[นอกเรื่อง/วิเคราะห์] ทุกคนคิดยังไงกับการวิเคราะห์-การสร้างทฤษฎีจากมิวสิควิดีโอ แม้ว่าในบางครั้งมันไม่จำเป็นเลย

ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกว่า ทุกเป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ใครใคร่ด่าใครว่าใคร่รีพอร์ตเชิญเลยครับ


ทุกๆคนห้องกรุงโซลอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากับกระทู้วิเคราะห์เรื่องราวภายใน MV ที่เชื่อมโยงกันในแต่ละเพลง ทฤษฎี Lore หรือตัว "เนื้อเรื่องหลัก" ที่สมมุติการดำเนินอยู่เบื้องหลังทั้งหมดของผลงานศิลปิน
เอาเข้าจริงๆ ผมก็ชอบเข้ากระทู้แบบนี้นะครับ อ่านสนุกดี แม้ว่าจะเตือนว่ารูปเยอะก็เถอะ 55555

แต่ในบางครั้งผมก็สงสัยว่า ในบางเอ็มวี ผมดูแล้วมันก็ไม่มีอะไรเลยนะ ก็แค่ร้องเพลง เต้นๆ ซีนโคลสอัพก็ร้อง ทำหน้าทำตา
แต่เฮ้ย มันก็มีเรื่องราว มีทฤษฎีว่ะ ไม่รู้เอามาจากไหน
แล้ววิเคราะห์ใหญ่โต ซีนนั้นมีอันนี้สื่อถึงโน้นนั่น โยงกับนี่นู้น บางคนถึงกับสร้าง Timeline ขึ้นมาแบบเป็นจริงเป็นจัง
ผมเห็นแล้วก็เกาหัวแกร๊กๆ นะ

บางคนอาจจะไม่เห็นภาพ หรือเบลมว่าสักแต่ด่า ทำไมไม่มาลองทำเหมือนเค้าบ้างละ งั้นสมมุติว่ามีบางคนลองวิเคราะห์เอ็มวีนี้นะครับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ส่วนตัวแล้วผมว่าเพลงนี้เจ๋งนะ ทั้ง synth riffs กับการใช้จังหวะแบบ offbeat ตัวบีทแน่น แต่ผสมได้ลงตัวและไม่ดูเยอะเวิ้นเว้อเหมือน EDM ทั่วไป
ถึงท่อนแรปผมจะชอบกดข้ามไปก็เถอะ55


คือเอ็มวีมันไม่มีอะไรเลยนะครับ แค่แบบแฟนไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่น แล้วผู้หญิงจับได้ เลยแก้แค้นนู้นนี่ สุดท้ายก็เอาแฟนไปทิ้งขยะ ผู้หญิงเป่าหมากฝรั่งสบายใจเฉิบ
ฉากร้องเพลงก็ร้องๆ เต้นๆ ธรรมดา มีรถจอดไว้ให้ดูแพงดูไฮโซ แค่นั้น จริงๆ ไม่ต้องตีความอะไรเลย ดูนมดูเต้นดึ๋งดั๋งกันไป

ถ้างั้นไม่ต้องรอช้า เรามาวิเคราะห์เอ็มวีนี้กันเลยครับ


...

ในทางจิตวิทยา แม้ว่าความรักจะสร้างด้วยสิ่งเดียวกัน คือ Passion หรือแรงอารมณ์รักใคร่ที่ถูกกระตุ้นจากฮอร์โมนในสมอง
แต่การพัฒนาการของความรักในผู้ชายและผู้หญิงกลับไม่เหมือนกัน

โดยผู้ชายจะเน้นไปกับการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และมักนึกถึงเรื่องเพศเป็นหลัก แต่ผู้หญิงจะเน้นไปกับการตอนสนองทางอารมณ์มากกว่าเรื่องรักใคร่หรือเรื่องเพศ และจะเน้นการแสดงออกทางการสื่อสารมากกว่าเพื่อเพิ่มความรู้สึกใกล้ชิดต่อกัน
ซึ่งสัมพันธ์กับการระบุเหตุของความรักที่เกิดขึ้นในมนุษย์ โดยมีองค์ประกอบหลัก 4 อย่างคือ
- กาย (รูปร่างหน้าตาภายนอก/การช่วยเหลือทางกายภาพ)
- วาจา (คำพูดคำจา/การแสดงออกทางการสื่อสาร)
- ใจ (ความปรารถนาภายใน ความใกล้ชิด)
- ปัญญา (ทัศนคติ-เจตคติที่คล้ายคลึงกัน)

