“เมื่อมีการรัฐประหาร การเมืองอ่อนแอ รัฐธรรมนูญอ่อนแอ วนติดอยู่กับวงจรเลวร้ายทางการเมือง เกิดรัฐบาลผสม นโยบายเป็นไปได้ยาก นำไปสู่รัฐประหารอีกครั้ง จนนำมาสู่ความวุ่นวายวนอยู่กับความเลวร้ายการเมืองตลอด”
เป้าหมายการแก้ไขต้องสร้างพลังรู้รักสามัคคี เปลี่ยนพลังขัดแย้งเป็นพลังขับเคลื่อน พลังประชาธิปไตยเกิดได้ แต่ต้องมีโครงสร้างคุณภาพ คุณธรรม หรือธรรมาธิปไตย ปัญหาเกิดขึ้นจากกฎมนุษย์ทำให้ไม่สามารถแก้ได้.ดังนั้นควรใช้กฎแห่งธรรม
“แนวพุทธศาสนาหลักประชาธิปไตยสากล ก่อนมีอำนาจรัฐคนในสังคมอยู่ด้วยความสันติ สิทธิเสรีภาพ ท่ามกลางธรรมชาติ ทฤษฎีอำนาจรัฐของพระพุทธเจ้าสอดคล้องกับสัญญาประชาคมแบบตะวันตก หลักพุทธที่พระพุทธเจ้าสร้างอธิบายโครงสร้างส่วนลึกกับประเทศไทยได้ดีกว่า”
“พระพุทธเจ้ายกสันติสุข สิทธิเสรีภาพอันไพบูลย์ ภายใต้ดุลยภาพอันอุดมสมบูรณ์ หรือ อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ดังนั้นประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นได้ต้องพอเพียง จึงอธิบายโครงสร้างประชาธิปไตยตามหลักปัจจุบัน โดยทุนยิ่งใหญ่สังคมไทย คือ หลักเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมโยงอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม สามารถทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพได้”
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
๔. อัคคัญญสูตร
[๕๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารบุพพาราม เป็นปราสาท
ของนางวิสาขามิคารมารดา เขตพระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล วาเสฏฐ-
*สามเณรกับภารทวาชสามเณร เมื่อจำนงความเป็นภิกษุอยู่ อยู่อบรมในสำนักภิกษุ
ทั้งหลาย เย็นวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จลงจาก
ปราสาทแล้ว ทรงจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้งในร่มเงาปราสาท วาเสฏฐสามเณรได้เห็น
พระผู้มีพระภาค เสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จลงจากปราสาทกำลังเสด็จจงกรม
อยู่ในที่แจ้ง ในร่มเงาปราสาทในเวลาเย็น ครั้นแล้วจึงเรียกภารทวาชสามเณรมา
พูดว่า ดูกรภารทวาชะผู้มีอายุ นี้พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้นในเวลา
เย็น เสด็จลงจากปราสาททรงจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้งในร่มเงาปราสาท เรามาไปกัน
เถิด พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางทีเราจะได้ฟังธรรมีกถา
เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์บ้างเป็นแม่นมั่น ส่วนภารทวาชสามเณรรับคำของ
วาเสฏฐสามเณรแล้ว ทันใดนั้น วาเสฏฐสามเณรกับภารทวาชสามเณร พากัน
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้ว
ชวนกันเดินตามเสด็จพระองค์ผู้กำลังเสด็จจงกรมอยู่ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสเรียกวาเสฏฐสามเณรมาแล้วตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งสอง
มีชาติเป็นพราหมณ์ มีตระกูลเป็นพราหมณ์ ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ ดูกร
วาเสฏฐะและภารทวาชะ พวกพราหมณ์ไม่ด่าว่าเธอทั้งสองบ้างดอกหรือ ฯ
..................
