ประสบการณ์ซื้อคอนโด จนถึงกระบวนการฟ้อง สคบ

วันนี้มาแชร์ประสบการณ์การฟ้อง สคบ ค่ะ เนื่องจาก จขกท ได้หลวมตัวซื้อคอนโดเพื่อไว้เก็งกำไร จากการโฆษณาชวนเชื่อของคอนโดแห่งหนึ่งย่านติวานนท์ ชื่อคอนโดเหมือนถนนในประเทศฝรั่งเศส ที่แจ้งว่าจะมีการการันตีค่าเช่าให้ ซึ่งในสัญญาจะซื้อจะขาย ได้ระบุชัดเจนว่าจะก่อสร้างเสร็จเมื่อไหร่ และทางผู้ทำสัญญาจะสามารถยกเลิกสัญญาได้หากบริษัทไม่สามารถก่อสร้างเสร็จได้ทันตามกำหนดเวลาพร้อมค่าปรับดอกเบี้ย ซึ่งเข้าใจว่าทุกคนที่เห็นสัญญา ก็คงสบายใจว่าอย่างน้อย เราจะได้เงินเราคืนพร้อมดอกเบี้ย หากทางบริษัทไม่สามารถก่อสร้างได้เสร็จตามกำหนดเวลา แต่ความเป็นจริงบริษัทฯ ที่ไร้จริยธรรมในการดำเนินธุรกิจเหล่านี้ น่าจะมีประสบการณ์มากกว่าผู้บริโภคอย่างเรา ที่การฟ้องร้องนั้น ยืดเยื้อใช้เวลาหลายปี
ทาง จขกท ทำการผ่อนงวดเงินดาวน์จนครบจำนวนเมื่อมีนาคม 2560 และในสัญญาได้ระบุกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จ คือ เดือนเมษายน ปี 2560 แต่ทางบริษัทก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และไม่มีการดำเนินการแจ้งให้ จขกท ทราบถึงการล่าช้าใด ๆ ทาง จขกท ก็ยังไม่ได้ดำเนินการตาม จนกระทั่งเวลาผ่านไปสามเดือน จึงได้โทรไปติดตามว่าทำไมยังไม่ได้แจ้งให้ทำการโอน เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ทาง จขกท จึงแจ้งว่า ดังนั้นขอยกเลิกสัญญา และขอเงินคืน ซึ่งเขาให้ติดต่อการฝ่ายการเงินเพื่อดำเนินการ  ทุกครั้งที่โทรไป จะมีเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะโทรกลับ แต่ไม่เคยมีการแจ้งกลับใด  ๆ ทุกครั้งต้องตามเรื่องโดยการโทรไปถามความคืบหน้าเอง ซึ่งก่อนหน้าที่จะดำเนินการฟ้องร้องกับ สคบ ทางบริษัท ได้มีการให้กรอกแบบฟอร์มเพื่อขอเงินคืน และแจ้งว่าจะดำเนินการจ่ายเงินคืนให้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 แต่สุดท้าย เมื่อถึงกำหนดก็ยังไม่ได้รับเงินคืน จึงโทรไปถามจากเจ้าหน้าที่ที่ติดต่อด้วย ก็พบว่าได้ลาออกไปแล้ว จึงโทรติดตามเคสนี้กับเจ้าหน้าที่อีกรอบ เป็นเวลาหลายครั้งมาก และไม่เคยมีการโทรกลับใด ๆ จึงดำเนินการที่จะฟ้องร้อง สคบ
การติดต่อ สคบ สามารถส่งเรื่องราวร้องทุกข์ได้ผ่าน web site http://complain.ocpb.go.th/OCPB_Complains โดย upload เอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยสัญญาจะซื้อจะขาย ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ซึ่งภายในไม่กี่สัปดาห์ จะมีเจ้าหน้าที่โทรติดต่อเพื่อนัดแนะการเข้าไปเจรจากับคู่ความ
จขกท ได้รับการติดต่อเพื่อเข้าไปเจรจากับคู่ความ ต้นเดือนมีนาคม 2561 สุดท้ายทางคู่ความไม่ได้มา และทางเจ้าหน้าที่ สคบ แจ้งว่าสิ่งที่จะสามารถทำได้คือ 1. เจรจายอมความ รับเงินต้นคืน 2. ฟ้องร้อง ซึ่งอาจต้องเสียเวลาในการขึ้นศาล และอาจใช้เวลา 2-3 ปี จึงจะจบเรื่อง และการฟ้องร้อง เราสามารถยื่นฟ้องได้เอง หรือทาง สคบ เป็นตัวแทนฟ้องให้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ฟ้องเกือบทุกรายก็เลือกวิธีที่ 1 ในการเจรจายอมความเพื่อรับเพียงเงินต้นคืน เพราะไม่อยากเสียเวลาในการไปขึ้นศาล และระยะเวลาในการได้เงินคืนที่ยาวนาน จขกท เองก็ตัดสินใจเลือกวิธีในการเจรจายอมความ
หลังจากตัดสินใจเลือกการเจรจายอมความ ทางเจ้าหน้าที่ สคบ จะนัดแนะเวลาในการมาเซ็นเอกสารสัญญายอมความกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราต้องเตรียมหน้าบัญชีธนาคาร เพื่อให้ทางคู่ความทำการโอนเงินให้เรา โดยการผ่อนจ่ายเป็นงวดเป็นเวลาสี่งวด ย้ำว่าเป็นการผ่อนจ่าย
ในวันที่ครบงวดกำหนดชำระงวดที่ 1 ปรากฏว่าทางบริษัท ก็ไม่มีการโอนเงินคืนแต่อย่างใด จึงได้ดำเนินการโทรไปสอบถาม ซึ่งได้ตอบมาว่าฝ่ายการเงินไม่อยู่ ออกไปข้างนอก จึงได้โทรไปถามทาง สคบ ว่าจะดำเนินการได้อย่างไรบ้าง (การรับสายของเจ้าหน้าที่เหมือนถูกหวย โทรนานมากกว่าจะโทรติด) เจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าให้ดำเนินการฟ้องร้องได้ จากเอกสารสัญญายอมความฉบับดังกล่าว ซึ่งการฟ้องร้องในมูลค่าที่ไม่เกิน 3 แสนบาท ให้ติดต่อที่ศาลแขวง ส่วนมูลค่าเกิน 3 แสนบาท ให้ติดต่อที่ศาลจังหวัด จขกท ได้โทรสอบถามถึงขั้นตอนการฟ้องร้องกับเจ้าหน้าที่ศาลแขวง ซึ่งให้ข้อมูลที่ดีมาก โดยให้ จขกท ทำจดหมายทวงถามหนี้ไปยังบริษัท แบบลงทะเบียน และรอเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องว่าเรามีการติดตามหนี้แล้ว แต่ทางบริษัท ไม่ชำระ ซึ่งตัวอย่างจดหมาย สามารถหา download ได้ตาม google นอกจากนั้น ต้องคัดลอกหนังสือจดทะเบียนของบริษัทที่เราจะฟ้องจากกระทรวงพาณิชย์ ฉบับละ 200 บาท
โพสต์นี้จึงโพสต์ไว้เป็นอุทาหรณ์ว่า การจะซื้อคอนโด ถึงแม้สัญญาจะระบุไว้ชัดเจน เหมือนจะเข้าข้างผู้ซื้อ แต่ใช่ว่าบริษัทจะมีจริยธรรม ความรับผิดชอบที่จะทำตามสัญญาดังกล่าว เนื่องจากกฎหมายไม่ได้เอื้อต่อผู้บริโภคอย่างเรา การที่จะฟ้องร้อง เสียทั้งเวลา เสียทั้งอารมณ์ และใช้เวลายาวนานในการดำเนินการ จะซื้อคอนโด ควรเลือกบริษัทที่เชื่อถือได้ และมีจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ
ข้อสรุป
1.    ถึงแม้สัญญาจะระบุชัดเจน หากฝ่ายบริษัทฯ ทำผิดสัญญา แต่ใช่ว่าทุกบริษัทจะมีความรับผิดชอบ และมีจริยธรรมในการทำตามสัญญา
2.    สคบ ทำได้เพียงเป็นผู้ไกล่เกลี่ย และถึงแม้เราจะตกลงทำบันทึกข้อตกลงไกล่เกลี่ย เพื่อรับเพียงเงินต้นซึ่งเป็นเงินของเรา ก็ใช่ว่าบริษัทฯ จะทำตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จึงควรพิจารณาฟ้องตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาซ้ำซ้อนโดยใช่เหตุ

