นี่หรือคือพม่า...ภาค 1 ย่างกุ้ง

กระทู้สนทนา

Never Ending Wanderlust
ติดตามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/Never-Ending-Wanderlust-333202827168152/
Instagram : https://www.instagram.com/wanderlust_neverending/
และ Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCqylOvHIZ7H4weVGTFUgb9Q?view_as=subscriber
st

วันนี้ผมคันไม้คันมือเหลือเกิน เพราะผมอยากจะเล่าเรื่องราวการท่องเที่ยวแบบโดดเดี่ยว แต่ไม่เดียวดายกับประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายที่ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนาและทุ่งเจดีย์พันองค์ นั่นคือ...พม่า

ก่อนที่จะเริ่มต้นนั้น ผมขอตกลงกันก่อนว่าผมขอเรียกประเทศและพี่น้องจากประเทศนี้ว่าพม่าแล้วกัน ด้วยความที่เราคุ้นชินกับชื่อนี้มาแต่ไหนแต่ไร จะให้เปลี่ยนมันก็แปล่งหูชอบกล และเรื่องราวนี้นั้นเกิดขึ้นในปี 2015 (วันที่เขียนตอนนี้คือ 6 พฤษภาคม 2018) ดังนั้นข้อมูลต่างๆอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหรืออาจจะลบเลือนไปบ้างนะครับ

อาจจะมีคำถามว่าทำไมปล่อยมาตั้งหลายปีกว่าจะมาเล่า นั่นก็เพราะว่าจริงๆผมเป็นคนที่เสพติดการท่องเที่ยวมาก เรียกได้ว่าเที่ยวจนหมาจำหน้าไม่ได้กันเลยทีเดียว 555 จนเพื่อนแนะให้ผมทำเพจ แต่ตอนแรกผมไม่เอาเพราะผมคิดว่าการทำรีวิวนั้นมันเหมือนการบ้านที่เราต้องคอยตามเก็บข้อมูลระหว่างที่เราท่องเที่ยว แต่พอมาตอนนี้กลับกลายเป็นความสนุก ตื่นเต้นที่จะได้เขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของชีวิต กลายเป็นบันทึกที่เรากลับมามองดูตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตอนไหนในชีวิตของเรา

เรากลับมาที่การเดินทางต่อดีกว่าครับ การเดินทางครั้งนี้ ผมวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2014 โดยคืนนั้นผมได้เข้าไปเช็คราคาตั๋วเครื่องบินแบบสุ่มๆและได้ไปเจอกับโปรโมชั่นกับน้องหางเหลือง กรุงเทพ - ย่างกุ้ง ราคาประมาณ 2000 กว่าบาทเท่านั้น ไม่รอช้า ผมโทรไปหาเพื่อนผมทันที ชักชวน ตกลง จอง ปั่นจักรยานไปจ่ายเงินที่ 7-11 แล้วก็วางแผนกันประมาณครึ่งปีก่อนการเดินทาง จนมาถึงก่อนวันเดินทางประมาณ 1 อาทิตย์ ลางสังหรณ์ของผมก็เป็นจริง นั่นคือเพื่อนผมติดงานครับ 555 ไม่เป็นไร...คูณไม่ว่าง เราก็บินเดี่ยวสิ รออะไรล่ะ

ก่อนที่ผมจะไปนั้น ผมได้ไปเล่าให้เพื่อนอีกคนฟังว่าผมกำลังจะไปแบกเป้เที่ยวคนเดียวที่พม่า เพื่อนผมก็สวนขึ้นมาเลยว่า ไม่กลัวโดนฆ่าปาดคอเหรอ บ้านป่าเมืองเถื่อนนะ ดูจากหน้าหนังสือพิมพ์สิ ออกข่าวไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งผมขอออกประกาศที่นี้เลยนะครับว่า พี่น้องพม่านั้นน่ารัก ใจดีมาก ผมได้รับมิตรภาพตลอดการเดินทางครั้งนี้เลย บางทีการที่เราเสพสื่อมากจนเกินไป มันก็กลายเป็นสิ่งที่เราจินตนาการว่าโลกมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ทั้งที่จริงแล้วเราต้องออกไปพิสูจน์เองต่างหากแล้วค่อยตัดสินใจเชื่อครับ

