สองสามปีก่อน ตอนที่เปิดยูทูปหาอะไรฟังเล่น ๆ เปิดไปเปิดมา มาเจอเพลงนี้ของ Edith PIAF
If you love me (really love me)
ฟังครั้งแรกก็ตะลึงงัน และตกหลุมรักทันทีกับเสียงอันทรงพลัง และร้องอย่างชัดถ้อยชัดคำ สื่อสารอย่างทรนงองอาจมาก ๆ
ต่อมาจึงได้รู้ว่า เพลงที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นภาคภาษาอังกฤษของเพลงฝรั่งเศสชื่อก้องโลกเพลงนี้ L'hymne a l’amour
ที่นักร้องทั้งโลกเอามา cover ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ในด้านดนตรี ดิฉันถึงจะฟังน้อย รู้น้อย แต่ก็ถือว่า หูถึงใช้ได้ทีเดียว (ขอชมตัวเองสักหน่อย แหะ แหะ

) ที่ฟังครั้งแรกก็ตกหลุมรักนักร้องชื่อก้องโลกที่เพลงเธอยังเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้อย่างเพียฟ
เมื่อไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลองฟังเพลงอื่น ๆ ของเธอดูบ้าง ก็พบว่าบางเพลงบังเอิญเป็นเพลงโปรดของพี่สาวที่เคารพนับถือกัน
อย่าง เพลง La vie en rose
ส่วนเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นลายเซ็นตลอดกาลของเธอ คือ เพลง Non je ne regret rien (No, I don’t regret – ไม่ ฉันไม่เสียใจ) ซึ่งดิฉันอยากจะเรียกว่าเป็น My Way ฉบับผู้หญิง ที่มีเนื้อเพลงทระนงองอาจเด็ดขาดพอ ๆ หรืออาจจะมากกว่าเนื้อเพลง My Way เสียด้วยซ้ำ
ลองดูคำแปลของ Non je ne regret rien ดูนะคะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://lyricstranslate.com/en/Je-Ne-Regrette-Rien-Je-Ne-Regrette-Rien.html#ixzz5FUMl1RB9
No, nothing of nothing
No! I don't feel sorry about anything
Not the good things people have done to me
Not the bad things, it's all the same to me.
No, nothing of nothing
No! I don't feel sorry about anything
It's paid for, removed, forgotten,
I'm happy of the past
With my memories
I lit up the fire
My troubles, my pleasures
I don't need them anymore
Broomed away my love stories
And all their tremble
Broomed away for always
I start again from zero
Non ! Je ne regrette rien
Ni le mal, tout ça m'est bien égal !
Non ! Je ne regrette rien
Because my life, my joys
Today, they begin with you.
ที่อยากมาแชร์วันนี้ คือ ชีวประวัติของเธอ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่สูงไม่ถึง 150 ซม. มีชีวิตที่แสนโลดโผนโจนทะยาน และผ่านอะไรต่อมิอะไรที่ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงร่างบาง ๆ เล็ก ๆ คนหนึ่งจะทานทนได้ กว่าเธอจะมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ
