เรื่องนี้เกิดขึ้นจากคำบอกเล่าของคนที่เคยหลงผ่านเข้าไปติดในค่าย ที่ๆคนแถวๆนั้นขนานนามว่าว่า "ค่ายนรก"
คนงานที่บ้านผม และคนรู้จักอีกหลายคนเล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อน ในไทยมีค่ายที่เรียกว่าค่ายนรก เพราะ เมื่อเข้าไปแล้ว ไม่สามารถที่ออกมาได้ง่ายๆ ใครที่จะออกมาต้องแลกด้วยการเสี่ยงตาย จากมือปืนของค่ายนรก
ลุงศักดิ์ <นามสมมุติ> เป็นคนพื้นเพ จ.บุรีรัมย์ ตอนนี้ลุงอายุ ประมาน 70 กว่าๆ เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์ที่ลุงหลงเข้ามาในค่ายนรกนี้ได้ เพราะว่าสมัยก่อนที่ลุงอยู่บุรีรัมย์ ครอบครัวยากจน ที่บ้านทำการเกษตรก็แทบไม่มีเหลือให้กิน เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นจึงตัดสินใจออกจากบ้านไปแสวงโชค เหมือนคนอื่นๆในสมัยนั้น คนแถบอีสานสมัยนั้นเมื่อโตเป็นหนุ่มสาว ก็จะออกเดินทางจากบ้าน เพื่อไปหาโอกาสที่ดีกว่า
เมื่อลุงเดินทางมาถึงเขตรอยต่อ อ.หนองใหญ่-บ่อทอง จ.ชลบุรี และ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ได้หลงเข้าไปทำงานในสถานที่นี้ เป็นสถานที่ ปลูก อ้อย และพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ของเจ้าของที่ดิน ที่จะถูกเรียกว่า "หลงจู๊"
หลงจู๊ ในแถบนี้คือ ชาวจีนที่อพยพมาจากประเทศจีน ทำมาหากิน จนเป็นผู้ที่มีที่ดินเยอะ มีอิทธิพล และค่อนข้างจะมีถานะ ในแถบนี้ยังพอหลงเหลือหลงจู๊เก่าๆอยู่บ้าง แต่อายุก็คงแก่มากๆแล้ว บางหลงจู๊มีที่หลัก 100ไร่ บางหลงจู๊มีที่หลักพันถึงหมื่นไร่ ใช่ครับหลักหมื่นไร่ ไม่ใช่ที่ๆน้อยๆเลย หลายสิ่งที่ได้มา ได้มาเพราะความโหด และทำการค้าขายเก่ง บวกกับความโหดเหี้ยม อย่างเป็นที่รู้ๆกันอยู่ ในเขตอำเภอแถบนี้ มีมาเฟีย หลงจู๊ เจ้าพ่อ มือปืน และผู้มีอิทธิพล ฆ่าฟันกันเพื่อผลประโยชน์มาอย่ายาวนาน หลงจู๊ในสมัยก่อน ใช้วิธียิงปืนขึ้นฟ้ากระสุนไปตกตรงไหนตรงนั้นถือว่าเป็นที่ของหลงงจู๊ ชาวบ้านก็ไม่กล้าทำอะไร ถ้ามีปากเสียงก็จะถูกขู่ให้ออกไป ถ้ายังไม่ออก ก็จะส่งมือปืนไปยิง มีผู้คนแถบนั้นตายเพราะกระสุนปืนจำนวนมาก
ค่ายนรก ที่สร้างขึ้นมานั้นมีไว้เพื่อ ให้คนงานที่ทำงานให้หลงจู๊ ได้ไว้ใช้เป็นที่นอน เมื่อถึงเวลาก็ไล่ออกไปทำงานโดยมีสมุนของหลงจู๊นั้นๆ เป็นคนคอยคุม เพื่อป้องกันคนงานไม่ให้หนี คนคุมทุกคนมีปืนติดตัวตลอด ยิงคนทิ้งเหมือนกับบ้านเมืองไม่กฎหมาย จะให้กินข้าวบ้างแต่ก็เพื่อปะทังชีวิตและสามารถทำงานได้ต่อ ไม่มีค่าจ้างให้แม้แต่บาทเดียว คนที่หลงเข้าไปต้องทำงานตามคำสั่งไม่สามารถมีปากเสียง เรียกได้ว่าทำงานฟรีๆให้กับเจ้าของทีดินไม่ต่างอะไรกับทาส