ป่ะ...ไปเที่ยวกัน
Bangkok - Myanmar 14 - 24 March 2015

14 มีนาคม 2015
การเดินทางของผมเริ่มต้นวันที่ 14 มีนาคมครับ ที่เลือกวันนี้เพราะผมกะว่าผมจะไปฉลองวันเกิดตัวเองที่พม่าสักหน่อยคือวันที่ 15 มีนาคม เครื่องบินได้ออกจากสนามบินดอนเมือง บินไปแป๊บๆ ยังไม่ทันจะง่วงก็ถึงแล้วที่นี่...ย่างกุ้ง


ตอนนั้นที่ผมไปยังคงเป็นสนามบินเก่า ซึ่งตอนนี้ได้ข่าวมาว่าสนามบินใหม่นั้นสวยสดงดงาม อาจจะมีไปซ้ำก็ได้ในอนาคต ใครจะรู้เพราะยังมีอีกหลายที่ที่ผมยังไม่ได้ไป ตอนนั้นสนามบินเก่ามีขนาดเล็กมาก เดินงงๆออกมาก็ไปแลกเงินจ๊าดก่อนแล้วก็ออกไปโบกแท๊กซี่ด้านหน้า ยังไม่ได้จองอะไรทั้งสิ้น ตอนนั้นมีแค่ Lonely Planet เล่มเดียวจริงๆ


นับว่าเป็นการเปิดประเดิมย่างกุ้งได้อย่างสวยมาก เพราะผมได้พี่คนขับแท๊กซี่ที่ดีมาก อัธยาศัยดี ไม่โก่งราคา เปิดมิเตอร์ปกติ แถมช่วยเลือกที่พักอีกด้วย พี่คนขับพูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี หน้าแกจะออกไปทางอินเดีย ตอนนั้นผมบอกว่าผมอยากได้ที่พักแบบถูกๆแต่สภาพไม่แย่มาก ไม่ไกลมากจากชุมชน แกเลยพาผมมาที่ Garden Guest House คืนละ 10$ อยู่ตรงบริเวณวงเวียน Sule Paya ห้องพักที่นี่มีทั้งแบบพักรวมและแยก ตัวผมขอพักแบบแยกส่วนตัว เนื่องจากราคาไม่ได้แรงจนเกินไป ประมาณ 300 กว่าบาทเท่านั้น สภาพห้องใช้ได้ แอร์ไม่เย็นแต่มีพัดลมเพดานในห้อง เลยไม่ได้อะไรมาก ห้องสะอาดดี พนักงานบริการดีมาก แถมห่างจาก China Town ประมาณ 800 เมตรเท่านั้น ของกินเยอะตอนกลางคืน

Garden Guest House

หลังจากเช็คอินเสร็จ ตอนนั้นเป็นเวลาเช้า ไม่รอช้าผมถามพนักงานเลยว่าที่ไหนมีโมฮิงกะ (Mohinga) ที่อร่อยที่สุด คือผมร่างรายชื่อมาเลยว่าผมจะทานอะไรบ้าง 555 ซึ่งพนักงานก็แนะนำร้านมา เป็นร้านแถวๆโรงแรม พอผมเดินเข้าไปในร้าน จากสภาพการแต่งกายของผม คนท้องถิ่นเขาก็รู้แหละว่าไม่ใช่คนที่นี่ ก็มองผมกันหมด 555 ตอนนั้นผมก็สั่งโมฮิงกะมา 1 จาน

โมฮิงกะมันก็คือขนมจีนน้ำยาปลาแบบบ้านเราเลยครับ แต่ของเราจะติดออกหวานมากกว่า ของเขาจะออกเค็มๆ เสริฟพร้อมกับถั่วทอดและไข่เค็ม อร่อยดีครับ