http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=11&A=1703&Z=2129
อ่านต่อได้ที่ :
https://www.posttoday.com/politic/analysis/491280
เจ๊หน่อย'ชงพุทธวิธีแก้ปมขัดแย้งการเมืองไทย เป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ป.เอก'มจร' : สำราญ สมพงษ์รายงาน
เมื่อศึกษาพระพุทธศาสนาในบริบทของคำว่า "สันติศึกษา" หรือ "สันติภาพ" จะพบว่า "สันติภาพ" หรือ "สันติสุข" จะเกิดขึ้นได้และดำรงอยู่อย่างยั่งยืนนั้น จะต้องเริ่มจากตัวบุคคลที่จะต้องมีสันติภายในเสียก่อนถึงจะสามารถสร้างสรรสังคมและบุคคลให้มีสันติสุขได้
เมื่อศึกษาพระพุทธประวัติจะเห็นได้ว่าพระองค์นั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะดำรงพระองค์ให้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่นทุกลมหายใจ ตั้งแต่พระองค์อุบัติขึ้นในโลกเป็นเจ้าชายสิทธัตถะที่สวนลุมพินี กรุงกบิลพัตร์ ประเทศเนปาลปัจจุบัน จนยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกและจุดไฟสันติภาพต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เพราะเห็นความสำคัญของพระพุทธเจ้าที่สร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกโดยไม่ใช้กำลัง
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะดำรงพระองค์ที่กรุงกบิลพัตร์เป็นล่วงถึง 29 ปีตามลักษณะฆราวาสวิสัยจนทำให้อุดมการณ์ของพระองค์เกือบจะมอด แต่พระองค์ก็ได้นำเทียนนั้นขึ้นจุดให้สว่างในดวงจิตอีกครั้ง จึงได้ตัดสินใจละเพศฆราวาสดำรงตนเป็นนักบวชที่แม่น้ำอโนมทา อันดับแรกที่พระองค์ทรงแสวงหานั้นก็คือความรู้ที่แท้จริง โดยเริ่มจากการเขียนแบบสอบถามเพื่อจะนำทดสอบถามแสวงหาข้อมูลต่างๆจากสำนักแหล่งความรู้ทั้งหลายแล้วนำมาสรุปว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงหรือไม่ ซึ่งก็ได้คำตอบเสมอว่า "ไม่ใช่"
จนกระทั้งได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอุทกดาบสและอาฬารดาบสที่ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกขณะนั้นเพราะมีความรู้ในระดับ "อรูปฌาน4" ถือว่าสูงสุดในยุคนั้น เมื่อพระองค์ได้ศึกษาทั้ง 2 สำนักนี้แล้ว ได้ลงความเห็นว่าไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริงอีก จึงได้ลาจารย์ทั้งสองปฏิบัติตนตามลำพังด้วยวิธีต่างๆที่โด่งดังในขณะนั้นก็คือการบำเพ็ญทุกรกิริยาทรมานตนขั้นอุกฤษฎ์ก็ยังไม่พบความรู้ที่แท้จริงอีก จึงเปลี่ยนแนวทางมาใช้ทางสายกลางจนบรรลุธรรมเกิดสันติภายในอย่างถาวรใต้ต้นโพธิ์เมืองพุทธคยาปัจจุบัน
สิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ใต้ต้นโพธิ์นั้นถือได้ว่าเป็นทฤษฎีใหม่คือทางสายกลางหรือคำว่า "พอ" ได้พบพระเจ้าองค์ใหม่นั้นก็ "ธรรมชาติ" พบปรัชญาใหม่นั้นก็คือ "อนัตตา" หรือ "อนาตมัน" คือรู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่แท้ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และจะไปยึดติดว่าเป็นตัวกูของกูตามที่พระพุทธทาสใช้นั้นไม่ได้เป็นต้น