ซึ่งพ้องกับสมาชิกที่มีอยู่ 4 คน ที่เป็นตัวแทนเหตุของความรักในแต่ละรูปแบบ

การแสดงออกภายนอก / โดดเด่น ชัดเจน มาก่อนเป็นอันดับแรก
เซอา : กาย (เป็นมือที่สาม-เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ / สำหรับความรักแล้ว กายเป็นจุดเด่นมากที่สุด ซึ่งพ้องกับที่เธอมีผมสั้นสีแดงดูแตกต่างจากคนอื่น และอยู่ลำดับแรกแทบจะทุกอย่าง ทั้งการเต้นและการร้อง)
ยอนจี : วาจา (เป็นนางเอกเอ็มวี-มีความผูกพันทางใจ / การใช้โทรศัพท์มือถือสื่อสารระหว่างกัน โดยพ้องกับพัฒนาการของผู้หญิงที่เน้นการสื่อสารระหว่างกัน)

การแสดงออกภายใน / ลุ่มลึก เหนียวแน่น การพัฒนาการ
โซยูน : ใจ (แทบไม่มีซีนในฉากแสดง-โคลสอัพ และเป็นท่อนแรปที่ดนตรีแตกต่างจากท่อนอื่นอย่างสื้นเชิง / สามารถบ่งบอกได้ว่าความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นใน MV แทบไม่ได้ผูกพันทางใจเลย เป็นเพียงความรักใคร่ฉาบฉวยที่เน้นทางกายเป็นหลักเท่านั้น)
จูอา : ปัญญา (แทบไม่มีซีนในฉากแสดง แต่มีฉากโคลสอัพ และเป็นท่อนพรีคอรัส / สามารถบ่งบอกได้ว่าความสัมพันธ์นั้นเกิดมาจากทัศนคติที่เหมือนกัน หรือหมายถึงการที่นางเอกกับมือที่สาม "รู้แจ้ง" และมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการเปิดโปงผู้ชาย)

และด้วยเหตุนี้ ท่าเต้นท่อนอินโทรก็เรียงลำดับสมาชิกออกมาพ้องกันอย่างประหลาด คือ เซอา>ยอนจี>โซยูน>จูอา (กาย>วาจา>ใจ>ปัญญา)


และซีนโคลสอัพ ก็มีองค์ประกอบตัวแทนแสดงอยู่เช่นกัน คือ
บันไดเตี้ย : กาย (ความสัมพันธ์ทางกายที่ไม่ได้ไต่ระดับขึ้นไปเป็นความรักที่แท้จริง)
โทรศัพท์ : วาจา
ป้าย Keep calm and carry on : ใจ (ในความหมายของประโยคคือ ทำใจให้สบายแล้วเดินหน้าต่อไป)
หนังสือ : ปัญญา

