สวัสดีครับขอนุญาติแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมมีชื่อว่า เพ (นามสมมติ) แนะนำสั้นๆแค่นี้แหละครับ
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ของตัวผมเอง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ความรู้สึกจริง โดยจุดประสงค์ที่อยากจะเล่านั้นคืออยากจะแชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวของผม เผื่อว่าเรื่องราวของผมอาจจะเป็นเรื่องที่ให้ความสนุก เพลิดเพลินกับผู้อ่านทุกๆท่าน ที่เข้ามาอ่านในกระทู้นี้ครับ
ปัจจุบันผมอายุ 25 ปีครับแต่ยังไม่บริบูรณ์ก่อนหน้านี้ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรัชดาและทำงานเป็นนักดนตรีควบคู่ไปด้วย ผมเป็นคนรักอิสระและรักเสียงดนตรีมากๆ แน่นอนว่าผมไม่อยากทำงานที่อยู่ในกรอบ กฏระเบียบ หรือรับราชการใดๆทั้งสิ้น แต่ภาระกิจชายไทยคือการเกณฑ์ทหาร แน่นอนว่าคนอย่างผมไม่คิดจะเรียน รด. ใช้วิชาหลบหนีด้วยการผ่อนผันมาตลอดตั้งแต่อายุ 21 ปีบริบูรณ์ ผมผ่านการผ่อนผันไปแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ตอนมหาลัยปี 2 ปี 3 และ ปีที่ 4 จนมาถึง ปีที่ 5 (นักศึกษาค้างรุ่น) ผมรู้สึกว่าการงานที่ผมทำกำลังทำไปได้สวย มีโอกาสหลายๆอย่างเกียวกับงานที่ทำเข้ามาในชีวิตผม แต่มันติดอยู่หนึ่งเรื่องที่มันทำให้ผมทำอะไรก็ติดขัดเพราะกังวลใจมากๆอยู่หนึ่งเรื่องคือการเกณฑ์ทหารนั่นเอง ในที่สุดผมตัดสินใจที่จะจบกับปัญหานี้ด้วยการจับใบดำใบแดงซ้ะให้รู้แล้วรู้รอด จริงๆก็มีวิธีทางลัดอยู่ผมขอไม่พูดถึงละกันนะครับบอกตรงๆผมเสียดายปัจจัยส่วนตัว ฮ่า ๆๆ บวกกับสถิติของการคัดเลือกในพื้นที่ที่ผมคัดเลือกนั้นจากปีที่แล้วทำให้ผมมั่นใจแน่นอนว่า กุรอดแน่ๆ โดยจากสถิติของปีที่แล้วนั้นมีใบแดงเพียงแค่ 2 ใบกับคนที่ทำการคัดเลือกทั้งหมด 128 คน ซึ่งถ้านับเป็นเปอร์เซ็นแล้ว ไม่ถึง 2% ด้วยซ้ำ ความคิดผมในตอนนั้นคือ "ปีทีแล้วยังขนาดนี้เลย ปีนี้แม่มก็ต้องประมาณนี้แหละ" นี่แหละครับความคิดผมในตอนนั้น
หลังจากผมได้ตัดสินใจแล้วว่าในปีนี้จะต้องจบปัญหานี้แล้วมีชีวิตลั่นล้าสักทีแน่นอนครับ "ดวงต้องมาคู่กับการเสริมดวง" โดยก่อนหน้าที่ผมจะตัดสินใจนั้นมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อ"ฟัน"ร้องไห้นามสมมติ) ซึ่งเป็นเพื่อนที่เรียนมหาลัยด้วยกันและมันก็ผ่านการเกณฑ์ทหารมาแล้วมันจึงแนะนำผมให้ไปบนที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งซึ่งคนที่ไม่อยากเป็นทหารนั้นรู้จักกันดีย่านพระโขนง จากการบอกเล่าของไอฟันนั้นผมยังจำคำพูดของมันได้ติดดหูจนถึงทุกวันนี้เลยทีเดียว "เห้ยตอนแรกกุอ่านในพันทิพเว้ยที่บอกว่าใบดำลอยเข้ามาในมืออะไรเนี่ยกุว่าแม่มไร้สาระอะไรจะอภินิหารขนาดนั้น แต่เอาหน่อยเพื่อขวัญและกำลังใจกุก็เลยไป พอถึงวันจับไม่เชื่อก็ต้องเชื่อวินาทีที่ล้วงไหสวรรค์(ชื่อเรียกภาชนะที่พวกผมเรียกในวันจับใบดำใบแดง)ก่อนจับกุคิดในใจว่าโดนใบไหนเอาใบนั้นในขณะล้วงกุจำได้แม่นเลยว่านิ้วก้อยไปแตะกระดาษใบหนึ่งและกุก้คว้าไว้แน่นมาก กำไว้แน่นจริงๆนะเว้ย ก่อนกุจะยกขึ้นมาอยู่ดีๆใบนั้นหลุดมือ และมีใบอีกใบลอยเข้ามาใส่มือจริงๆ มันอภินิหารมากๆ" นี่แหละครับประโยคของเพื่อนผมในวันนั้น ซึ่งเมื่อผมฟังประสบการณ์จากไอฟันเสร็จผมไม่รอช้า เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่เช้าเพื่อไปสถานที่แห่งนี้ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มีจุดประสงค์เดียวกันกับผม บ้างก็มากับพ่อแม่ บ้างก็มากับคนรัก ตัดภาพมาที่ผมฉายเดี่ยวมันก็จะเหงาๆหน่อยๆ (ตอนนั้นผมโสด) บริเวณรอบๆนั้นจะมีร้านค้าสำหรับทำพิธีบนบาลศาลกล่าวโดยเฉพาะพร้อมคำอธิบายขั้นตอนการทำพิธีทุกอย่าง ผมไม่รอช้ารีบไปซื้อของสำหรับประกอบพิธีพร้อมรับฟังคำแนะนำจากคนขายซึ่งเป็นชายวัยกลางคนแนะนำพิธีอย่างช่ำชองน่าเชื่อถือพอสมควรก่อนจะจ่ายเงินค่าของทำพิธีชายวัยกลางคนนั้นก็พูดประโยคนึงกับผมว่า "เจอกันวันแก้บนนะน้อง"
วันที่ 4 เมษายน 2560 ผมตื่นแต่เช้าทำภาระกิจส่วนตัวทุกอย่างเพื่อที่จะเตรียมตัวไปยังที่คัดเลือกทหารซึ่งแน่นอนว่าก่อนออกจากบ้านผมมีเคล็ดจากที่ที่ผมได้ไปบนมาโดยเคล็ดที่ว่านั้นคือ "วันเกณฑ์ทหารให้เตรียมเอกสารทุกอย่างให้พร้อมจุดธูป 2 ดอกและกล่าวคำตามที่ชายหนุ่มวัยกลางคนให้ผมมาเมื่อกล่าวเสร็จปักธูปในที่โล่งแจ้งพร้อมให้เดินหันหน้าออกจากบ้านและห้ามหันหลังกลับมามองบ้านโดยเด็ดขาด ใครทักก็ห้ามพูดคุยด้วยคนแรกที่จะคุยคือสัสดีที่ทำการตรวจคัดเลือกเท่านั้น" ผมไม่รอช้าที่จะทำตามทุกอย่างแม้กระทั่งพ่อและแม่ผมมาสะกิดเพื่อที่จะพูดคุยด้วยผมก็ไม่พูดไม่คุยไม่มองไม่อะไรทั้งนั้นและรีบเดินออกจากบ้านเพื่อที่จะมาที่ที่คัดเลือกทหารแต่ความซวยของผมมาเยือนตั้งแต่เริ่มเลยครับ คือผมเป็นคนที่สายตาสั้นระดับหนึ่งแต่ไม่มากถึงขนาดที่จะได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารผู้อ่านทุกคนคงจะเดาได้ว่าผม "ลืมหยิบแว่นตาออกมา" ถึงว่าทำไมแม่ผมสะกิดผมจังสะกิดไม่หยุดเลย ฮ่าๆๆๆๆ หลังจากนั้นก็ต้องใช้ชีวติกับความเบลทั้งวันครับ ดีเหมือนกันเผื่อเจอคนที่รุ้จักหรือเพื่อนที่มาเกณฑ์เวลามันทักจะได้มีข้ออ้างว่า กุมองไม่เห็นอะ ฮ่าๆๆๆ เมื่อถึงจุดรายงานตัวผมก็ต้องไปต่อแถวสละสิทธิ์ผ่อนผันแล้วรอเรียกชื่อดูลำกับในการจับคัดเลือก