########## Update เพิ่มเติม ##########
ไปศาลแขวงมาเรียบร้อยค่ะ โดยที่เอกสารเพิ่มเติมที่ต้องประกอบการฟ้องจะมีดังนี้
1. จดหมายแจ้งไปยังบริษัทเพื่อขอให้ชำระหนี้ โดยจะดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมาย หากไม่ชำระภายใน 7 วัน ใช้การลงทะเบียนตอบรับก็ได้ค่ะ
2. หนังสือรับรองจดทะเบียนบริษัท ซึ่งสามารถดำเนินการผ่านเว็บไซต์โดยการลงทะเบียนก่อน จากนั้นสามารถเข้าไปขอหนังสือรับรองได้ โดยจะมีค่าใช้จ่าย 200 บาทต่อ 1 ฉบับ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในแต่ละช่องทาง เช่นถ้าขอผ่านแบงค์ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกฉบับละ 150 บาท แต่หนังสือรับรองจะมีอายุเพียง 30 วัน ซึงจะต้องให้สอดคล้องกับเอกสารส่งฟ้องค่ะ

เจ้าหน้าที่ศาลแขวงดีมาก ๆ ค่ะ ให้คำแนะนำ และโทรมาแจ้งความคืบหน้าตลอด
โดยที่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การฟ้องร้องนั้นสามารถฟ้องได้ที่ศาลแขวง ตามเขตที่สัญญาระบุที่อยู่ของบริษัท หรือศาลแขวงของที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างได้ ซึ่งเราได้ไปที่ศาลแขวงนนทบุรี ตามที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างที่ติวานนท์ ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งเพิ่มเติมว่าเนื่องจากเรามีการไปทำหนังสือข้อตกลงเพื่อยอมรับมูลหนี้แค่เพียงเงินต้น การฟ้องจึงทำได้เพียงให้บริษัทชำระตามหนังสือข้อตกลงค่ะ ไม่สามารถฟ้องตามมูลหนี้ตามสัญญาแรกที่ระบุว่าบริษัทจะจ่ายเงินพร้อมดอกเบี้ย 15% ได้ และเจ้าหน้าที่จะดำเนินการทำคำร้องให้ โดยสุดท้าย เราต้องไปฟ้องที่ศาลแขวงดอนเมือง ตามหนังสือข้อตกลงที่ทำที่ สคบ แทนค่ะ โดยเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่งค่ะ

จึงเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่จะฟ้องบริษัท ที่ละเมิดสัญญาว่า ฟ้องที่ศาลไปเลยค่ะ ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด และใช้เวลาไม่นาน และไม่ต้องเสียเวลา เราผ่าน สคบ ก่อน ทั้งเสียเวลา และทำเราไม่สามารถเรียกร้องชดเชยสำหรับดอกเบี้ยที่ระบุในสัญญาได้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่