เมื่อถามว่าทำไมตำรวจไม่เข้าไปช่วยเหลือ ก็ต้องให้เรานึกถึงภาพชนบทที่ถนนหนทางห่างไกล มีแต่ไร่ แต่เขา ยากแก่การเข้าถึง หรือถ้าเข้าถึงได้ก็คงไม่ใครกล้าไปท้าทายอำนาจอิทธิพลของ เหล่ามาเฟียหลงจู๊ คนในพื้นทีร้ดีว่าการต่อกรกับผู้มมีอิทธิพลแถบนี้ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ลุงที่เคยทำงานในค่ายนี้ บอกว่า ใครที่คิดหนีและถูกยิงตายก็ซวยไป ใครหนีรอดก็ถือว่าโขคดี ถ้าถูกจับได้อย่างเบาก็ถูกซ้อม อย่างหนักก็ยิงทิ้งให้เป็นตัวอย่าง
ไม่น่าเชื่อว่าสมัยนั้นแถบนั้นจะป่าเถื่อนได้ขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าในประเทศไทยจะมีค่ายแบบนี้ ที่คงไม่ต่างอะไรกับทาสชาวผิวสีในอเมริกา ที่ถูกซื้อขายเป็นสิ่งของ ทำงานแบบไม่มีค่าจ้าง จนตัวตายแบบไม่สิทมีเสียง
มาถึงวันนี้ ค่ายพวกนั้นได้หมดไปแล้ว เนื่องจากความเจริญเข้าถึง ถนนหนทาง และปัจจัยอื่นๆที่ผ่านช่วงเวลามายาวนาน จะคงเหลือไว้ก็แต่ ที่ดินมหาศาล ของเจ้าของที่ดิน และสมบัติบาปที่ตกทอดกันมาถึงลูกหลานของหลงจู๊นั้นๆ
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และได้ผ่านการบอกเล่าโดยตรงจากผู้ที่อยู่ในค่าย และชาวบ้านในแถบนั้นๆ อยากให้เรื่องราวแบบนี้ไม่เกิดขึ้นมาอีก บนโลกนี้
ที่ที่ มนุษย์ทุกคนควรมีค่าเท่าเทียมกัน ไม่ใช่วัดกันที่ อำนาจของเสียงปืน เสียงเงิน
ค่ายนรก ประเทศไทย
คนงานที่บ้านผม และคนรู้จักอีกหลายคนเล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อน ในไทยมีค่ายที่เรียกว่าค่ายนรก เพราะ เมื่อเข้าไปแล้ว ไม่สามารถที่ออกมาได้ง่ายๆ ใครที่จะออกมาต้องแลกด้วยการเสี่ยงตาย จากมือปืนของค่ายนรก
ลุงศักดิ์ <นามสมมุติ> เป็นคนพื้นเพ จ.บุรีรัมย์ ตอนนี้ลุงอายุ ประมาน 70 กว่าๆ เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์ที่ลุงหลงเข้ามาในค่ายนรกนี้ได้ เพราะว่าสมัยก่อนที่ลุงอยู่บุรีรัมย์ ครอบครัวยากจน ที่บ้านทำการเกษตรก็แทบไม่มีเหลือให้กิน เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นจึงตัดสินใจออกจากบ้านไปแสวงโชค เหมือนคนอื่นๆในสมัยนั้น คนแถบอีสานสมัยนั้นเมื่อโตเป็นหนุ่มสาว ก็จะออกเดินทางจากบ้าน เพื่อไปหาโอกาสที่ดีกว่า
เมื่อลุงเดินทางมาถึงเขตรอยต่อ อ.หนองใหญ่-บ่อทอง จ.ชลบุรี และ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ได้หลงเข้าไปทำงานในสถานที่นี้ เป็นสถานที่ ปลูก อ้อย และพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ของเจ้าของที่ดิน ที่จะถูกเรียกว่า "หลงจู๊"
