์จากที่กระดูกข้อมือหัก
ระหว่างการแข่งขัน ทั้งสองทีมต่างก็มีโอกาส แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูได้ จนมาถึงนาทีที่81 ลิเวอร์พูลได้ทุ่มบอลในแดนของแมดริด เรย์ เคเนดี้เห็นอลัน เคเนดี้วิ่งขึ้นมาจากด้านซ้าย จึงทุ่มบอลให้ อลันลากบอลผ่านราฟาเอล คอร์เตส เข้ากรอบเขตโทษ แล้วตัดสินใจยิง บอลเข้าประตู ส่งผลให้หงส์แดงขึ้นนำทันที 1-0 เหลือเวลาไม่ถึง10นาทีสุดท้าย และเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดจากกรรมการคารอลี่ ปาโลเต จากฮังการี ลิเวอร์พูลก็สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพได้3สมัยเป็นทีมแรกของเกาะอังกฤษ และบ็อบ เพสลีย์ก็กลายเป็นผจก.ทีมคนแรกที่สามารถนำทีมคว้าแชมป์บิ๊กเอียร์ได้3ครั้ง