ในเรื่องราวของ MV มักมีตุ๊กตาหมีแสดงออกมาอยู่หลายครั้ง ซึ่งตุ๊กตาหมีนั้นสื่อถึงความสัมพันธ์และความไว้ใจ
>ในตอนแรกของ MV ตุ๊กตาของนางเอกยังถูกเก็บไว้อย่างดีภายในกล่อง สื่อถึงความสัมพันธ์ของนางเอกกับผู้ชายที่ยังเก็บรักษาไว้ และนางเอกเป็นคนที่ยังเก็บความสัมพันธ์นั้นไว้กับตัว แม้จะรักเพียงแค่ฝ่ายเดียวก็ตาม
>ในฉากคุยกันในรถ สามารถสังเกตได้ว่ามีตุ๊กตาภายในรถ และอยู่ระหว่างคน สื่อถึงความสัมพันธ์ของมือที่สามกับผู้ชายที่กำลังสุกงอมเบ่งบาน และทั้งคู่ต่างก็รักในตัวกันและกัน แต่เป็นการรักในที่ลับ มีการปกปิดซ่อนเร้น ไม่ให้ล่วงรู้ความจริง
>เป็นการสื่อถึงว่า นางเอกนั้นนำความสัมพันธ์และความใส่ใจของตนมาแสดงให้เห็น และเรียกร้องผู้ชายให้แสดงสิ่งนั้นให้นางเอกเห็นบ้าง หรือเป็นการถามยืนยันว่าผู้ชายยังรักนางเอกอยู่รึเปล่า (โดยมือที่สามนั้นกำลังสังเกตการณ์ แต่ไม่มีท่าทีว่าบุกเข้าไปเรียกร้องสิทธิของตน ด้วยเหตุผลที่ว่าตนนั้นเป็นมือที่สามจริงๆ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับนางเอก หรือแท้จริงแล้วเป็นการวางแผนเพื่อให้ผู้ชายคายความลับออกมากันแน่?)
>และผลที่ได้คือ นางเอกกล้าที่จะทิ้งความสัมพันธ์นั้นไป
>และมือที่สามก็กล้าที่จะทิ้งด้วยเช่นกัน พร้อมกับยิ้มเยาะตอนที่นางเอกปาตุ๊กตาใส่พระเอก ยิ่งสนับสนุนทฤษฎีที่นางเอกกับมือที่สามวางแผนกันอย่างดี

>นางเอกไม่แคร์ความสัมพันธ์ของตัวเองกับผู้ชายอีกต่อไปแล้ว และเลือกที่จะทำลายไปซึ่งๆหน้าอย่างไม่มีเยื่อใย
>มือที่สามก็เช่นเดียวกัน แต่เธอเลือกที่จะควักนุ่นสักหลาดของตุ๊กตาและปาใส่พระเอก พร้อมกับสมาชิกอีกสองคนที่ไม่มีซีนการแสดง สื่อถึงว่าทุกอย่างนั้นวางแผนเพื่อสั่งสอนให้พระเอกได้รู้จักกับความรักที่อยู่ภายในใจ หรือความรักที่แท้จริงที่เกิดมาจากความผูกพันใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ทางกาย

>ในตอนสุดท้ายนั้นนางเอกโยนพระเอกลงที่ทิ้งขยะ พร้อมกับตุ๊กตาหมีที่ยับเยินแล้วลงไปด้วย สื่อถึงการตัดความสัมพันธ์แบบจบไม่สวยสำหรับนางเอกและผู้ชาย และสรุปได้ว่าผู้ชายและความสัมพันธ์นั้นไม่มีค่าที่จะแคร์พอ และตนนั้นสามารถทิ้งไปได้ง่ายๆ
>นางเอกปาลูกโป่งหมากฝรั่งจากชั้นบน สื่อถึงความอิสระเสรีที่นางเอกได้รับมา และพร้อมที่จะล่องลอยไปยังจุดที่สูงกว่าจากพระเอก และพร้อมหาคู่ดูใจคนใหม่ต่อไปอย่างมีความสุข และไม่เหลือเยื่อใยกับผู้ชายคนเก่าอีก

และส่วนซีนการเต้นก็สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวได้เช่นกัน โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้

ฉาก 1 เป็นฉากสีขาว สว่าง โล่ง มีหน้าต่างบานใหญ่ติดไว้หลายมุม และศิลปินก็ใส่ชุดสีขาว สื่อถึงความรักที่ยังบริสุทธิ์ ปราศจากการคิดร้าย มีความหวัง และมีจุดมุ่งหมายมองไกลไปยังอนาคต
ฉาก 2 เป็นฉากมืด หน้าต่างปิดทืบ แสงส่องสว่างจากไฟหน้ารถเพียงอย่างเดียว และศิลปินใส่ชุดคล้าย Bondage สีแดงคลุมด้วยเสื้อคลุมยาวสีขาว วื่อถึงความรักที่ล่มสลาย ไร้ความหวัง ไร้อนาคต มาถึงจุดจบไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว และผู้หญิงภายในใจก็เหมือนถูกล่ามโซ่ กักขัง ทรมาณจากความรักของตัวเอง ซึ่งถูกปกปิดจากเปลือกนอกที่ทำตัวดูเหมือนแข็งแรง อดทนได้