สิ่งที่ตรึงใจดิฉันเกี่ยวกับเพียฟ ไม่ใช่เพียงแต่เสียงร้องพลังมหาศาลเท่านั้น แต่ยังเป็นแววตาของเธอ แววตาที่ดูทรหด บางมุมก็ดูเฉยเมย ดูชาชิน ดูเหมือนคนผ่านอะไรต่อมิอะไรมามากเหลือเกิน
เธอผ่านอะไรมาบ้าง ดิฉันก็ไม่ทราบได้ จนได้มาเจอคลิปนี้
ที่บอกเล่าเกี่ยวกับช่วงชีวิตที่มืดดำของเธอตอนเด็ก ๆ ก่อนที่เธอจะกลายเป็นที่รักของคนฝรั่งเศสและคนทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน
เธอเกิดเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1915 ในแถบ แบลล์วิลล์ (Belleville) ซึ่งเป็นเขตอยู่อาศัยของชนชั้นกรรมาชีพ แม่เธอเป็นนักร้องที่เร่ร้องเพลงไปตามถนน ส่วนพ่อเป็นนักกายกรรมในคณะละครสัตว์ ตอนเธอเกิด เธอใช้ชื่อ อีดิธ โจวันนา กัสซิยง (Edith Giovanna Gassion) ชื่อ อีดิธ เพียฟ เป็นชื่อที่ทั่วโลกรู้จักเธอเมื่อเธอเริ่มมีชื่อเสียง
เมื่อเธอเกิด แม่เธออายุเพียง 17 ปีเท่านั้น คลอดเธอแล้ว ก็ทิ้งหนูน้อยไว้ให้ย่าเลี้ยง
ดราม่าในชีวิตเธอเริ่มตั้งแต่ยังแบเบาะ
ค่ะ ... ดิฉันกำลังจะเล่าต่อว่า หนูน้อยอยู่กับย่าที่เป็นแม่เล้าคุมซ่อง แต่ในสถานที่อย่างซ่องก็ยังมีน้ำใจงดงามที่น่าซาบซึ้งตรึงใจเผื่อแผ่มาถึงเด็กหญิงตัวน้อย ๆ
เล่ากันว่า เพียฟ ตาบอดสนิทตอนช่วงอายุ 3-7 ขวบ แต่กลับมามองเห็นได้อย่างปาฏิหาริย์ เพราะโสเภณีคนหนึ่งในซ่องนั้นได้สวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนให้เธอมองเห็นระหว่างที่เดินทางไปแสวงบุญ
พ่อของเธอถูกเกณฑ์เข้าไปเป็นทหารร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นเวลาเกือบปี
สองปีต่อจากนั้น สงครามก็สงบ พ่อเธอย้ายเธอมาอยู่ที่นอร์มังดี และอีกสี่ปีต่อมา เธอใช้ชีวิตเติบโตอยู่ในซ่อง และได้รับการดูแลโดยบรรดาเหล่าโสเภณีทั้งหลาย
เมื่อเธออายุ 16 เธอตกหลุมรัก หลุยส์ ดูปงต์ (Louis Dupont) และท้องกับเขา แต่เธอก็เดินตามรอยเท้าแม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถเลี้ยงลูกคู่ไปกับการเร่ร้องเพลงไปตามถนนได้ เธอจึงทิ้งลูกเธอที่ชื่อ มาร์แซล ไว้ให้หลุยส์เลี้ยง
ที่น่าเศร้าคือ สองปีต่อมา มาร์แซลตายด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ว่ากันว่า (แต่สื่อบางฉบับก็บอกว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะจริง) เพียฟต้องขายตัวเพื่อหาเงินมาเผาศพลูก
หลุยส์ เลอเปล (Louis Leplee) เจ้าของคลับในปารีสเห็นศักยภาพในน้ำเสียงอันทรงพลังยิ่งใหญ่ ซึ่งแลดูแย้งกับร่างบอบบางที่สูงเพียงหนึ่งร้อยสี่สิบห้าเซ็นติเมตรของเธอ หลุยส์ เลปเล่ ลงทุนส่งเธอไปฝึกเรียนร้องเพลงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อเปิดตัวเธอในฐานะนักร้อง
เขาได้ยินเสียงเพียฟร้องเพลงดังอย่าง Comme un moineau (Like a sparrow) หลังจากนั้น เขาก็เรียกเพียฟว่า “นกกระจอกน้อย”