เสร็จจากอาหารเช้า ผมก็ออกสำรวจย่างกุ้งทันที การเดินทางในย่างกุ้งทุกที่ในเมือง ผมใช้การเดินเท้าหมดนะครับ เพราะผมชอบการเดินดูผู้คน ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ อากาศที่ย่างกุ้งร้อนมาก เหมือนที่กรุงเทพ แต่ผมรับได้ เพราะผมชอบออกแดดครับ ผิวของผมนี่ขึ้นเงาเลยทีเดียว 555

สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่พม่าจะมีค่าเข้าหมด ไม่เว้นแม้แต่วัดด้วยเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย ผมเริ่มต้นที่แรกคือที่วัด Sule Paya เพราะอยู่ใกล้สุด ภายในวัดจะเป็นวงกลมเพราะวัดนี้อยู่กลางวงเวียน เป็นเกาะกลางถนน มีผู้คนมากราบไหว้ไม่ขาดสายเลยทีเดียว


หลังจากที่เดินและถ่ายรูปจนทั่ว Sule Paya ผมจึงออกเดินต่อ เดินแบบไม่มีจุดหมาย ลัดเลาะไปตามตลาด ซอกซอยต่างๆ เดินไปอ่านหนังสือในมือไป จนตัดสินใจจะไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติย่างกุ้ง ข้างในบอกเล่าเรื่องราวประเทศพม่าได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิวัฒนาการตัวอักษรโบราณของพม่า เพราะผมเป็นคนที่ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับภาษาเป็นทุนเดิม จึงชอบมุมนี้เป็นพิเศษ เสียดายที่ด้านในห้ามถ่ายภาพ จึงไม่มีรูปมาให้เพื่อนๆดู

ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์
Myanmar Immigration Office

เดินทั่วเมือง หลังแฉะ หน้าไหม้ไปเรื่อยๆ จนมาตกมื้อกลางวัน ผมเดินผ่านหาบเร่ข้างทาง เห็นว่าแม่ค้าสาวพม่านัยน์ตาแขกกำลังง่วนอยู่กับอาหารที่เธอขาย ผมจึงชะโงกหน้าไปดู เป็นเหมือนเต้าหู้ที่ทำมาจากถั่วลูกไก่ (Chickpea) เป็นถั่วที่นิยมรับประทานในอินเดียและพม่าเช่นเดียวกัน แต่ที่บ้านเราไม่ค่อยเป็นที่นิยม อาหารจานนี้ผมเคยเจอและลองทานเมื่อตอนเดินทางไปแม่ฮ่องสอนที่ตลาดเช้าในเมือง คาดว่าน่าจะคล้ายๆกัน แม่ค้าเสริฟอาหารจานนี้มาพร้อมกับซุปปลา เหมือนในรูปด้านล่าง กลิ่นจะออกคาวๆหน่อยๆ จานนี้ถือว่าผ่านเช่นเดียวกัน อร่อยครับ


การเดินทางครั้งนี้ออกจะงงๆเล็กน้อย เพราะผมไม่ได้วางแผนอะไรเลย คือตื่นมาแต่ละวันก็ค่อยมาคิดว่าจะไปไหน นอนที่ไหนดี ดังนั้นพอผมเดินไปเรื่อยๆทั่วย่างกุ้ง ผมเลยตัดสินใจว่าจะเดินทางไปพุกาม (Bagan) ในวันรุ่งขึ้น จึงได้สอบถามกับคนแถวนั้นว่าสถานีรถไฟอยู่ที่ไหน จะไปซื้อตั๋วและเช็คตารางการเดินรถ

หัวลำโพงแห่งเมืองย่างกุ้ง

ตอนนั้นชาวบ้านชี้ทางผมให้ไปที่สถานีรถไฟ ซึ่งนั่นก็ถูกต้อง เป็นสถานีรถไฟจริงๆ แต่ที่ขายตั๋วอยู่อีกที่นึง...เดี๋ยวนะ จะแยกออกจากกันคนละที่เพื่อ? 555 ผมเลยต้องเดินย้อนกลับไป ตอนนั้นแดดแรงมากระดับสิบ เดินวนไปวนมา เพ่งแล้วเพ่งอีก หาที่ขายตั๋วไม่เจอ จนผมเข้าไปถามกับพี่ รปภ ของห้างสรรพสินค้าแถวนั้น พี่เขาเลยชี้ว่าที่ขายตั๋วก็อยู่ข้างหลังผมไง และสภาพที่ขายตั๋วก็เป็นแบบในภาพด้านล่างครับ ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมผมหาไม่เจอ เพราะมันช่างสะดุดตาเสียเหลือเกิน 555