เมื่อพระพุทธเจ้ามีความรู้ที่เป็นทฤษฎีใหม่เช่นนี้แล้ว ก็เริ่มเรียบเรียงวิทยานิพนธ์ของพระองค์โดยใช้เวลา 1 เดือน และใครครวญว่าจะมีสรรพสัตว์หมู่ใดที่จะสามารถเข้าใจความรู้ของพระองค์ได้บ้าง ก็ได้พบว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นมี 4 ประเภทเหมือนบัว 4 เหล่าพอจะมีบุคคลรู้ธรรมของพระองค์ได้บ้าง จึงตัดสินใจเขียนบทความจากวิทยานิพนธ์ดังกล่าว เพื่อที่จะนำเสนอในเวทีต่างๆ เวทีแรกก็คือป่าอิสิปตนมฤคทายวันเมืองพาราณสีหรือสารนาถปัจจุบัน เพราะสถานที่แห่งนี้มีปัญจวัคคีทั้ง 5 ตนที่ปรนบัติพระองค์สมัยบำเพ็ญเพียร แล้วในทั้งที่สุดพระพุทธเจ้าก็ได้เสนอบทความครั้งแรกที่เรียกว่าการแสดงปฐมเทศนาจนทำให้ "อัญญาโกณฑัญญะ" ได้ดวงตาเห็นธรรมก็คือรู้ว่าพระองค์ตรัสรู้ทฤษฎีใหม่นั้นคืออะไร ทำให้เกิดพระพุทธศาสนาขึ้นอย่างสมบูรณ์ในโลกนี้
หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้เสนอบทความจากวิทยานิพนธ์คือทฤษฎีใหม่นั้นตามเวทีต่างๆตลอดพระชนม์ชีพ 45 พรรษา มีผู้ที่ฟังแล้วเกิดสันติภายในก็มีส่วนช่วยในการเสนอทฤษฎีของพระองค์จนทำให้เกิดสังคมแบบใหม่เรียกว่า "อริยสงฆ์" ส่วนที่ยังไม่เป็นอริยสงฆ์บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งภายใน พระองค์ก็ใช้วิธีการแก้ปัญหาจนเกิดพระวินัยบัญญัติสำหรับฆราวาสทั่วๆไปก็คือศีล 5 และศีล 8 สามเณรศีล 10 พระภิกษุศีล 227 พระภิกษุณีศีล 311เมื่อมีผู้ล่วงละเมิดพระวินัยบัญญัติ พระองค์ก็วิธีพิจารณาตัดสินอธิกรณ์หรือคดีหรือเรียก "อธิกรณสมถะ" ซึ่งเป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเชิงพุทธประการหนึ่งที่พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสันติศึกษา มจร ได้ใช้เป็นหัวข้อในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก
แต่พุทธวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เห็นชัดตามลักษาสันติศึกษาเชิงพุทธนี้ก็คือความขัดแย้งของพระเมืองโกสัมพีที่ทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็กน้อยแต่ลุกลามใหญ่โตแบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจนเหมือนเมืองไทย พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีให้พระทั้งสองกลุ่มเจรจาประนีประนอมกันแต่ไม่เป็นผล จึงปลีกวิเวกไปจำพรรษาแต่เพียงพระองค์เดียวที่ป่าปาลิไลยกะ
และคราวที่พระองค์เสด็จไปที่เมืองกบิลบัตร์เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของพระญาติเช่นกรณีที่ชาวนาเมืองสักกะกับวิเทหะที่เป็นพระญาติทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันเพราะแย่งน้ำทำนา และการเสด็จไปห้ามพระเจ้าวิฑูรทัพพะโกรธเจ้าศากยวงศ์ที่ไม่ให้เกียรติยกทัพไปสังหารจนหมดสิ้น อันแสดงให้เห็นว่าบางครั้งการปัญหาความขัดแย้งนั้นหากแก้ไม่ได้ก็ต้องให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยตามหลัก "อนาตมัน" เป็นต้น
พุทธวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีการรวบรวมไว้ที่เด่นชัดและมีการสวดกันเป็นประจำนั้นก็คือ "บทพาหุง" ซึ่งมีเนื้อหาที่ระบุถึงวิธีในการแก้ปัญหาของพระองค์บางครั้งก็ต้องแลกด้วยชีวิตอย่างเช่นตอนที่พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินหวังที่จะปลิดพระชนม์ชีพพระองค์จนทำให้พระองค์บาทเจ็บถือว่าเป็นกรรมหนักประการหนึ่งเป็นต้น
พุทธวิธีในการปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าพระองค์เป็นนักสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีลักษณะต่างจากนักสันติภาพอื่นๆคือเป็นผู้สร้างสันติภายในและเป็นสันติภาพที่ยั่งยืน จนสหประชาชาติประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันวิสาขบูชาโลก เพื่อเป็นตัวอย่างที่กระตุ้นให้นักสันติภาพทั้งหลายเจริญรอยตาม