เลปเล่เตรียมเพลง 10 เพลงให้เพียฟร้อง และจับเธอใส่กระโปรงดำ และเสื้อกันหนาว ไม่แต่งหน้าแต่งตาใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นลุคเรียบ ๆ เหมือนที่เธอเคยแต่งตอนเขาพบเธอร้องเพลงอยู่ข้างถนน
ดังคาดค่ะ เสียงร้องอันมหัศจรรย์ของเธอทำให้ผู้คนตื่นตะลึง แต่ละครชีวิตเธอยังไม่จบ
ฤดูใบไม้ผลิปีต่อมา เลอเปลถูกฆาตกรรม และเพียฟก็ถูกสืบสวนและสงสัยว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
ถึงตอนนี้ เพียฟและทีมงานใหม่ของเธอก็ดำเนินงานร้องเพลงด้วยตัวเองแล้ว
เธอเริ่มทำงานกับ เรย์มอน แอสโซ่ ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นคนรักของเธอ และเพียฟก็ใช้ชื่อ อีดิธ เพียฟ อย่างถาวร
หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง เพียฟก็เริ่มออกทัวร์ร้องเพลงไปทั่วโลกและได้รับชื่อเสียงและความนิยมในระดับสากล
ชีวิตเธอไม่เคยราบรื่น หลังปี 1951 เป็นต้นมา เธอเคยประสบอุบัติเหตุรถชนอย่างรุนแรงถึงสามครั้ง อาการบาดเจ็บทำให้เธอติดมอร์ฟีนและเหล้า
ด้านชีวิตรักเธอก็ชอกช้ำและโชกโชนมากมาย หลังจากผ่านชีวิตอกหัก รักเลิก ในช่วงต้น ๆ ของชีวิต ต่อมาเธอก็มีคนรักเป็นคนในสังคมระดับสูง รวมถึงบรรดาเซเลบไฮโซทั้งหลายของฝรั่งเศส
เป็นที่รู้กันว่าเธอมี “สัมพันธ์ลึกซึ้ง” ที่รักง่ายหน่ายเร็วไปทั่ว แต่เธอแต่งงานจริง ๆ สองครั้ง
ครั้งแรก เธอแต่งงานกับนักร้องที่ชื่อ ฌาคส์ พิลส์ ในปี ค.ศ. 1952 แต่งได้ 5 ปี พอปี ค.ศ. 1957 การแต่งงานก็จบลง
ครั้งที่สองนี่แซ่บกว่า เธอแต่งในปี ค.ศ. 1962 แต่งกับ เธโอ ซาราโป (Theo Sarapo) ช่างทำผมกรีกที่เป็นเกย์ และอายุน้อยกว่าเธอ 20 ปี การแต่งงานคราวนี้ อยู่ได้ไม่นานค่ะ เพราะอีดิธเสียชีวิตในปีถัดมาด้วยโรคมะเร็ง
ว่ากันว่า ความมีชื่อเสียงของเธอได้ช่วยเธอในระหว่างและหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ช่วงที่ฝรั่งเศสถูกเยอรมันยึดครองนั้น เธอต้องสงสัยว่าร่วมมือกับพวกเยอรมันด้วย แม้เธอจะยืนยันความภักดีของเธอต่อประเทศ
เหตุนั้นเกิดจาก ช่วงระหว่างสงคราม เธอยังคงสามารถดำเนินการร้องเพลงได้อยู่ และมีผู้ฟังเป็นถึงระดับ นาซีตัวเด่น ๆ หน่วยเอสเอส และตำรวจลับเกสตาโป
แต่เพียฟและบรรดาผู้สนับสนุนเธอต่างยืนยันว่า เธอไม่เพียงแต่จะช่วยฝั่งฝรั่งเศสเท่านั้นแต่เธอยังเป็นสมาชิกลับ ๆ ของกลุ่มชาวฝรั่งเศสที่ต่อต้านนาซีด้วย
การที่เธอได้รับอนุญาตจากพวกเยอรมัน ให้เข้าไปร้องเพลงในคุกเยอรมันที่ขังทหารฝรั่งเศสและฝ่ายสัมพันธมิตรไว้นั้น ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้เหล่าทหารที่ถูกจับเป็นเชลยเป็นอย่างมาก