หลงจู๊ ในแถบนี้คือ ชาวจีนที่อพยพมาจากประเทศจีน ทำมาหากิน จนเป็นผู้ที่มีที่ดินเยอะ มีอิทธิพล และค่อนข้างจะมีถานะ ในแถบนี้ยังพอหลงเหลือหลงจู๊เก่าๆอยู่บ้าง แต่อายุก็คงแก่มากๆแล้ว บางหลงจู๊มีที่หลัก 100ไร่ บางหลงจู๊มีที่หลักพันถึงหมื่นไร่ ใช่ครับหลักหมื่นไร่ ไม่ใช่ที่ๆน้อยๆเลย หลายสิ่งที่ได้มา ได้มาเพราะความโหด และทำการค้าขายเก่ง บวกกับความโหดเหี้ยม อย่างเป็นที่รู้ๆกันอยู่ ในเขตอำเภอแถบนี้ มีมาเฟีย หลงจู๊ เจ้าพ่อ มือปืน และผู้มีอิทธิพล ฆ่าฟันกันเพื่อผลประโยชน์มาอย่ายาวนาน หลงจู๊ในสมัยก่อน ใช้วิธียิงปืนขึ้นฟ้ากระสุนไปตกตรงไหนตรงนั้นถือว่าเป็นที่ของหลงงจู๊ ชาวบ้านก็ไม่กล้าทำอะไร ถ้ามีปากเสียงก็จะถูกขู่ให้ออกไป ถ้ายังไม่ออก ก็จะส่งมือปืนไปยิง มีผู้คนแถบนั้นตายเพราะกระสุนปืนจำนวนมาก
ค่ายนรก ที่สร้างขึ้นมานั้นมีไว้เพื่อ ให้คนงานที่ทำงานให้หลงจู๊ ได้ไว้ใช้เป็นที่นอน เมื่อถึงเวลาก็ไล่ออกไปทำงานโดยมีสมุนของหลงจู๊นั้นๆ เป็นคนคอยคุม เพื่อป้องกันคนงานไม่ให้หนี คนคุมทุกคนมีปืนติดตัวตลอด ยิงคนทิ้งเหมือนกับบ้านเมืองไม่กฎหมาย จะให้กินข้าวบ้างแต่ก็เพื่อปะทังชีวิตและสามารถทำงานได้ต่อ ไม่มีค่าจ้างให้แม้แต่บาทเดียว คนที่หลงเข้าไปต้องทำงานตามคำสั่งไม่สามารถมีปากเสียง เรียกได้ว่าทำงานฟรีๆให้กับเจ้าของทีดินไม่ต่างอะไรกับทาส เมื่อถามว่าทำไมตำรวจไม่เข้าไปช่วยเหลือ ก็ต้องให้เรานึกถึงภาพชนบทที่ถนนหนทางห่างไกล มีแต่ไร่ แต่เขา ยากแก่การเข้าถึง หรือถ้าเข้าถึงได้ก็คงไม่ใครกล้าไปท้าทายอำนาจอิทธิพลของ เหล่ามาเฟียหลงจู๊ คนในพื้นทีร้ดีว่าการต่อกรกับผู้มมีอิทธิพลแถบนี้ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ลุงที่เคยทำงานในค่ายนี้ บอกว่า ใครที่คิดหนีและถูกยิงตายก็ซวยไป ใครหนีรอดก็ถือว่าโขคดี ถ้าถูกจับได้อย่างเบาก็ถูกซ้อม อย่างหนักก็ยิงทิ้งให้เป็นตัวอย่าง
ไม่น่าเชื่อว่าสมัยนั้นแถบนั้นจะป่าเถื่อนได้ขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าในประเทศไทยจะมีค่ายแบบนี้ ที่คงไม่ต่างอะไรกับทาสชาวผิวสีในอเมริกา ที่ถูกซื้อขายเป็นสิ่งของ ทำงานแบบไม่มีค่าจ้าง จนตัวตายแบบไม่สิทมีเสียง
มาถึงวันนี้ ค่ายพวกนั้นได้หมดไปแล้ว เนื่องจากความเจริญเข้าถึง ถนนหนทาง และปัจจัยอื่นๆที่ผ่านช่วงเวลามายาวนาน จะคงเหลือไว้ก็แต่ ที่ดินมหาศาล ของเจ้าของที่ดิน และสมบัติบาปที่ตกทอดกันมาถึงลูกหลานของหลงจู๊นั้นๆ
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และได้ผ่านการบอกเล่าโดยตรงจากผู้ที่อยู่ในค่าย และชาวบ้านในแถบนั้นๆ อยากให้เรื่องราวแบบนี้ไม่เกิดขึ้นมาอีก บนโลกนี้
ที่ที่ มนุษย์ทุกคนควรมีค่าเท่าเทียมกัน ไม่ใช่วัดกันที่ อำนาจของเสียงปืน เสียงเงิน