30 วันในเวียตนามเหนือ #ตอนที่1

กระทู้สนทนา
มันเป็นความรู้สึกไม่อิ่มต่อการไปเยี่ยมชมเมื่อสองปีก่อน ช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง บนผืนดินกลางป่า เกือบปลายขอบสุดของเวียตนามเหนือ ที่ถูกปลุกให้มีชีวิต อันเต็มไปด้วยสีสันและเรื่องราวเกินจะเก็บกักได้ทัน ยิ่งในช่วงฤดูหนาว อย่างคราวนั้นและคราวนี้ เราเชื่อว่า ความมีชีวิตชีวาของตลาดแห่งนี้ คงพอทำให้ เรามีพลังเพื่อกลับมาต่อสู้กับบางสิ่งได้ ระหว่างการวางแผน เพื่อเดินทาง ผมเป็นคนลังเล กลับไปมาหลายรอบ การไปให้ถึงเจ๊อะก้านเก๊าโดยผ่าน เจ๊อะซาปานั้น มันก็ดีอยู่หรอก สองข้างทางงดงามอย่างที่เราไม่เคยเบื่อกันเลย แต่ผู้กุมส่วนสำคัญในชีวิตผม ให้ความเห็นว่า หาทางใหม่ได้บ้างไหม "ฮานอย" ยังไม่เคยไปเลย ผ่านไปทางนี้ก็ได้มั้ง? นั่นคือจุดเริ่มต้นของการลากเส้น จากเวียตนามกลางขึ้นไปชนเกือบๆถึงเขตแดนของจีนแผ่นดินใหญ่

แต่เรื่องมันไม่ง่ายนัก ที่จะแบกจักรยานพร้อมสัมภาระหนักๆลงเรือ คราวนี้ต้องกราบขอบพระคุณพี่เจ้าของเรือที่เมตตาเก็บค่าโดยสารเราคนละเพียง 60 บาทส่วนค่ารถถีบพร้อมสัมภาระพี่เขาแถมให้ฟรี

มาปากซันครั้งใด เราสองคนไม่เคยที่จะพลาดในการมาเยี่ยมคารวะ ที่นี่ สำหรับเรา คนนิรนามพวกนี้ มีค่าราคามากเกินกว่าประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ได้

ถนนใน สปป.ลาว หมายเลขสิบสามเส้นนี้ เป็นถนนหลักเพียงสายเดียวที่เชื่อมต่อ ลาวเหนือกลางใต้เข้าด้วยกัน เปล่า ไม่ได้หมายความว่าเลขที่สิบสามเป็นจำนวนถนนนะ แต่หากมันมีความหมายอันอาจจะเจ็บปวดว่า ถนนแห่งอาณานิคมที่สิบสามของฝรั่งเศสต่างหาก

จากปากซันถึงปากกระดิ่ง ถนนวิ่งขึ้นลงราวลูกระนาด อันขรุขระอย่างน่ารำคัญ โดยเฉพาะเช้านี้ เราต้องวิ่งฝ่าลมมาตลอดเช้า เปลืองแรงไปไม่น้อยทีเดียว

เราจบวันแรกของการเดินทาง ที่บ้านเวียงคำ ทางแบ่งเพื่อจะต่อไปเวียตนาม ระยะทาง 93 หลัก ของวันนี้ ทำเอาหน้าร้อนๆไปตามๆกันเลยทีเดียว

จากทางแบ่งหลักซาวถึงหลักซาว ระยะกว่า 98 หลัก ต้องก้าวข้ามภูเขาสี่ลูกครึ่ง แม้ไม่สูงมากมาย แต่มันชันทั้งขาขึ้นและขาลง เรียกได้ว่า วันนี้เป็นการซ้อมหนักพอสมควรก่อนที่ต้องไปปีนเขาเล่นที่บัคฮา

แขวงคำม่วนและแขวงบอลิคำไซ อุดมไปด้วยแนวภูเขาหินปูน ครั้งแรกที่ผมเห็น อดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบเทียบกับกำแพงเมืองจีน

บางสิ่งก่อนคนเราจะรู้ค่า มันก็ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ตลอดทั้งวัน โรงผลิตซีเมนหลายโรง ทำให้ผมคิดถึง หุบเขาแร้งคอย

มันเป็นโปรตีนเพียงอย่างเดียวที่ชาวบ้านจะพอหาได้ใน ประเทศที่ยังขาดการปศุสัตว์ หลับตาคิดถึงกำแพงนคร ที่ๆคนร่ำรวยเสวยสุข ช่องว่างห่างไกลกันเหลือเกิน

เวลาดีเวลากาแฟ

ในความมืดมิด มีแต่ความกลัวในใจเราที่บั้นทอนกำลังใจของเรา การได้เดินทางกับคนที่เราต้องฝากชีวิตไว้(ซึ่งกันและกัน) นับว่าเป็นบททดสอบที่ควรค่าแก่การลงทุน เราจบวันที่สองลง ณ.เวลาหนึ่งทุ่มตรง อากาศหนาวยะเยือก

สิบหลักจากเมืองหลักซาว บนขัวน้ำพาว เราใช้เวลาตรงนี้เนิ่นนานพอควร เพื่อให้เต็มอิ่มกับภาพชีวิตของผู้คนพื้นถิ่น ไม่เร่งรีบ ไม่ร้อนรน มีชีวิตตามแบบแผนอย่างที่เคยเป็นมา จนเราเริ่มสงสัยว่า สิ่งใดกันคือความสุข ร่ำรวย หรือชีวิตอย่างที่เห็น

ในตลาดสุดท้ายก่อนถึงชายแดน ลาว-เวียต หันกลับมาทันพอดี แม่หนูน้อยรีบชักมือกลับจากการพยายามสัมผัสกระเป๋าใบใหญ่ๆที่ห้อยพะรุงพะรังของคนบ้าหอบฟา

เป็นสิบห้ากิโลเมตรเต็มๆที่ฟ้าฝนไม่ปราณี เกียร์สุดท้ายถูกใช้อย่างบ่อยครั้งเมื่อลมแรงหอบฝนกระหน่ำซัด ในใจภาวนาว่าที่เคยสาบาน ของดเว้นเป็นการชั่วคราว

เราก้าวเข้าสู่ สาธารณรัฐเวียนามกันแล้วครับ ฝนตกเหมือนลูกหมาตกน้ำกันเลยทีเดียว ด่านนี้ชื่อว่าด่านโกวแตว เจ้าหน้าที่น่ารักมาก ยกเว้นด่านทหารดูออกจะเคร่งเครียดพอสมควร

มีโอกาสจะมาเล่าเรื่องต่อนะครับ วันนั้นบนแนวเขาที่กั้นระหว่างลาวและเวียตนามอากาสดีมากทีเดียว สวัสดีครับ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่