นอกจากนั้น เธอยังใช้ทั้งชื่อเสียงและกำลังทรัพย์ช่วยเพื่อนและเพื่อนร่วมงานชาวยิวของเธออย่าง มิเชล อีแมร์ (Michel Emer) ให้รอดพ้นจากการถูกนำไปประหาร
ส่วนชีวิตเธอนั้นไม่ได้ยืนยาวนัก เธอมีชีวิตไม่ถึงสี่รอบ กล่าวคือ เธอจากไปในวัยเพียง 47 ด้วยโรคมะเร็งตับ
บนเตียงก่อนตายของเธอ เธอได้ทิ้งคำพูดอมตะเอาไว้ให้โลกนี้คือ
“Every damn thing you do in life, you have to pay for” แปลตรง ๆ เป็นไทยได้ว่า
“ห่าเหวอะไรก็ตามที่คุณทำในชีวิต คุณมีราคาที่ต้องจ่าย”
แม้เธอจะสิ้นชีพไปแล้ว ดราม่าเธอบนโลกใบนี้ก็ยังไม่จบ
งานศพของเธอนั้น โบสถ์แคธอลิคตราว่า เธอเป็นคนบาปจึงไม่ได้มีการสวดศพแบบเต็ม ๆ (Funeral Mass) ให้ ร่างของเธอถูกบรรจุโลงและไปฝังที่สุสาน แปร์ ลาแชส (Pere Lachaise) และมีการสวดให้พรเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
อีกห้าสิบปีต่อมาหลังจากเธอจากโลกนี้ไป ในปี 2013 จึงมีการจัดพิธีศพให้เธออย่างเต็มยศสมเกียรติอีกครั้ง โดยท่านบิช็อปเป็นผู้ดำเนินพิธีให้ซึ่งมีการถ่ายทอดไปบนโทรทัศน์จอยักษ์และแพร่ภาพไปทั่วประเทศ
ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ได้รับข้อเสนอให้ทำการย้ายที่ฝังศพเธอไปฝังที่ ปองเธอง (Pantheon) สุสานแห่งชาติที่เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญ ๆ ระดับวอลแตร์ และ รุสโซ
เขียนถึงคุณยายอีดิธด้วยความคาราวะ และนับถือทั้งในความสามารถ เสียงร้อง และจิตวิญญาณแกร่งที่เข้มแข็งกล้าหาญและไม่ยอมจำนนต่อชะตาชีวิต
[:อมยิ้ม17:][:อมยิ้ม17:][:อมยิ้ม17:]
ท่านเสียก่อนดิฉันเกิดสิบเอ็ดปี และดิฉันเชื่อว่า ดวงวิญญาณของท่านกำลังพักผ่อนอย่างสงบสุขในสัมปรายภพ
Cheers to her powerful and unforgettable voice !






https://www.telegraph.co.uk/culture/10374637/Edith-Piaf-Mistress-of-heartbreak-and-pain-who-had-a-few-regrets-after-all.html
ชีวิตอันแสนสิ้นหวัง ของนักร้องเสียงทรงพลังตลอดกาล อีดิธ เพียฟ (Edith PIAF)
If you love me (really love me)
ฟังครั้งแรกก็ตะลึงงัน และตกหลุมรักทันทีกับเสียงอันทรงพลัง และร้องอย่างชัดถ้อยชัดคำ สื่อสารอย่างทรนงองอาจมาก ๆ
ต่อมาจึงได้รู้ว่า เพลงที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นภาคภาษาอังกฤษของเพลงฝรั่งเศสชื่อก้องโลกเพลงนี้ L'hymne a l’amour
ที่นักร้องทั้งโลกเอามา cover ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ในด้านดนตรี ดิฉันถึงจะฟังน้อย รู้น้อย แต่ก็ถือว่า หูถึงใช้ได้ทีเดียว (ขอชมตัวเองสักหน่อย แหะ แหะ
เมื่อไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลองฟังเพลงอื่น ๆ ของเธอดูบ้าง ก็พบว่าบางเพลงบังเอิญเป็นเพลงโปรดของพี่สาวที่เคารพนับถือกัน
