ขอบอกเลยว่าการที่ตัวเราเองไม่ได้นับศาสนานั้นไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน
เพราะฉะนั้นของร้องคนที่มีศาสนา โปรดอย่าด่าเรากลัวแล้วคะ อิอิ
แค่อยากมาเขียนไว้เป็นความทรงจำให้ตัวเราได้อ่านในอนาคต เผื่อวันข้างหน้าเราดีขึ้นมองย้อนอาจจะแค่ยิ้ม ๆ ขำ ๆ กับมัน ตัวเราเอง ณ ปัจจุบันอย่างที่บอกไว้ตรงชื่อหัวกระทู้ ไม่นับถือศาสนา ไม่มีวัฒนธรรม (เราไม่เคยบอกให้ใครไม่มานับถือศาสนาเหมือนเรา และเราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เรายังเคารพสิทธิส่วนบุคคล กฎหมายเสมอมา) เริ่มต้นเลยตั้งแต่เด็ก จนถึง ม.3 เรียนโรงเรียนพุทธ แต่เฉยๆกับนรกหรือสวรรค์ อะไรพวกนี้ แต่ในใบเกิดก็ยังมีคำว่าพุทธ
พอเรียน ปวช. เรียนโรงเรียนคริสต์ เค้าให้ทำอะไรก็ทำๆตามไป พอมามหาลัย เรียนภาค กศ.ปช. (ท้องลูกคนแรก กศ.ปช. คือปกติมีแต่ผู้ใหญ่วัยทำงานเรียน ซึ่งเราทำธุรกิจเล็กๆ และเรียนไปพ้อมกัน และมีลูกไปพร้อมกัน ) มาต่อที่มหาลัยก็เรียนๆไป เจอวิชาหนึ่ง วิถีๆ อะไรสักอย่างนี้แหละจำไม่ได้ เราก็เรียนปกติ เกี่ยววิถีคนไทย นับถือ ศาสนาอะไรพวกนี้ และอาจารย์ได้พูดออกมาคำหนึ่งว่า วันวันมาฆบูชา พระรวมตัวโดยมิได้นัดหมายกี่องค์นี้แหละเราจำไม่ได้ที่อาจารย์บอก และอาจารย์ก็บอกต่อใครนับแล้วใครเป็นคนนับแล้วรู้ได้ไงว่าจริง คำนั้นคือจุดเปลี่ยนชีวิตให้เรา มองโลกในพื้นฐานของความจริงมากขึ้นความเชื้อ แต่ก่อนแทบไม่มีอยู้แล้วตอนนี้ไม่มีเลย แล้วพอเราบอกสามีเรา ซึ่งสามีก็เคยเรียนทั้ง รร. พุทธ รร. คริสต์ ในตอนนั้นสามีเราก็เฉยๆไม่ได้อะไร ใช้ชีวิตกันมาปกติ แต่ในส่วนของตัวเรานั้นเป็นคนไม่ชอบคาใจ เราชอบคุยกันให้เข้าใจเลย มองหลายๆมุม มุมเขา มุมเรา หาข้อสรุปที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ในการคุยพูดด้วยคำสุภาพและโทนน้ำเสียงปกติทั้งหมด ตเราก็ใช้ชีวิตต่อมาเรยๆ จนมีลูกสองคน และลูกของเรา เราไม่อยากให้เค้ามีความเชืออะไรที่ไม่จริง(คำว่าความเชื้อที่นี้ไม่ได้หมายถึงศาสนาโดยเฉพาะ ความเชื่อทุกอย่างที่เป็นเรื่องเล่าหรืออะไรก็ตามที่เทคโนโลยีหรือวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่จริงควรเลิกเอามาฝังคนรุ่นต่อไปควรอยู่กับความจริง งดดราม่า ว่าเรายังไม่อยากให้ลูกนับถือศาสนาเลยไหนบอกว่าไม่เคย 555 