🇨🇷☝️~มาลาริน~ไหนๆก็มาแล้วอีอีซี “ร่วมมือ” อาลีบาบา กรุ๊ป ส่งสินค้าไทย ท่องเที่ยวไทยไปตลาดโลก พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการไทย


อีอีซี “ร่วมมือ” อาลีบาบา กรุ๊ป ส่งสินค้าไทย ท่องเที่ยวไทยไปตลาดโลก พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการไทย




สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (สกรศ.) หรือ อีอีซี ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ อาลีบาบา กรุ๊ป ครอบคลุมความร่วมมือใน 4 ด้านคือ

1) การใช้ อีคอมเมอร์ส (E-commerce) ในการส่งออกสินค้าเกษตรและ โอทอป โดยเริ่มต้นจาก ข้าวและทุเรียน
2) การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถใช้เข้าสู่การใช้ อีคอมเมอร์ส (E-commerce) เป็นช่องทางการตลาด
3) การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน เข้าสู่เมืองรองและชุมชน อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการนำข้อมูลร้านค้าไทยและร้านอาหารไทยให้อยู่บนดิจิทัลแพลตฟอร์มที่นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย
4) การลงทุนใน ศูนย์ดิจิทัลอัจฉริยะ (Smart Digital Hub) ในการค้าอีคอมเมอร์สระดับโลกกับประเทศในภูมิภาค
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า “การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ อาลีบาบา กรุ๊ป ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นของ อีอีซี 2 ฉบับ เป็นความสำเร็จของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเจรจาจนได้บรรลุเป็นข้อตกลงความร่วมมือที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มคนหลากหลายในประเทศไทย ทั้งเกษตรกร และผู้ประกอบการไทยขนาดกลางและขนาดเล็ก ผู้ประกอบการอีคอมเมอร์สในประเทศ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะนำสินค้าสู่ตลาดโลก”

การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง อีอีซี และ อาลีบาบา กรุ๊ป มีทั้งสิ้น 2 ฉบับ ซึ่งมีขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้

1. ความร่วมมือในด้านการค้าการลงทุนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ระหว่าง สกรศ. และAlibaba.com Singapore E-commerce Private Limited โดยบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกรอบรวมความร่วมมือ ครอบคลุมถึงการส่งออกสินค้าด้านการเกษตร สินค้าไทยอื่นๆ เข้าสู่ตลาดโลก โดยอาศัยแพลตฟอร์มของ อาลีบาบา การพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้ประกอบการไทยด้าน E-commerce และการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวชุมชนและเมืองรอง ทั้งนี้ อาลีบาบา ได้แสดงเจตจำนงในการลงทุน Smart Digital Hub ใน EEC ในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ด้วย





2. ความร่วมมือด้านการลงทุน Smart Digital Hub ในพื้นที่ EEC ระหว่าง สกรศ.

กรมศุลกากร และบริษัท Cainiao Smart Logistic Network Hong Kong Limited อาลีบาบา กรุ๊ป โดยบริษัท Cainiao จะลงทุนประมาณ 11,000 ล้านบาทในการ
พัฒนาศูนย์ดิจิทัลอัจฉริยะ (Smart Digital Hub) เริ่มต้นในปีนี้ และร่วมมือกัน พัฒนาความรู้ทางด้านการจัดการสำหรับ E-commerce ระหว่างประเทศ ระบบโลจิสติกส์ พิธีการทางศุลกากร กรอบด้านกฎระเบียบศุลกากรที่ทาง อาลีบาบา และ Cainiao มีความเชี่ยวชาญ และร่วมวางระบบการทำงานที่เป็นสากลร่วมกับกรมศุลกากรของไทย เพื่อสนับสนุน E-commerce เข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมาตรฐานโลก การลงทุนใน Smart Digital Hub นี้จะทำให้เปิดโอกาสตามมาอย่างมหาศาลต่อประเทศไทย และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการค้าในภูมิภาค CLMVT




นอกจากนี้ ทางอาลีบาบา กรุ๊ป ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับหน่วยงานอื่นอีก 2 ฉบับ ได้แก่ ความร่วมมือด้านการพัฒนา SMEs และบุคลากรด้านดิจิทัลระหว่าง กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ Alibaba Business School เพื่อร่วมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ให้กับผู้ประกอบการชาวไทยในหลายภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ได้วางแผนเอาไว้ โดยทางอาลีบาบาตั้งเป้าว่าจะทำการอบรมให้ได้อย่างน้อย 30,000 คนต่อปี ซึ่งจะทำให้คนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ในยุคที่ E-commerce จะทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต




นอกจากนั้นได้มีการลงนาม ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวผ่านดิจิทัลและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท Zhejiang Fliggy Network Technology Company Limited หรือชื่อเดิม Alitrip เพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการอำนวยความสะดวกในการจองห้องพัก จองตั๋วเดินทางและขายทัวร์ทั่วโลกของอาลีบาบา ซึ่งจะมีส่วนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากทั่วโลกสู่ประเทศไทย

นายคณิศ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความร่วมมือที่ลงนามในบันทึกข้อตกลง อาลีบาบา กรุ๊ป จะเป็นการเปิดศักราชของธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านการค้าดิจิทัล ซึ่งจะเป็นการปรับกระบวนการทำธุรกิจและการค้าครั้งสำคัญของประเทศไทย ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย รวมถึงเกษตรกรไทยสามารถพัฒนาศักยภาพ ในการนำเอาสินค้าและบริการนั้นสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce ในอนาคตได้อย่างไร้ขีดจำกัด และอาจจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้เป็นรูปแบบที่ไม่ได้เป็นการปิดกั้น (Non-exclusive) ผู้ประกอบรายอื่นในลักษณะเดียวกัน ซึ่งอาจจะมีมากขึ้นในอนาคต”


https://siamrath.co.th/n/34509


ผลไม้ไทยในตลาดของประเทศจีน



วันนี้ขอนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวข้องกับผลไม้ไทยในตลาดของประเทศจีน จากการบรรยายพิเศษโดย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว.พณ.) เมื่อวันที่ ๓๑ ม.ค.๖๑ ณ อาคารศูนย์เรียนรวม ๓ ห้อง ๓๐๑ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในการสัมมนาวิชาการเนื่องในวาระครบรอบ ๗๕ ปี (๒ ก.พ.๒๔๘๖) แห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้



๑. ประเด็นสำคัญในการบรรยายพิเศษดังกล่าว รมว.พณ. เน้นถึงทิศทางที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลไม้เขตร้อนของโลก (ทำให้ไทยเป็นมหาอำนาจผลไม้ของโลก) โดยมีแนวคิดในการขับเคลื่อน เพื่อมุ่งสู่การมีคุณภาพ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการผลไม้ของไทยอย่างครบวงจร

๒. แนวคิดในการขับเคลื่อนที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจผลไม้ของโลก ต้องมีองค์ประกอบ ๔ ประการ ได้แก่
      ๒.๑ ต้องพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของผลไม้ทั้งสดและการแปรรูป
             ๒.๑.๑ มีการจัดระดับชั้นของผลไม้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามมีคุณค่าและสามารถการรักษาคุณภาพของผลไม้
             ๒.๑.๒ การแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาผลไม้ที่ออกมาพร้อมๆ กันในจำนวนมาก โดยการเพิ่มมูลค่าผลไม้ เช่น ผลไม้รสชาติดีแต่เปลือกไม่สวย ก็ต้องปอกเปลือกขายในรูปแบบที่สวยงามรวมทั้งบรรยายสรรพคุณต่อสุขภาพ ฯลฯ
      ๒.๒ มีสมรรถนะกลไกการค้าที่เข้มแข็ง โดยสามารถกำหนดกลไกตลาดได้ (คุมกลไกการค้า)
      ๒.๓ การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยมีศูนย์คัดแยกผลผลิตที่มีคุณภาพ สามารถเก็บรักษาคุณภาพของผลไม้ได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน รวมทั้งต้องมีการจับคู่ทางธุรกิจ (เป็นพันธมิตรทางการตลาด) ในการส่งออกผลไม้ เช่น การจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ประกอบการในนครหนานหนิงของจีน โดยส่งวัตถุดิบไปแปรรูปในจีน อันจะทำให้สามารถส่งขายได้ทั่วประเทศจีน โดยไม่มีข้อจำกัด
      ๒.๔ ต้องสร้างแบรนด์ให้ได้ เพราะถ้าไม่มีแบรนด์ของตนเองก็จะทำให้สูญเสียโอกาสทางการค้า





http://www.vijaichina.com/events/866



ผลไม้ไทยสุดฮอต ขึ้นชาร์ตขายดีอันดับหนึ่งในเว็บไซต์จีน ทั้งทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง เงาะ




นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรม ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ถึงผลการเข้าร่วมงาน “โต๊ะอาหารของ Tmall 2018” ที่จัดขึ้นที่เมืองหังโจว เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อรายงานประเภทสินค้าอาหารสดต่างชาติที่ขายดี บนเว็บไซต์ Tmall Global ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายสินค้าต่างชาติของ Tmall โดยปรากฏว่าสินค้าอาหารสดจากต่างประเทศที่ได้รับความนิยมในการนำเข้ามาจำหน่าย 10 อันดับแรก พบว่า ไทยมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยออสเตรเลีย เวียดนาม ชิลี สหรัฐฯ นิวซีแลนด์ อาร์เจนตินา เดนมาร์ก แคนาดา และเม็กซิโก

สำหรับสินค้าอาหารสดของไทยที่ได้รับความนิยมในการสั่งซื้อผ่าน Tmall Global คือ ผลไม้สด ซึ่งมีสินค้าที่ขายดีและได้รับความนิยมในการสั่งซื้อมาก เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย ส่วนมะม่วง ชมพู่ เงาะ ส้มโอ กล้วยไข่ และมะขามหวาน ขายดีในอันดับรองๆ ลงมา

กรมมีแผนที่จะโปรโมตผลไม้ไทยในตลาดจีนตามนโยบายของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียน ที่ถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดจีนสูงมาก โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติผลักดันให้ไทยเป็นมหานครผลไม้เมืองร้อนของโลก และมีแผนในการทำตลาดผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ซึ่งทุเรียนและมังคุด ถือเป็นหนึ่งในผลไม้นำร่อง ซึ่งกรมจะทำแผนเร่งประชาสัมพันธ์เต็มที่ เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคในตลาดจีนให้เพิ่มมากขึ้น

นางจันทิรากล่าวว่า สำหรับ Tmall Global ถือเป็นโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ของผู้บริโภคชาวจีน โดยปัจจุบันมีจำนวนสินค้าอาหารสดที่ขายอยู่บนแพลตฟอร์มดังกล่าวมากกว่า 13,000 รายการ เป็นสินค้าจาก 150 ประเทศและภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยหมวดหมู่ของสินค้าอาหาร รวมถึงผลไม้สด อาหารทะเล เนื้อสัตว์ เป็นต้น โดยผลจากความหลากหลายของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรได้ เช่น หากต้องการเลือกซื้อกุ้งแช่แข็ง สามารถเลือกซื้อกุ้งแดงจากอาร์เจนตินา กุ้งเสือดำจากมาเลเซีย หรือกุ้งขาวจากเอกวาดอร์ได้

นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มว่าบนแพลตฟอร์ม Tmall ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับการบริโภคแนวมังสวิรัติเพิ่มมากขึ้น โดยนิยมซื้อผักผลไม้ออนไลน์ และผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ในเมือง มีอายุน้อยกว่า 35 ปี ส่วนกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 19-22 ปี ถือเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วสุด ส่วนในด้านการขนส่งสินค้า Tmall มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีระบบขนส่งที่สมบูรณ์และรองรับการขนส่งเย็น ขณะที่การนำเข้าอาหารสด จะอยู่ทางตอนใต้ที่มีอาณาเขตติดทะเล เช่น มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง นครเซี่ยงไฮ้ และมณฑลกวางโจว ส่วนทางมณฑลทางภาคเหนือ เช่น มณฑลเหลียวหนิง และมณฑลซานตง มีอัตราการนำเข้าสินค้าอาหารสดต่างชาติที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยผู้ส่งออกไทยที่ต้องการจะส่งอาหารสดเจาะตลาดจีน ก็ควรที่จะศึกษาช่องทางการส่งออกนำเข้าผ่านช่องทางเหล่านี้ เพราะเป็นช่องทางที่มีการนำเข้าเป็นปกติของจีนอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา ไทยมีการส่งออกสินค้าผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไปยังตลาดโลกมีมูลค่ากว่า 76,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2559 มีตลาดหลักได้แก่ อันดับ 1. เวียดนาม 45% 2. จีน 30% 3. ฮ่องกง 8% 4. อินโดนีเซีย 4% 5. สหรัฐอเมริกา 3% โดยที่ไทยส่งออกสินค้าผลไม้ ไปจีน มีมูลค่าสูงถึง 22,284 ล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2

https://www.khaosod.co.th/economics/news_746339

อ่านดีๆนะคะ จะได้ทราบว่าแจ็ค หม่า มาไทย ทำอะไรดีๆให้คนไทยบ้าง

ถ้าอยากกินองุ่นเปรี้ยวก็ตามสบายนะคะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่