อย่าง เพลง La vie en rose
ส่วนเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นลายเซ็นตลอดกาลของเธอ คือ เพลง Non je ne regret rien (No, I don’t regret – ไม่ ฉันไม่เสียใจ) ซึ่งดิฉันอยากจะเรียกว่าเป็น My Way ฉบับผู้หญิง ที่มีเนื้อเพลงทระนงองอาจเด็ดขาดพอ ๆ หรืออาจจะมากกว่าเนื้อเพลง My Way เสียด้วยซ้ำ
ลองดูคำแปลของ Non je ne regret rien ดูนะคะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ที่อยากมาแชร์วันนี้ คือ ชีวประวัติของเธอ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่สูงไม่ถึง 150 ซม. มีชีวิตที่แสนโลดโผนโจนทะยาน และผ่านอะไรต่อมิอะไรที่ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงร่างบาง ๆ เล็ก ๆ คนหนึ่งจะทานทนได้ กว่าเธอจะมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ
สิ่งที่ตรึงใจดิฉันเกี่ยวกับเพียฟ ไม่ใช่เพียงแต่เสียงร้องพลังมหาศาลเท่านั้น แต่ยังเป็นแววตาของเธอ แววตาที่ดูทรหด บางมุมก็ดูเฉยเมย ดูชาชิน ดูเหมือนคนผ่านอะไรต่อมิอะไรมามากเหลือเกิน
เธอผ่านอะไรมาบ้าง ดิฉันก็ไม่ทราบได้ จนได้มาเจอคลิปนี้
ที่บอกเล่าเกี่ยวกับช่วงชีวิตที่มืดดำของเธอตอนเด็ก ๆ ก่อนที่เธอจะกลายเป็นที่รักของคนฝรั่งเศสและคนทั่วโลกอย่างในปัจจุบัน
เธอเกิดเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1915 ในแถบ แบลล์วิลล์ (Belleville) ซึ่งเป็นเขตอยู่อาศัยของชนชั้นกรรมาชีพ แม่เธอเป็นนักร้องที่เร่ร้องเพลงไปตามถนน ส่วนพ่อเป็นนักกายกรรมในคณะละครสัตว์ ตอนเธอเกิด เธอใช้ชื่อ อีดิธ โจวันนา กัสซิยง (Edith Giovanna Gassion) ชื่อ อีดิธ เพียฟ เป็นชื่อที่ทั่วโลกรู้จักเธอเมื่อเธอเริ่มมีชื่อเสียง
เมื่อเธอเกิด แม่เธออายุเพียง 17 ปีเท่านั้น คลอดเธอแล้ว ก็ทิ้งหนูน้อยไว้ให้ย่าเลี้ยง
ดราม่าในชีวิตเธอเริ่มตั้งแต่ยังแบเบาะ
ค่ะ ... ดิฉันกำลังจะเล่าต่อว่า หนูน้อยอยู่กับย่าที่เป็นแม่เล้าคุมซ่อง แต่ในสถานที่อย่างซ่องก็ยังมีน้ำใจงดงามที่น่าซาบซึ้งตรึงใจเผื่อแผ่มาถึงเด็กหญิงตัวน้อย ๆ
เล่ากันว่า เพียฟ ตาบอดสนิทตอนช่วงอายุ 3-7 ขวบ แต่กลับมามองเห็นได้อย่างปาฏิหาริย์ เพราะโสเภณีคนหนึ่งในซ่องนั้นได้สวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนให้เธอมองเห็นระหว่างที่เดินทางไปแสวงบุญ
พ่อของเธอถูกเกณฑ์เข้าไปเป็นทหารร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นเวลาเกือบปี
สองปีต่อจากนั้น สงครามก็สงบ พ่อเธอย้ายเธอมาอยู่ที่นอร์มังดี และอีกสี่ปีต่อมา เธอใช้ชีวิตเติบโตอยู่ในซ่อง และได้รับการดูแลโดยบรรดาเหล่าโสเภณีทั้งหลาย