อันนี้ดักไว้เลย)เราอยากให้เค้าเชื่อในหลักความเป็นจริงและกล้ายอมรับมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ลูกเราหกล้มร้องไห้ ผู้ใหญ่ก็จะแบบเขามาแล้วตีพื้นบอกนี้ตีให้แล้วพื้นบ้านทำหนุทำไหม เราเลยเดินไปหาลูกเรา แล้วบอกลูกเราว่า หนูไม่ต้องโทษพื้นดทษตัวหนูเองที่หนูวิ่งแม่เตือนหนูแล้ว(อันนี้เข้าใจว่าเขาหวังดีกับลูกเรารักลูกเราอันนี้มันดี แต่เราต้องการให้ลูกมองตัวเองมองภาพทั้งหมดสิ่งที่เกิดเนี้ยสาเหตุจากอะไร) และเราเริ่มอยู่ในวิถีความเชื่อในความเป็นเหตุเป็นผลต่อกันมากขึ้น อย่างที่บ้านไปเที่ยวกันก็จะมีคนบอกให้ลูกเราไหว้รูปปั้นทางศาสนา เด็กก็ทำตามไปขอพรอะไรไป แต่ในใจเราขัดมาก เราเลยบอกว่า การที่หนูจะปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยมันอยู่ที่การขับรถ ประมาทไหมหรืออะไรยังไง ซึ่งมันได้เกี่ยวกับจุดนี้การไหว้หรืออะไรต่างๆ และเราเป็นคนเดียวในรถที่ไม่ได้ไหว้ เราเลยบอกกับสามีเราว่า ตัวเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ไหว้ซึ่งถ้าเป็นอะไรมาแล้วตัวของเขาโดนไปคนเดียว ก็เป็นหน้าที่ตัวเอง(สามีเรา)ที่จะหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดจากอะไรที่ ที่เรา นั่ง มุมที่ถูกชนหรืออะไรยังไง คือทุกอย่างมีเหตุผลตามความเป็นจริง ซึ่งเราจะรู้ศึกขัดกับอะไรพวกนี้มากความเชื่อโบราณที่มันไม่จริงเราพูดต่อกันมา พอดูความจริงก็(ก็รู้ว่าจริงแต่ไม่กล้ายอมรับ) ต้องดันทุรังเชื้อ เราความเชื้อมาฝังในตัวเด็กรุ่นใหม่ไปอีก ต่อมาตัวเราเองเริ่มเก็บตัวพาลูกอยู่แต่ในห้อง คือเราไม่มีความสุข เราไม้ได้เจอครอบครัวเราเลย ไม่ได้มีเพื่อนที่นั้นไม่ได้มีใครให้คุยด้วย (เราอดทนรู้ว่าบ้านสามีเลี้ยงดูเรามาอันนี้ยอมรับขอบคุณจริงๆ) แต่คงผิดที่ตัวเราเอง พลังสูงเหรอก็ไม่ใช้นะ ในสิ่งที่เราคิดมันผิดยังไงอ่ะ (ถ้าเราอยู่กับครอบครัวเรา เราก็จะพูดได้อธิบายได้ แต่นี้เราอยู่บ้านเค้าได้แต่เงียบ) ร้องไห้คนเดียว พักหลังๆสามีเราก็ไม่เคยมีเวลาให้ ต้องเทคแคร์เพื่อน เทคแคร์ครอบครัว เทคแคร์งาน ไม่เทคแคร์เราเลย เราเลยตัดสินใจออกมา มายืนด้วยขาตัวเองเริ่มทำงาน (งานก็ค่อนข้างอยากเรียนรู้ระบบหัวหนักมาก) รู้ก็ไม่ได้เจอ โอ้ยยยยย ชีวิตตอนนี้ คือแย่สุดแล้ว แต่ต้องคิดว่ามีคนแย่กว่าเราเยอะ จะได้มีกำลังใจสู้กับมัน ทั้งนี้ขอโทษคนที่มีศาสนาด้วย เรา แค่อยากแชร์ ไว้ให้ตัวเองได้เข้มาอ่านในอนาคต เท่านั้น
