คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 27
จขทก. กำลังแสวงหาความจริงของชีวิต โดยมุ่งเน้นในเรื่องตายแล้วจะไปไหน ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดที่จะรู้ความจริงนี้ได้ จนกว่ามนุษย์จะตายไปแล้วจึงจะรู้ความจริงนี้ (ว่าตายแล้วดับสูญ หรือชีวิตยังจะต้องไปต่อ)
สิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ในขณะมีชีวิตอยู่ ก็ได้แค่เพียงความเชื่อ ซึ่งทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ทั้งหลายที่ไม่สามารถมีความเชื่อได้ แต่ความเชื่อก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ซึ่งความเชื่อนี้เอง ที่ทำให้มนุษย์มีพลังในการดำเนินชีวิต ดังนั้นมนุษย์จึงควรมีความเชื่อในทางที่ถูกต้อง เพื่อให้มนุษย์ดำเนินชีวิตในทางที่ดี ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของความเป็นมนุษย์
ความเชื่ออยู่ 2 แบบ ดังนี้
1. ความเชื่อแบบงมงาย หมายถึง เชื่ออย่างไม่สมเหตุสมผล โดยขัดกับสามัญสำนึกที่ดีของมนุษย์
2. ความเชื่อแบบศรัทธา หมายถึง เชื่ออย่างสมเหตุสมผล โดยสอดคล้องกับสามัญสำนึกที่ดีของมนุษย์
ทุกศาสนาล้วนเป็นความเชื่อทั้งหมด เนื่องจากหลักคำสอนของศาสนาไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้
ข้อเท็จจริง คือ ความจริงหรือความเท็จอย่างใดอย่างหนึ่ง
ความเชื่อ คือ การที่เราแน่ใจในสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น หรือยังไม่ได้สัมผัส หรือสิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น
ความเชื่อของศาสนาคริสต์
1. พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ประเสริฐ ที่แบ่งภาคมาเกิดเป็นมนุษย์ในสถานะพระบุตร โดยพระองค์มีความเท่าเทียมกับพระบิดาในสวรรค์และพระวิญญาณของพระเจ้า และพระเจ้าผู้ประเสริฐทั้ง 3 สถานะเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน เปรียบเหมือนกับน้ำที่มี 3 สถานะ คือ น้ำ น้ำแข็ง และไอน้ำ แต่ก็เป็นน้ำเหมือนกัน
2. พระเยซูคริสต์ทรงมารับบาปแทนมนุษย์ทั้งโลก ด้วยการยอมถูกตรึงบนไม้กางเขนจนพระองค์สิ้นพระชนม์ เพื่อเปลี่ยนมนุษย์จากคนบาปให้เป็นคนชอบธรรม หากผู้นั้นศรัทธาในพระองค์ ด้วยการเชื่อฟังและวางใจในพระองค์ ดังนี้
(1) เชื่อฟังพระเจ้าผู้ประเสริฐ ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูคริสต์ ซึ่งสรุปได้เป็นข้อเดียว คือ "รักทุกคน"
(2) วางใจในพระเจ้าผู้ประเสริฐ ด้วยการทำตามน้ำพระทัย (พระประสงค์) ของพระองค์ โดยเชื่อว่าน้ำพระทัยของพระองค์เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
3. คนชอบธรรมเมื่อตายแล้ว พระเยซูคริสต์จะรับวิญญาณผู้นั้นไปอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ตลอดไป ส่วนคนบาปจะต้องตกนรกชั่วนิรันดร์
ตอบคำถามของ จขกท.
ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ผู้นั้นก็ยังคงเป็นคนบาป ดังนั้นเมื่อเขาตายแล้ว เขาก็จะต้องตกนรก
ผู้ใดแสวงหาพระเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้นั้นจะพบพระเจ้าผู้ประเสริฐ
สิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ในขณะมีชีวิตอยู่ ก็ได้แค่เพียงความเชื่อ ซึ่งทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ทั้งหลายที่ไม่สามารถมีความเชื่อได้ แต่ความเชื่อก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ซึ่งความเชื่อนี้เอง ที่ทำให้มนุษย์มีพลังในการดำเนินชีวิต ดังนั้นมนุษย์จึงควรมีความเชื่อในทางที่ถูกต้อง เพื่อให้มนุษย์ดำเนินชีวิตในทางที่ดี ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของความเป็นมนุษย์
ความเชื่ออยู่ 2 แบบ ดังนี้
1. ความเชื่อแบบงมงาย หมายถึง เชื่ออย่างไม่สมเหตุสมผล โดยขัดกับสามัญสำนึกที่ดีของมนุษย์
2. ความเชื่อแบบศรัทธา หมายถึง เชื่ออย่างสมเหตุสมผล โดยสอดคล้องกับสามัญสำนึกที่ดีของมนุษย์
ทุกศาสนาล้วนเป็นความเชื่อทั้งหมด เนื่องจากหลักคำสอนของศาสนาไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้
ข้อเท็จจริง คือ ความจริงหรือความเท็จอย่างใดอย่างหนึ่ง
ความเชื่อ คือ การที่เราแน่ใจในสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น หรือยังไม่ได้สัมผัส หรือสิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น
ความเชื่อของศาสนาคริสต์
1. พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ประเสริฐ ที่แบ่งภาคมาเกิดเป็นมนุษย์ในสถานะพระบุตร โดยพระองค์มีความเท่าเทียมกับพระบิดาในสวรรค์และพระวิญญาณของพระเจ้า และพระเจ้าผู้ประเสริฐทั้ง 3 สถานะเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน เปรียบเหมือนกับน้ำที่มี 3 สถานะ คือ น้ำ น้ำแข็ง และไอน้ำ แต่ก็เป็นน้ำเหมือนกัน
2. พระเยซูคริสต์ทรงมารับบาปแทนมนุษย์ทั้งโลก ด้วยการยอมถูกตรึงบนไม้กางเขนจนพระองค์สิ้นพระชนม์ เพื่อเปลี่ยนมนุษย์จากคนบาปให้เป็นคนชอบธรรม หากผู้นั้นศรัทธาในพระองค์ ด้วยการเชื่อฟังและวางใจในพระองค์ ดังนี้
(1) เชื่อฟังพระเจ้าผู้ประเสริฐ ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูคริสต์ ซึ่งสรุปได้เป็นข้อเดียว คือ "รักทุกคน"
(2) วางใจในพระเจ้าผู้ประเสริฐ ด้วยการทำตามน้ำพระทัย (พระประสงค์) ของพระองค์ โดยเชื่อว่าน้ำพระทัยของพระองค์เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
3. คนชอบธรรมเมื่อตายแล้ว พระเยซูคริสต์จะรับวิญญาณผู้นั้นไปอยู่ในสวรรค์กับพระองค์ตลอดไป ส่วนคนบาปจะต้องตกนรกชั่วนิรันดร์
ตอบคำถามของ จขกท.
ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ผู้นั้นก็ยังคงเป็นคนบาป ดังนั้นเมื่อเขาตายแล้ว เขาก็จะต้องตกนรก
ผู้ใดแสวงหาพระเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้นั้นจะพบพระเจ้าผู้ประเสริฐ
แสดงความคิดเห็น
ถ้าเราไม่มีศาสนาต้องตกนรกไหมคะ??