ถึงเวลาเรียกชื่อผมในขณะที่เดินออกไปรายงานตัวทหารที่ประกาศเรียกเขาจะถามเราว่าจะสมัครไหม แน่นอนครับผมรีบปฏิเสธอย่างทันที เมื่อได้ลำดับที่ผูกข้อมือแล้วเอาปากกาเมจิกเขียนที่แขนแล้วก็เข้าสู้พิธีการวัดขนาดครับ ตรวจโรค ตรวจสุขภาพ ตรวจทุกอย่าง ซึ่งผมผ่านทุกด่านถึงจะสายตาไม่ดีและลืมเอาแว่นไปก็เถอะ เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆจนมาถึงช่วงบ่ายหลังจากที่กิจกรรมช่วงเช้าได้จบลงแล้วนี่คือช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยเมื่อเจ้าหน้าที่ทำการประกาศว่า "ทางกองทัพต้องการอีก 10 ที่นั่งเท่านั้นมีใคระจะสมัครเพิ่มเติมไหม" .......เงียบ...... เป็นอันรู้กันว่าต้องให้โชคชะตาตัดสินกับ 10 ที่นั่งตรงนี้แล้ว หลังจากประกาศเสร็จเพื่อความเสมอภาคของทุกฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้ทำการประกาศว่ามีผู้เข้าคัดเลือกจับใบดำใบแดงทั้งหมด 168 คนทุกคนต่างดีใจและหวังในใจกันแทบทุกคนว่าจะต้องรอดเพราะโอกาศมันน้อยมากๆที่จะได้รับสิทธิเข้ารับใช้กองทัพไทย ก่อนที่จะทำการจับใบดำใบแดฃนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้แบ่งคนทั้งหมดออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มคนที่ผ่อนผันกับกลุ่มคนที่ตามเกณฑ์และได้ให้ตัวแทนของทั้งสองกลุ่มออกมาจับไม้สั้นไม้ยาวเพื่อที่กลุ่มไหนจะได้จับเป็นกลุ่มแรกและกลุ่มหลัง เชื่อไหมครับเหมือนโชคชะตาเข้าข้างผม กลุ่มคนผ่อนผันได้จับเป็นกลุ่มแรกและลำดบเลขที่จับของผมนั้นคือลำดับที่ 12 เท่ากับว่าผมมีโอกาสรอดสูงมาก คนตั้ง 168 คน ใบแดง 10 ใบเท่ากับว่าจะมีใบดำทั้งหมด 158 ใบ โอ้วโหวดวงมา สิ่งศักดิ์กำลังจะช่วยเราแล้ว.....ลำดับที่ 12 นายเพ เมื่อได้ยินเสียงนี้ สมาธิ จิตใจ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสติมันเหมือนหลุดออกจากร่างของผมไปพร้อมๆกับการลุกขึ้นยืนและเดินไปที่ไหสวรรค์แห่งนี้ มือของผมถูกจับพร้อมกับแขนที่ล๊อคตัวผมโดยเจ้าหน้าที่ผู้คุมการคัดเลือกซึ่งก่อนหน้านี่ผมได้แต่สงสัยว่า จะล๊อคอะไรขนาดนั้น พอถึงเวลาของตัวเองแล้วเข้าใจเลยจริงๆ ในขณะนั้นสมองผมอื้อ หน้าชา ปากชา ขาชา ไอนั่นก็ชา คือชาไปหมดทั้งตัว หูอื้อมากๆใจเต้นแรงที่สุดในชีวิตพร้อมกับเสียงเชียร์ของบรรยากาศรอบข้างที่ผมจับใจความไม่ได้ว่าเขาพูดว่าอะไร ก่อนที่จะคว้ากระดาษสี่เหลี่ยนผืนผ้าขึ้นมาและยื่นให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดดูว่าอะไรเอ๋ยที่ซ่อนอยู่ข้างใน
.
.
.
.
แดง แอง แอง แอง แอง . . . . .
นี่แหละครับจุดเปลี่ยนของชีวิตผม....
ขออนุญาติจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ มีภาคต่อแน่นอน ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านครับ
ในวันที่ชีวิต...เดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ของตัวผมเอง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ความรู้สึกจริง โดยจุดประสงค์ที่อยากจะเล่านั้นคืออยากจะแชร์ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวของผม เผื่อว่าเรื่องราวของผมอาจจะเป็นเรื่องที่ให้ความสนุก เพลิดเพลินกับผู้อ่านทุกๆท่าน ที่เข้ามาอ่านในกระทู้นี้ครับ
ปัจจุบันผมอายุ 25 ปีครับแต่ยังไม่บริบูรณ์ก่อนหน้านี้ผมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรัชดาและทำงานเป็นนักดนตรีควบคู่ไปด้วย ผมเป็นคนรักอิสระและรักเสียงดนตรีมากๆ แน่นอนว่าผมไม่อยากทำงานที่อยู่ในกรอบ กฏระเบียบ หรือรับราชการใดๆทั้งสิ้น แต่ภาระกิจชายไทยคือการเกณฑ์ทหาร แน่นอนว่าคนอย่างผมไม่คิดจะเรียน รด. ใช้วิชาหลบหนีด้วยการผ่อนผันมาตลอดตั้งแต่อายุ 21 ปีบริบูรณ์ ผมผ่านการผ่อนผันไปแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ตอนมหาลัยปี 2 ปี 3 และ ปีที่ 4 จนมาถึง ปีที่ 5 (นักศึกษาค้างรุ่น) ผมรู้สึกว่าการงานที่ผมทำกำลังทำไปได้สวย มีโอกาสหลายๆอย่างเกียวกับงานที่ทำเข้ามาในชีวิตผม แต่มันติดอยู่หนึ่งเรื่องที่มันทำให้ผมทำอะไรก็ติดขัดเพราะกังวลใจมากๆอยู่หนึ่งเรื่องคือการเกณฑ์ทหารนั่นเอง ในที่สุดผมตัดสินใจที่จะจบกับปัญหานี้ด้วยการจับใบดำใบแดงซ้ะให้รู้แล้วรู้รอด จริงๆก็มีวิธีทางลัดอยู่ผมขอไม่พูดถึงละกันนะครับบอกตรงๆผมเสียดายปัจจัยส่วนตัว ฮ่า ๆๆ บวกกับสถิติของการคัดเลือกในพื้นที่ที่ผมคัดเลือกนั้นจากปีที่แล้วทำให้ผมมั่นใจแน่นอนว่า กุรอดแน่ๆ โดยจากสถิติของปีที่แล้วนั้นมีใบแดงเพียงแค่ 2 ใบกับคนที่ทำการคัดเลือกทั้งหมด 128 คน ซึ่งถ้านับเป็นเปอร์เซ็นแล้ว ไม่ถึง 2% ด้วยซ้ำ ความคิดผมในตอนนั้นคือ "ปีทีแล้วยังขนาดนี้เลย ปีนี้แม่มก็ต้องประมาณนี้แหละ" นี่แหละครับความคิดผมในตอนนั้น
หลังจากผมได้ตัดสินใจแล้วว่าในปีนี้จะต้องจบปัญหานี้แล้วมีชีวิตลั่นล้าสักทีแน่นอนครับ "ดวงต้องมาคู่กับการเสริมดวง" โดยก่อนหน้าที่ผมจะตัดสินใจนั้นมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อ"ฟัน"ร้องไห้นามสมมติ) ซึ่งเป็นเพื่อนที่เรียนมหาลัยด้วยกันและมันก็ผ่านการเกณฑ์ทหารมาแล้วมันจึงแนะนำผมให้ไปบนที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งซึ่งคนที่ไม่อยากเป็นทหารนั้นรู้จักกันดีย่านพระโขนง จากการบอกเล่าของไอฟันนั้นผมยังจำคำพูดของมันได้ติดดหูจนถึงทุกวันนี้เลยทีเดียว "เห้ยตอนแรกกุอ่านในพันทิพเว้ยที่บอกว่าใบดำลอยเข้ามาในมืออะไรเนี่ยกุว่าแม่มไร้สาระอะไรจะอภินิหารขนาดนั้น แต่เอาหน่อยเพื่อขวัญและกำลังใจกุก็เลยไป พอถึงวันจับไม่เชื่อก็ต้องเชื่อวินาทีที่ล้วงไหสวรรค์(ชื่อเรียกภาชนะที่พวกผมเรียกในวันจับใบดำใบแดง)ก่อนจับกุคิดในใจว่าโดนใบไหนเอาใบนั้นในขณะล้วงกุจำได้แม่นเลยว่านิ้วก้อยไปแตะกระดาษใบหนึ่งและกุก้คว้าไว้แน่นมาก กำไว้แน่นจริงๆนะเว้ย ก่อนกุจะยกขึ้นมาอยู่ดีๆใบนั้นหลุดมือ และมีใบอีกใบลอยเข้ามาใส่มือจริงๆ มันอภินิหารมากๆ" นี่แหละครับประโยคของเพื่อนผมในวันนั้น ซึ่งเมื่อผมฟังประสบการณ์จากไอฟันเสร็จผมไม่รอช้า เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่เช้าเพื่อไปสถานที่แห่งนี้ซึ่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่มีจุดประสงค์เดียวกันกับผม บ้างก็มากับพ่อแม่ บ้างก็มากับคนรัก ตัดภาพมาที่ผมฉายเดี่ยวมันก็จะเหงาๆหน่อยๆ (ตอนนั้นผมโสด) บริเวณรอบๆนั้นจะมีร้านค้าสำหรับทำพิธีบนบาลศาลกล่าวโดยเฉพาะพร้อมคำอธิบายขั้นตอนการทำพิธีทุกอย่าง ผมไม่รอช้ารีบไปซื้อของสำหรับประกอบพิธีพร้อมรับฟังคำแนะนำจากคนขายซึ่งเป็นชายวัยกลางคนแนะนำพิธีอย่างช่ำชองน่าเชื่อถือพอสมควรก่อนจะจ่ายเงินค่าของทำพิธีชายวัยกลางคนนั้นก็พูดประโยคนึงกับผมว่า "เจอกันวันแก้บนนะน้อง"
วันที่ 4 เมษายน 2560 ผมตื่นแต่เช้าทำภาระกิจส่วนตัวทุกอย่างเพื่อที่จะเตรียมตัวไปยังที่คัดเลือกทหารซึ่งแน่นอนว่าก่อนออกจากบ้านผมมีเคล็ดจากที่ที่ผมได้ไปบนมาโดยเคล็ดที่ว่านั้นคือ "วันเกณฑ์ทหารให้เตรียมเอกสารทุกอย่างให้พร้อมจุดธูป 2 ดอกและกล่าวคำตามที่ชายหนุ่มวัยกลางคนให้ผมมาเมื่อกล่าวเสร็จปักธูปในที่โล่งแจ้งพร้อมให้เดินหันหน้าออกจากบ้านและห้ามหันหลังกลับมามองบ้านโดยเด็ดขาด ใครทักก็ห้ามพูดคุยด้วยคนแรกที่จะคุยคือสัสดีที่ทำการตรวจคัดเลือกเท่านั้น" ผมไม่รอช้าที่จะทำตามทุกอย่างแม้กระทั่งพ่อและแม่ผมมาสะกิดเพื่อที่จะพูดคุยด้วยผมก็ไม่พูดไม่คุยไม่มองไม่อะไรทั้งนั้นและรีบเดินออกจากบ้านเพื่อที่จะมาที่ที่คัดเลือกทหารแต่ความซวยของผมมาเยือนตั้งแต่เริ่มเลยครับ คือผมเป็นคนที่สายตาสั้นระดับหนึ่งแต่ไม่มากถึงขนาดที่จะได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหารผู้อ่านทุกคนคงจะเดาได้ว่าผม "ลืมหยิบแว่นตาออกมา" ถึงว่าทำไมแม่ผมสะกิดผมจังสะกิดไม่หยุดเลย ฮ่าๆๆๆๆ หลังจากนั้นก็ต้องใช้ชีวติกับความเบลทั้งวันครับ ดีเหมือนกันเผื่อเจอคนที่รุ้จักหรือเพื่อนที่มาเกณฑ์เวลามันทักจะได้มีข้ออ้างว่า กุมองไม่เห็นอะ ฮ่าๆๆๆ เมื่อถึงจุดรายงานตัวผมก็ต้องไปต่อแถวสละสิทธิ์ผ่อนผันแล้วรอเรียกชื่อดูลำกับในการจับคัดเลือก