http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/186339
"พุทธวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยในปัจจุบัน" วิทยานิพนธ์ป.เอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ
เป้าหมายการแก้ไขต้องสร้างพลังรู้รักสามัคคี เปลี่ยนพลังขัดแย้งเป็นพลังขับเคลื่อน พลังประชาธิปไตยเกิดได้ แต่ต้องมีโครงสร้างคุณภาพ คุณธรรม หรือธรรมาธิปไตย ปัญหาเกิดขึ้นจากกฎมนุษย์ทำให้ไม่สามารถแก้ได้.ดังนั้นควรใช้กฎแห่งธรรม
“แนวพุทธศาสนาหลักประชาธิปไตยสากล ก่อนมีอำนาจรัฐคนในสังคมอยู่ด้วยความสันติ สิทธิเสรีภาพ ท่ามกลางธรรมชาติ ทฤษฎีอำนาจรัฐของพระพุทธเจ้าสอดคล้องกับสัญญาประชาคมแบบตะวันตก หลักพุทธที่พระพุทธเจ้าสร้างอธิบายโครงสร้างส่วนลึกกับประเทศไทยได้ดีกว่า”
“พระพุทธเจ้ายกสันติสุข สิทธิเสรีภาพอันไพบูลย์ ภายใต้ดุลยภาพอันอุดมสมบูรณ์ หรือ อัคคัญญสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ดังนั้นประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นได้ต้องพอเพียง จึงอธิบายโครงสร้างประชาธิปไตยตามหลักปัจจุบัน โดยทุนยิ่งใหญ่สังคมไทย คือ หลักเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อมโยงอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม สามารถทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพได้”
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
๔. อัคคัญญสูตร
[๕๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารบุพพาราม เป็นปราสาท
ของนางวิสาขามิคารมารดา เขตพระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล วาเสฏฐ-
*สามเณรกับภารทวาชสามเณร เมื่อจำนงความเป็นภิกษุอยู่ อยู่อบรมในสำนักภิกษุ
ทั้งหลาย เย็นวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จลงจาก
ปราสาทแล้ว ทรงจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้งในร่มเงาปราสาท วาเสฏฐสามเณรได้เห็น
พระผู้มีพระภาค เสด็จออกจากที่หลีกเร้น เสด็จลงจากปราสาทกำลังเสด็จจงกรม
อยู่ในที่แจ้ง ในร่มเงาปราสาทในเวลาเย็น ครั้นแล้วจึงเรียกภารทวาชสามเณรมา
พูดว่า ดูกรภารทวาชะผู้มีอายุ นี้พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้นในเวลา
เย็น เสด็จลงจากปราสาททรงจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้งในร่มเงาปราสาท เรามาไปกัน
เถิด พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางทีเราจะได้ฟังธรรมีกถา
เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์บ้างเป็นแม่นมั่น ส่วนภารทวาชสามเณรรับคำของ
วาเสฏฐสามเณรแล้ว ทันใดนั้น วาเสฏฐสามเณรกับภารทวาชสามเณร พากัน
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้ว
ชวนกันเดินตามเสด็จพระองค์ผู้กำลังเสด็จจงกรมอยู่ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค
ตรัสเรียกวาเสฏฐสามเณรมาแล้วตรัสว่า ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ เธอทั้งสอง
มีชาติเป็นพราหมณ์ มีตระกูลเป็นพราหมณ์ ออกบวชจากตระกูลพราหมณ์ ดูกร
วาเสฏฐะและภารทวาชะ พวกพราหมณ์ไม่ด่าว่าเธอทั้งสองบ้างดอกหรือ ฯ
..................