เมื่อเธออายุ 16 เธอตกหลุมรัก หลุยส์ ดูปงต์ (Louis Dupont) และท้องกับเขา แต่เธอก็เดินตามรอยเท้าแม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถเลี้ยงลูกคู่ไปกับการเร่ร้องเพลงไปตามถนนได้ เธอจึงทิ้งลูกเธอที่ชื่อ มาร์แซล ไว้ให้หลุยส์เลี้ยง
ที่น่าเศร้าคือ สองปีต่อมา มาร์แซลตายด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ว่ากันว่า (แต่สื่อบางฉบับก็บอกว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะจริง) เพียฟต้องขายตัวเพื่อหาเงินมาเผาศพลูก
หลุยส์ เลอเปล (Louis Leplee) เจ้าของคลับในปารีสเห็นศักยภาพในน้ำเสียงอันทรงพลังยิ่งใหญ่ ซึ่งแลดูแย้งกับร่างบอบบางที่สูงเพียงหนึ่งร้อยสี่สิบห้าเซ็นติเมตรของเธอ หลุยส์ เลปเล่ ลงทุนส่งเธอไปฝึกเรียนร้องเพลงอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อเปิดตัวเธอในฐานะนักร้อง
เขาได้ยินเสียงเพียฟร้องเพลงดังอย่าง Comme un moineau (Like a sparrow) หลังจากนั้น เขาก็เรียกเพียฟว่า “นกกระจอกน้อย”
เลปเล่เตรียมเพลง 10 เพลงให้เพียฟร้อง และจับเธอใส่กระโปรงดำ และเสื้อกันหนาว ไม่แต่งหน้าแต่งตาใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นลุคเรียบ ๆ เหมือนที่เธอเคยแต่งตอนเขาพบเธอร้องเพลงอยู่ข้างถนน
ดังคาดค่ะ เสียงร้องอันมหัศจรรย์ของเธอทำให้ผู้คนตื่นตะลึง แต่ละครชีวิตเธอยังไม่จบ
ฤดูใบไม้ผลิปีต่อมา เลอเปลถูกฆาตกรรม และเพียฟก็ถูกสืบสวนและสงสัยว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
ถึงตอนนี้ เพียฟและทีมงานใหม่ของเธอก็ดำเนินงานร้องเพลงด้วยตัวเองแล้ว
เธอเริ่มทำงานกับ เรย์มอน แอสโซ่ ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นคนรักของเธอ และเพียฟก็ใช้ชื่อ อีดิธ เพียฟ อย่างถาวร
หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง เพียฟก็เริ่มออกทัวร์ร้องเพลงไปทั่วโลกและได้รับชื่อเสียงและความนิยมในระดับสากล
ชีวิตเธอไม่เคยราบรื่น หลังปี 1951 เป็นต้นมา เธอเคยประสบอุบัติเหตุรถชนอย่างรุนแรงถึงสามครั้ง อาการบาดเจ็บทำให้เธอติดมอร์ฟีนและเหล้า
ด้านชีวิตรักเธอก็ชอกช้ำและโชกโชนมากมาย หลังจากผ่านชีวิตอกหัก รักเลิก ในช่วงต้น ๆ ของชีวิต ต่อมาเธอก็มีคนรักเป็นคนในสังคมระดับสูง รวมถึงบรรดาเซเลบไฮโซทั้งหลายของฝรั่งเศส
เป็นที่รู้กันว่าเธอมี “สัมพันธ์ลึกซึ้ง” ที่รักง่ายหน่ายเร็วไปทั่ว แต่เธอแต่งงานจริง ๆ สองครั้ง
ครั้งแรก เธอแต่งงานกับนักร้องที่ชื่อ ฌาคส์ พิลส์ ในปี ค.ศ. 1952 แต่งได้ 5 ปี พอปี ค.ศ. 1957 การแต่งงานก็จบลง
ครั้งที่สองนี่แซ่บกว่า เธอแต่งในปี ค.ศ. 1962 แต่งกับ เธโอ ซาราโป (Theo Sarapo) ช่างทำผมกรีกที่เป็นเกย์ และอายุน้อยกว่าเธอ 20 ปี การแต่งงานคราวนี้ อยู่ได้ไม่นานค่ะ เพราะอีดิธเสียชีวิตในปีถัดมาด้วยโรคมะเร็ง