ถึงเวลาเรียกชื่อผมในขณะที่เดินออกไปรายงานตัวทหารที่ประกาศเรียกเขาจะถามเราว่าจะสมัครไหม แน่นอนครับผมรีบปฏิเสธอย่างทันที เมื่อได้ลำดับที่ผูกข้อมือแล้วเอาปากกาเมจิกเขียนที่แขนแล้วก็เข้าสู้พิธีการวัดขนาดครับ ตรวจโรค ตรวจสุขภาพ ตรวจทุกอย่าง ซึ่งผมผ่านทุกด่านถึงจะสายตาไม่ดีและลืมเอาแว่นไปก็เถอะ เวลาล่วงเลยไปเรื่อยๆจนมาถึงช่วงบ่ายหลังจากที่กิจกรรมช่วงเช้าได้จบลงแล้วนี่คือช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยเมื่อเจ้าหน้าที่ทำการประกาศว่า "ทางกองทัพต้องการอีก 10 ที่นั่งเท่านั้นมีใคระจะสมัครเพิ่มเติมไหม" .......เงียบ...... เป็นอันรู้กันว่าต้องให้โชคชะตาตัดสินกับ 10 ที่นั่งตรงนี้แล้ว หลังจากประกาศเสร็จเพื่อความเสมอภาคของทุกฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้ทำการประกาศว่ามีผู้เข้าคัดเลือกจับใบดำใบแดงทั้งหมด 168 คนทุกคนต่างดีใจและหวังในใจกันแทบทุกคนว่าจะต้องรอดเพราะโอกาศมันน้อยมากๆที่จะได้รับสิทธิเข้ารับใช้กองทัพไทย ก่อนที่จะทำการจับใบดำใบแดฃนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้แบ่งคนทั้งหมดออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มคนที่ผ่อนผันกับกลุ่มคนที่ตามเกณฑ์และได้ให้ตัวแทนของทั้งสองกลุ่มออกมาจับไม้สั้นไม้ยาวเพื่อที่กลุ่มไหนจะได้จับเป็นกลุ่มแรกและกลุ่มหลัง เชื่อไหมครับเหมือนโชคชะตาเข้าข้างผม กลุ่มคนผ่อนผันได้จับเป็นกลุ่มแรกและลำดบเลขที่จับของผมนั้นคือลำดับที่ 12 เท่ากับว่าผมมีโอกาสรอดสูงมาก คนตั้ง 168 คน ใบแดง 10 ใบเท่ากับว่าจะมีใบดำทั้งหมด 158 ใบ โอ้วโหวดวงมา สิ่งศักดิ์กำลังจะช่วยเราแล้ว.....ลำดับที่ 12 นายเพ เมื่อได้ยินเสียงนี้ สมาธิ จิตใจ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับสติมันเหมือนหลุดออกจากร่างของผมไปพร้อมๆกับการลุกขึ้นยืนและเดินไปที่ไหสวรรค์แห่งนี้ มือของผมถูกจับพร้อมกับแขนที่ล๊อคตัวผมโดยเจ้าหน้าที่ผู้คุมการคัดเลือกซึ่งก่อนหน้านี่ผมได้แต่สงสัยว่า จะล๊อคอะไรขนาดนั้น พอถึงเวลาของตัวเองแล้วเข้าใจเลยจริงๆ ในขณะนั้นสมองผมอื้อ หน้าชา ปากชา ขาชา ไอนั่นก็ชา คือชาไปหมดทั้งตัว หูอื้อมากๆใจเต้นแรงที่สุดในชีวิตพร้อมกับเสียงเชียร์ของบรรยากาศรอบข้างที่ผมจับใจความไม่ได้ว่าเขาพูดว่าอะไร ก่อนที่จะคว้ากระดาษสี่เหลี่ยนผืนผ้าขึ้นมาและยื่นให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดดูว่าอะไรเอ๋ยที่ซ่อนอยู่ข้างใน
.
.
.
.
แดง แอง แอง แอง แอง . . . . .
นี่แหละครับจุดเปลี่ยนของชีวิตผม....
ขออนุญาติจบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ มีภาคต่อแน่นอน ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านครับ