http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=11&A=1703&Z=2129
อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/491280
เจ๊หน่อย'ชงพุทธวิธีแก้ปมขัดแย้งการเมืองไทย เป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ป.เอก'มจร' : สำราญ สมพงษ์รายงาน
เมื่อศึกษาพระพุทธศาสนาในบริบทของคำว่า "สันติศึกษา" หรือ "สันติภาพ" จะพบว่า "สันติภาพ" หรือ "สันติสุข" จะเกิดขึ้นได้และดำรงอยู่อย่างยั่งยืนนั้น จะต้องเริ่มจากตัวบุคคลที่จะต้องมีสันติภายในเสียก่อนถึงจะสามารถสร้างสรรสังคมและบุคคลให้มีสันติสุขได้
เมื่อศึกษาพระพุทธประวัติจะเห็นได้ว่าพระองค์นั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะดำรงพระองค์ให้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่นทุกลมหายใจ ตั้งแต่พระองค์อุบัติขึ้นในโลกเป็นเจ้าชายสิทธัตถะที่สวนลุมพินี กรุงกบิลพัตร์ ประเทศเนปาลปัจจุบัน จนยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลกและจุดไฟสันติภาพต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ เพราะเห็นความสำคัญของพระพุทธเจ้าที่สร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกโดยไม่ใช้กำลัง
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะดำรงพระองค์ที่กรุงกบิลพัตร์เป็นล่วงถึง 29 ปีตามลักษณะฆราวาสวิสัยจนทำให้อุดมการณ์ของพระองค์เกือบจะมอด แต่พระองค์ก็ได้นำเทียนนั้นขึ้นจุดให้สว่างในดวงจิตอีกครั้ง จึงได้ตัดสินใจละเพศฆราวาสดำรงตนเป็นนักบวชที่แม่น้ำอโนมทา อันดับแรกที่พระองค์ทรงแสวงหานั้นก็คือความรู้ที่แท้จริง โดยเริ่มจากการเขียนแบบสอบถามเพื่อจะนำทดสอบถามแสวงหาข้อมูลต่างๆจากสำนักแหล่งความรู้ทั้งหลายแล้วนำมาสรุปว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงหรือไม่ ซึ่งก็ได้คำตอบเสมอว่า "ไม่ใช่"
จนกระทั้งได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอุทกดาบสและอาฬารดาบสที่ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกขณะนั้นเพราะมีความรู้ในระดับ "อรูปฌาน4" ถือว่าสูงสุดในยุคนั้น เมื่อพระองค์ได้ศึกษาทั้ง 2 สำนักนี้แล้ว ได้ลงความเห็นว่าไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริงอีก จึงได้ลาจารย์ทั้งสองปฏิบัติตนตามลำพังด้วยวิธีต่างๆที่โด่งดังในขณะนั้นก็คือการบำเพ็ญทุกรกิริยาทรมานตนขั้นอุกฤษฎ์ก็ยังไม่พบความรู้ที่แท้จริงอีก จึงเปลี่ยนแนวทางมาใช้ทางสายกลางจนบรรลุธรรมเกิดสันติภายในอย่างถาวรใต้ต้นโพธิ์เมืองพุทธคยาปัจจุบัน
สิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ใต้ต้นโพธิ์นั้นถือได้ว่าเป็นทฤษฎีใหม่คือทางสายกลางหรือคำว่า "พอ" ได้พบพระเจ้าองค์ใหม่นั้นก็ "ธรรมชาติ" พบปรัชญาใหม่นั้นก็คือ "อนัตตา" หรือ "อนาตมัน" คือรู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่แท้ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และจะไปยึดติดว่าเป็นตัวกูของกูตามที่พระพุทธทาสใช้นั้นไม่ได้เป็นต้น