และในซีนนี้ก็มีพร็อบประกอบที่น่าสนใจมาก คือรถ 3 คันและพริตตี้ประกอบอีก 6 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของทฤษฎีสามเหลี่ยมความรักและ 7 รูปแบบ (Stemberg's triangle of love)
โดยองค์ประกอบความรักมีอยู่ 3 อย่างคือ ความใกล้ชิดผูกพัน การยึดมั่นผูกพัน และอารมณ์รักใคร่ ซึ่งมีตัวแทนคือรถทั้ง 3 คัน

โดยการผสมผสานองค์ประกอบด้วยสัดส่วนที่ต่างกันทำให้จำแนกความรักได้ออกเป็น 7 รูปแบบคือ
1. ความชอบ (ความใกล้ชิดผูกพันอย่างเดียว) : ชอบพอกัน มิตรภาพฉันเพื่อน
2. ความรักใคร่ลุ่มหลง (อารมณ์รักใคร่อย่างเดียว) : รักแบบลุ่มหลง ความสัมพันธ์ทางเพศ
3. ความรักที่ว่างเปล่า (การยึดมั่นผูกพันอย่างเดียว) : การผูกพันด้วยเหตุผลจำเป็น เช่น รับผิดชอบกับการท้องก่อนแต่ง คลุมถุงชน
4. ความรักโรแมนติก (อารมณ์รักใคร่+ความใกล้ชิดผูกพัน) : ตกหลุมรัก รักแรกพบ
5. ความรักลวงตา (อารมณ์รักใคร่+การยึดมั่นผูกพัน) : รักแรกพบจนตัดสินใจแต่งงาน ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำความรู้จักดีพอ
6. ความรักแบบเพื่อนเข้าใจลึกซึ้ง (ความใกล้ชิดผูกพัน+การยึดมั่นผูกพัน) : รักนานจนหมดอารมณ์รักแต่ผูกพัน รักซึมลึก
7. ความรักสมบูรณ์แบบ (อารมณ์รักใคร่+ความใกล้ชิดผูกพัน+การยึดมั่นผูกพัน) : รักในอุดมคติที่ทุกคนใฝ่หาและต้องการ

ซึ่งมีตัวแทนคือพริตตี้ทั้ง 6 คน ที่สื่อถึงความรักที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ และทัศนคติที่ว่า ความรักสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง

...

หรืออาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ ก็อย่างที่พูดไปตอนแรกยังไงละครับ มันไม่จำเป็นต้องตีความอะไรเลย


เม่าแพนด้า จะเสียเวลาพิมพ์ไปทำไมวะเนี่ย


ก็เหมือนกับ MV หลายๆ ตัวที่ทางค่ายจ้างโปรดักชั่นเค้าทุ่มทุนสร้าง และฉลาดในการเล่าเรื่องนั้นแหละครับ จนมีคนคิดลึก ลึกจนมีทฤษฎี MV เกิดขึ้นมากมายผุดขึ้นมาอย่างดอกเห็ด
ซึ่งผมว่าผู้กำกับเค้าก็คงไม่ได้คิดลึกอะไรขนาดนั้นหรอกครับ ขอภาพสวยๆ ศิลปินพร้อมๆ ตัวภาพแมทช์กับเพลง ใส่พร็อบนู้นนี่ ให้ปากขยับตรงกับเสียง แค่เนี้ย

จนผมเกิดต่อมเอ๊ะในหัวว่า ที่จริงแล้วเราให้ความสำคัญกับอย่างอื่นที่นอกเหนือจาก "ตัวเพลง" มากเกินไปรึเปล่า
เช่นจำนวนสัดส่วนการร้องเพลงหรือ Line distribution (ที่เค้าแบ่งก็เพื่อรักษาสัดส่วนไม่ให้สมดุลเกินจนคนจำเสียงเอกลักษณ์ของวงไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องมีเมน-ลีดโวคอลช่วย) หรือการจับผิดลิปซิงค์หรือ MR Removed (ที่คนเค้าก็มีหลักฐานว่าวิธีนี้ไม่น่าเชื่อถือ ก็ยังมีคนเชื่ออยู่)

เรื่องนี้ก็ต้องขอฝากไว้ให้คิดละกันนะครับ
สวัสดีครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่