และแล้วการที่ไม่นับถือศาสนา ไม่มีวัฒนธรรม แต่ยังเคารพกฎหมายนะ 55 วันนี้ทำให้เราได้อยู่คนเดียวจริงๆ
แค่อยากมาเขียนไว้เป็นความทรงจำให้ตัวเราได้อ่านในอนาคต เผื่อวันข้างหน้าเราดีขึ้นมองย้อนอาจจะแค่ยิ้ม ๆ ขำ ๆ กับมัน ตัวเราเอง ณ ปัจจุบันอย่างที่บอกไว้ตรงชื่อหัวกระทู้ ไม่นับถือศาสนา ไม่มีวัฒนธรรม (เราไม่เคยบอกให้ใครไม่มานับถือศาสนาเหมือนเรา และเราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เรายังเคารพสิทธิส่วนบุคคล กฎหมายเสมอมา) เริ่มต้นเลยตั้งแต่เด็ก จนถึง ม.3 เรียนโรงเรียนพุทธ แต่เฉยๆกับนรกหรือสวรรค์ อะไรพวกนี้ แต่ในใบเกิดก็ยังมีคำว่าพุทธ
พอเรียน ปวช. เรียนโรงเรียนคริสต์ เค้าให้ทำอะไรก็ทำๆตามไป พอมามหาลัย เรียนภาค กศ.ปช. (ท้องลูกคนแรก กศ.ปช. คือปกติมีแต่ผู้ใหญ่วัยทำงานเรียน ซึ่งเราทำธุรกิจเล็กๆ และเรียนไปพ้อมกัน และมีลูกไปพร้อมกัน ) มาต่อที่มหาลัยก็เรียนๆไป เจอวิชาหนึ่ง วิถีๆ อะไรสักอย่างนี้แหละจำไม่ได้ เราก็เรียนปกติ เกี่ยววิถีคนไทย นับถือ ศาสนาอะไรพวกนี้ และอาจารย์ได้พูดออกมาคำหนึ่งว่า วันวันมาฆบูชา พระรวมตัวโดยมิได้นัดหมายกี่องค์นี้แหละเราจำไม่ได้ที่อาจารย์บอก และอาจารย์ก็บอกต่อใครนับแล้วใครเป็นคนนับแล้วรู้ได้ไงว่าจริง คำนั้นคือจุดเปลี่ยนชีวิตให้เรา มองโลกในพื้นฐานของความจริงมากขึ้นความเชื้อ แต่ก่อนแทบไม่มีอยู้แล้วตอนนี้ไม่มีเลย แล้วพอเราบอกสามีเรา ซึ่งสามีก็เคยเรียนทั้ง รร. พุทธ รร. คริสต์ ในตอนนั้นสามีเราก็เฉยๆไม่ได้อะไร ใช้ชีวิตกันมาปกติ แต่ในส่วนของตัวเรานั้นเป็นคนไม่ชอบคาใจ เราชอบคุยกันให้เข้าใจเลย มองหลายๆมุม มุมเขา มุมเรา หาข้อสรุปที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ในการคุยพูดด้วยคำสุภาพและโทนน้ำเสียงปกติทั้งหมด ตเราก็ใช้ชีวิตต่อมาเรยๆ จนมีลูกสองคน และลูกของเรา เราไม่อยากให้เค้ามีความเชืออะไรที่ไม่จริง(คำว่าความเชื้อที่นี้ไม่ได้หมายถึงศาสนาโดยเฉพาะ ความเชื่อทุกอย่างที่เป็นเรื่องเล่าหรืออะไรก็ตามที่เทคโนโลยีหรือวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่จริงควรเลิกเอามาฝังคนรุ่นต่อไปควรอยู่กับความจริง งดดราม่า ว่าเรายังไม่อยากให้ลูกนับถือศาสนาเลยไหนบอกว่าไม่เคย 555 