เมื่อพระพุทธเจ้ามีความรู้ที่เป็นทฤษฎีใหม่เช่นนี้แล้ว ก็เริ่มเรียบเรียงวิทยานิพนธ์ของพระองค์โดยใช้เวลา 1 เดือน และใครครวญว่าจะมีสรรพสัตว์หมู่ใดที่จะสามารถเข้าใจความรู้ของพระองค์ได้บ้าง ก็ได้พบว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นมี 4 ประเภทเหมือนบัว 4 เหล่าพอจะมีบุคคลรู้ธรรมของพระองค์ได้บ้าง จึงตัดสินใจเขียนบทความจากวิทยานิพนธ์ดังกล่าว เพื่อที่จะนำเสนอในเวทีต่างๆ เวทีแรกก็คือป่าอิสิปตนมฤคทายวันเมืองพาราณสีหรือสารนาถปัจจุบัน เพราะสถานที่แห่งนี้มีปัญจวัคคีทั้ง 5 ตนที่ปรนบัติพระองค์สมัยบำเพ็ญเพียร แล้วในทั้งที่สุดพระพุทธเจ้าก็ได้เสนอบทความครั้งแรกที่เรียกว่าการแสดงปฐมเทศนาจนทำให้ "อัญญาโกณฑัญญะ" ได้ดวงตาเห็นธรรมก็คือรู้ว่าพระองค์ตรัสรู้ทฤษฎีใหม่นั้นคืออะไร ทำให้เกิดพระพุทธศาสนาขึ้นอย่างสมบูรณ์ในโลกนี้
หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้เสนอบทความจากวิทยานิพนธ์คือทฤษฎีใหม่นั้นตามเวทีต่างๆตลอดพระชนม์ชีพ 45 พรรษา มีผู้ที่ฟังแล้วเกิดสันติภายในก็มีส่วนช่วยในการเสนอทฤษฎีของพระองค์จนทำให้เกิดสังคมแบบใหม่เรียกว่า "อริยสงฆ์" ส่วนที่ยังไม่เป็นอริยสงฆ์บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งภายใน พระองค์ก็ใช้วิธีการแก้ปัญหาจนเกิดพระวินัยบัญญัติสำหรับฆราวาสทั่วๆไปก็คือศีล 5 และศีล 8 สามเณรศีล 10 พระภิกษุศีล 227 พระภิกษุณีศีล 311เมื่อมีผู้ล่วงละเมิดพระวินัยบัญญัติ พระองค์ก็วิธีพิจารณาตัดสินอธิกรณ์หรือคดีหรือเรียก "อธิกรณสมถะ" ซึ่งเป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเชิงพุทธประการหนึ่งที่พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสันติศึกษา มจร ได้ใช้เป็นหัวข้อในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก
แต่พุทธวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เห็นชัดตามลักษาสันติศึกษาเชิงพุทธนี้ก็คือความขัดแย้งของพระเมืองโกสัมพีที่ทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็กน้อยแต่ลุกลามใหญ่โตแบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจนเหมือนเมืองไทย พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีให้พระทั้งสองกลุ่มเจรจาประนีประนอมกันแต่ไม่เป็นผล จึงปลีกวิเวกไปจำพรรษาแต่เพียงพระองค์เดียวที่ป่าปาลิไลยกะ
และคราวที่พระองค์เสด็จไปที่เมืองกบิลบัตร์เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของพระญาติเช่นกรณีที่ชาวนาเมืองสักกะกับวิเทหะที่เป็นพระญาติทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันเพราะแย่งน้ำทำนา และการเสด็จไปห้ามพระเจ้าวิฑูรทัพพะโกรธเจ้าศากยวงศ์ที่ไม่ให้เกียรติยกทัพไปสังหารจนหมดสิ้น อันแสดงให้เห็นว่าบางครั้งการปัญหาความขัดแย้งนั้นหากแก้ไม่ได้ก็ต้องให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยตามหลัก "อนาตมัน" เป็นต้น
พุทธวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีการรวบรวมไว้ที่เด่นชัดและมีการสวดกันเป็นประจำนั้นก็คือ "บทพาหุง" ซึ่งมีเนื้อหาที่ระบุถึงวิธีในการแก้ปัญหาของพระองค์บางครั้งก็ต้องแลกด้วยชีวิตอย่างเช่นตอนที่พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินหวังที่จะปลิดพระชนม์ชีพพระองค์จนทำให้พระองค์บาทเจ็บถือว่าเป็นกรรมหนักประการหนึ่งเป็นต้น
พุทธวิธีในการปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าพระองค์เป็นนักสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีลักษณะต่างจากนักสันติภาพอื่นๆคือเป็นผู้สร้างสันติภายในและเป็นสันติภาพที่ยั่งยืน จนสหประชาชาติประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันวิสาขบูชาโลก เพื่อเป็นตัวอย่างที่กระตุ้นให้นักสันติภาพทั้งหลายเจริญรอยตาม
http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/186339