แต่พอเดินเข้าไปข้างใน ตกใจยิ่งกว่า ตอนแรกยังแอบคิดในใจว่าแน่ใจเหรอ ว่าที่นี่คือที่ขายตั๋วรถไฟ 555


ผมได้ตั๋วรถไฟ เดินทางในวันรุ่งขึ้น ส่วนรายละเอียดรถไฟจะขอยกยอดไปตอนเดินทางนะครับ
หลังจากที่ได้ตั๋วแล้วผมก็เดินไปที่สวนสาธารณะกลางเมือง (The People's Park) เป็นสวนสาธารณะที่อยู่ติดกับพระเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon) ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณสี่โมงครึ่ง ผมเลยเข้าไปในสวน เดินถ่ายรูปเล่น รอเวลาพระอาทิตย์ตกดินที่พระเจดีย์ชเวดากอง

สวนสาธารณะแห่งนี้มีชาวบ้าน ลูกเด็กเล็กแดง รวมทั้งหนุ่มสาวเดินเป็นคู่ๆมาพักผ่อนกันค่อนข้างเยอะ มีบ่อน้ำอยู่กลางสวน สามารถมองเห็นยอดของพระเจดีย์ชเวดากองได้เลยจากสวน


พอถึงเวลาประมาณห้าโมงครึ่ง ผมก็ออกจากสวน ข้ามถนนแล้วไปที่พระเจดีย์ชเวดากองเพื่อรอดูแสงสุดท้ายของวันที่นั่น ก่อนเข้าวัดเราจะต้องถอดรองเท้า รวมทั้งถุงเท้าด้วย ซึ่งจะต้องถอดและฝากไว้ที่หน้าทางเข้า โดยจะมีคนรับเอารองเท้าเราไปและอาจจะมีน้ำใจให้ค่าดูแลเขาเวลาออกมาจากวัด

พอเดินไปสักพักก็มีคนเดินเข้ามาและบอกว่าข้างในทุกคนต้องสวมลองจี (Longyi) นะ ไม่งั้นเข้าไม่ได้ ลองจีก็คือผ้าถุงที่ผู้ชายพม่านิยมใส่กันทั่วไปครับ ลักษณะคล้ายโสร่ง

ไอ้ผมก็เมาแดดมาทั้งวัน ก็เลยซื้อแบบงงๆ แต่พอเดินเข้ามาในวัด ปรากฏว่าชาวบ้านรวมทั้งนักท่องเที่ยวบางส่วนใส่กางเกงกันปกติ ตอนนั้นรู้สึกแบบ เอิ่ม...เราเป็นเหยื่อของการท่องเที่ยวเหรอเนี่ย 555 แต่ก็ไม่ได้อะไร ถือว่าได้ลองจีเป็นของฝากแล้วกัน

ตอนนั้นชาวบ้านรวมทั้งนักท่องเที่ยวมาสักการะและถ่ายรูปในวัดกันเยอะมาก รวมทั้งเป็นเวลาโพล้เพล้ แสงอาทิตย์ได้ตัดกับองค์พระเจดีย์ชเวดากองสีทองอร่าม ช่างเป็นภาพที่งดงามจริงๆ


หลังจากนั้นผมก็เรียกแท๊กซี่ไปที่ China Town ที่เรียกแท๊กซี่เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ไปในต่างถิ่นต่างแดน ยังไงก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน ที่ China Town ของเมืองย่างกุ้งมีขนาดที่ไม่ได้ใหญ่โตมากนักหากเทียบกับเยาวราชที่กรุงเทพ แต่ก็เป็นแหล่งที่สามารถหาของกินตอนหลางคืนได้ดีทีเดียว จะมีร้านอาหาร บาร์ต่างๆเปิดตามข้างทาง
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่