อันนี้ดักไว้เลย)เราอยากให้เค้าเชื่อในหลักความเป็นจริงและกล้ายอมรับมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ลูกเราหกล้มร้องไห้ ผู้ใหญ่ก็จะแบบเขามาแล้วตีพื้นบอกนี้ตีให้แล้วพื้นบ้านทำหนุทำไหม เราเลยเดินไปหาลูกเรา แล้วบอกลูกเราว่า หนูไม่ต้องโทษพื้นดทษตัวหนูเองที่หนูวิ่งแม่เตือนหนูแล้ว(อันนี้เข้าใจว่าเขาหวังดีกับลูกเรารักลูกเราอันนี้มันดี แต่เราต้องการให้ลูกมองตัวเองมองภาพทั้งหมดสิ่งที่เกิดเนี้ยสาเหตุจากอะไร) และเราเริ่มอยู่ในวิถีความเชื่อในความเป็นเหตุเป็นผลต่อกันมากขึ้น อย่างที่บ้านไปเที่ยวกันก็จะมีคนบอกให้ลูกเราไหว้รูปปั้นทางศาสนา เด็กก็ทำตามไปขอพรอะไรไป แต่ในใจเราขัดมาก เราเลยบอกว่า การที่หนูจะปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยมันอยู่ที่การขับรถ ประมาทไหมหรืออะไรยังไง ซึ่งมันได้เกี่ยวกับจุดนี้การไหว้หรืออะไรต่างๆ และเราเป็นคนเดียวในรถที่ไม่ได้ไหว้ เราเลยบอกกับสามีเราว่า ตัวเขาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ไหว้ซึ่งถ้าเป็นอะไรมาแล้วตัวของเขาโดนไปคนเดียว ก็เป็นหน้าที่ตัวเอง(สามีเรา)ที่จะหาคำตอบให้ได้ว่าเกิดจากอะไรที่ ที่เรา นั่ง มุมที่ถูกชนหรืออะไรยังไง คือทุกอย่างมีเหตุผลตามความเป็นจริง ซึ่งเราจะรู้ศึกขัดกับอะไรพวกนี้มากความเชื่อโบราณที่มันไม่จริงเราพูดต่อกันมา พอดูความจริงก็(ก็รู้ว่าจริงแต่ไม่กล้ายอมรับ) ต้องดันทุรังเชื้อ เราความเชื้อมาฝังในตัวเด็กรุ่นใหม่ไปอีก ต่อมาตัวเราเองเริ่มเก็บตัวพาลูกอยู่แต่ในห้อง คือเราไม่มีความสุข เราไม้ได้เจอครอบครัวเราเลย ไม่ได้มีเพื่อนที่นั้นไม่ได้มีใครให้คุยด้วย (เราอดทนรู้ว่าบ้านสามีเลี้ยงดูเรามาอันนี้ยอมรับขอบคุณจริงๆ) แต่คงผิดที่ตัวเราเอง พลังสูงเหรอก็ไม่ใช้นะ ในสิ่งที่เราคิดมันผิดยังไงอ่ะ (ถ้าเราอยู่กับครอบครัวเรา เราก็จะพูดได้อธิบายได้ แต่นี้เราอยู่บ้านเค้าได้แต่เงียบ) ร้องไห้คนเดียว พักหลังๆสามีเราก็ไม่เคยมีเวลาให้ ต้องเทคแคร์เพื่อน เทคแคร์ครอบครัว เทคแคร์งาน ไม่เทคแคร์เราเลย เราเลยตัดสินใจออกมา มายืนด้วยขาตัวเองเริ่มทำงาน (งานก็ค่อนข้างอยากเรียนรู้ระบบหัวหนักมาก) รู้ก็ไม่ได้เจอ โอ้ยยยยย ชีวิตตอนนี้ คือแย่สุดแล้ว แต่ต้องคิดว่ามีคนแย่กว่าเราเยอะ จะได้มีกำลังใจสู้กับมัน ทั้งนี้ขอโทษคนที่มีศาสนาด้วย เรา แค่อยากแชร์ ไว้ให้ตัวเองได้เข้มาอ่านในอนาคต เท่านั้น