ว่ากันว่า ความมีชื่อเสียงของเธอได้ช่วยเธอในระหว่างและหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ช่วงที่ฝรั่งเศสถูกเยอรมันยึดครองนั้น เธอต้องสงสัยว่าร่วมมือกับพวกเยอรมันด้วย แม้เธอจะยืนยันความภักดีของเธอต่อประเทศ
เหตุนั้นเกิดจาก ช่วงระหว่างสงคราม เธอยังคงสามารถดำเนินการร้องเพลงได้อยู่ และมีผู้ฟังเป็นถึงระดับ นาซีตัวเด่น ๆ หน่วยเอสเอส และตำรวจลับเกสตาโป
แต่เพียฟและบรรดาผู้สนับสนุนเธอต่างยืนยันว่า เธอไม่เพียงแต่จะช่วยฝั่งฝรั่งเศสเท่านั้นแต่เธอยังเป็นสมาชิกลับ ๆ ของกลุ่มชาวฝรั่งเศสที่ต่อต้านนาซีด้วย
การที่เธอได้รับอนุญาตจากพวกเยอรมัน ให้เข้าไปร้องเพลงในคุกเยอรมันที่ขังทหารฝรั่งเศสและฝ่ายสัมพันธมิตรไว้นั้น ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้เหล่าทหารที่ถูกจับเป็นเชลยเป็นอย่างมาก
นอกจากนั้น เธอยังใช้ทั้งชื่อเสียงและกำลังทรัพย์ช่วยเพื่อนและเพื่อนร่วมงานชาวยิวของเธออย่าง มิเชล อีแมร์ (Michel Emer) ให้รอดพ้นจากการถูกนำไปประหาร
ส่วนชีวิตเธอนั้นไม่ได้ยืนยาวนัก เธอมีชีวิตไม่ถึงสี่รอบ กล่าวคือ เธอจากไปในวัยเพียง 47 ด้วยโรคมะเร็งตับ
บนเตียงก่อนตายของเธอ เธอได้ทิ้งคำพูดอมตะเอาไว้ให้โลกนี้คือ
“Every damn thing you do in life, you have to pay for” แปลตรง ๆ เป็นไทยได้ว่า
“ห่าเหวอะไรก็ตามที่คุณทำในชีวิต คุณมีราคาที่ต้องจ่าย”
แม้เธอจะสิ้นชีพไปแล้ว ดราม่าเธอบนโลกใบนี้ก็ยังไม่จบ
งานศพของเธอนั้น โบสถ์แคธอลิคตราว่า เธอเป็นคนบาปจึงไม่ได้มีการสวดศพแบบเต็ม ๆ (Funeral Mass) ให้ ร่างของเธอถูกบรรจุโลงและไปฝังที่สุสาน แปร์ ลาแชส (Pere Lachaise) และมีการสวดให้พรเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
อีกห้าสิบปีต่อมาหลังจากเธอจากโลกนี้ไป ในปี 2013 จึงมีการจัดพิธีศพให้เธออย่างเต็มยศสมเกียรติอีกครั้ง โดยท่านบิช็อปเป็นผู้ดำเนินพิธีให้ซึ่งมีการถ่ายทอดไปบนโทรทัศน์จอยักษ์และแพร่ภาพไปทั่วประเทศ
ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ได้รับข้อเสนอให้ทำการย้ายที่ฝังศพเธอไปฝังที่ ปองเธอง (Pantheon) สุสานแห่งชาติที่เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญ ๆ ระดับวอลแตร์ และ รุสโซ
เขียนถึงคุณยายอีดิธด้วยความคาราวะ และนับถือทั้งในความสามารถ เสียงร้อง และจิตวิญญาณแกร่งที่เข้มแข็งกล้าหาญและไม่ยอมจำนนต่อชะตาชีวิต
[:อมยิ้ม17:][:อมยิ้ม17:][:อมยิ้ม17:]
ท่านเสียก่อนดิฉันเกิดสิบเอ็ดปี และดิฉันเชื่อว่า ดวงวิญญาณของท่านกำลังพักผ่อนอย่างสงบสุขในสัมปรายภพ
Cheers to her powerful and unforgettable voice !
https://www.telegraph.co.uk/culture/10374637/Edith-Piaf-Mistress-of-heartbreak-and-pain-who-had-a-few-regrets-after-all.html