เกิดมาเพื่อ…….ทำให้ได้มีเป็นอยู่ตามที่ต้องการ…..สืบต่อ

กระทู้สนทนา
จิต {#อกุศล14 #อนุโลมปฏิจจสมุปบาท12 #อวิชชา #เวทนา สัญญา #กิเลสโลภโกรธหลง #สังโยชน์10 #นิวรณ์5 #สังสารวัฏ}

จิต {สัญชาตญาณ ความเห็นผิด(1.อวิชชา 7.เวทนา สัญญา) สืบต่อ การนึกคิด
สืบต่อให้เกิดเจตนา คืออารมณ์ความรู้สึก ความเชื่อความเห็นย่อมไม่พ้นไปจากส่วนที่สุดทั้งสอง
คือกิเลสกาม (2.สังขาร มโน 8.ตัณหา3 9.อุปาทาน4 10.ภพ3 11.ชาติ(วิญญาณ3) มโนวิญญาณ)
1.โลภ สุขสบายใจ บุญ (12.ชรา-มรณะ เกิดพร้อมสืบต่อ) 2.โกรธ ลำบากใจบาป และหลง ลังเลซึมเศร้าเสียใจ ทุกข์
ประกับความเพลินเคยชิน สืบต่อนิสัย สันดาน ข้ามภพใหม่เรียกสัญชาตญาณ กิเลสโลภโกรธหลง

คน เกิดพร้อมสัญชาตญาณ ความเห็นผิด (3.วิญญาณอาศัยอาศัยวัตถุธาตุ เรียกวิญญาณธาตุ จิตใจ
4.นามรูป 5.สฬายตนะ6.ผัสสะวิญญาณ หรือสัญชาตญาณ คือ 7.เวทนา สัญญา (สังสารวัฏ) ) }

คน เกิดพร้อมสัญชาตญาณ ความเห็นผิด(กิเลส) สืบต่อการนึกคิดพูดทำเลี้ยงชีพทางโลก(กิเลสกาม) ในส่วนที่สุดสองอย่างทางโลก
ส่วนที่สุด1 การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย
เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้านเป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
การนึกคิด(พูดทำ) ที่เกิดเจตนา คืออารมณ์ความรู้สึก(ความเชื่อ ความเห็น) โลภรัก พอใจติดใจ สุขสบายใจ บุญ
อยากได้กาม(วัตถุธาตุสภาวะ) ยินดี ยอมให้ยอมเสีย เพื่อตัวตนของตนได้มีเป็นอยู่ตามที่ต้องการตลอดไป
การแสวงหาสร้างทำให้เกิด ให้ปรากฏ ดูแลรักษาทำให้เจริญให้ได้มีเป็นอยู่ตามที่ต้องการไม่ให้เกิดความเสื่อมดับ
(ขัดกับพระธรรม เมื่อเกิดชรา-มรณะ ที่เกิดตามกฎไตรลักษณ์)
จิตอกุศล14 {สภาวะโลภ ภพ สวรรค์ ชาติ(วิญญาณ เทวดาที่ดี และไม่ดี มาร ความสุขสบายใจ บุญ จากการเบียดเบียนทำร้ายทำลาย)}

ชรา-มรณะ เกิดเป็นธรรมดาตามกฎไตรลักษณ์ คือความเสื่อม แก่ เจ็บ จากเป็นและจากตายตามธรรมชาติ
และการเบียดเบียนทำร้ายทำลายจากการกระทำของคน ชรา-มรณะ จึงเกิดพร้อมสืบต่อ (สังสารวัฏ)

ส่วนที่สุด2 การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก
ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
การนึกคิด(พูดทำ)เกิดเจตนา คืออารมณ์ความรู้สึก(ความเชื่อ ความเห็น)โกรธเกลียด ไม่พอใจขัดใจ
คิดร้าย คิดเบียดเบียนทำร้ายทำลาย ริษยา ไม่ยินดี ตระหนี่ ไม่ยอมให้ไม่ยอมเสีย
หงุดหงิดกระวนกระวาย เดือดร้อนใจ แค้นใจ พยาบาท บาป และ
การนึกคิด(พูดทำ)เกิดเจตนา คืออารมณ์ความรู้สึก(ความเชื่อ ความเห็น)หลงลังเลสับสนไม่แน่ใจ
ห่วงกังวลกลัว หดหู่ท้อแท้หมดกำลังใจ เหงา ซึมเศร้าเสียใจ ทุกข์
การแสวหา ดูแลรักษา ปกป้อง ต่อสู้ แย่งชิง
สืบต่อการเบียดเบียนทำร้ายทำลายตนเองและผู้อื่นจนเกิดความโกรธเกลียด และหลงลังเล ทุกข์
จิตอกุศล14 {สภาวะโกรธ  ภพ นรก ชาติ(วิญญาณเดรัจฉาน สัตว์ผู้มีกิเลสในนรก) และ
สภาวะหลง ภพ โลก ชาติ(วิญญาณอสุรกาย เปรต)}


จิต {#กุศล25 #ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท12 #วิชชา #อริยสัจ4 #มรรค8 #สติปัฏฐาน4 #กาลามสูตรกังขานิยฐาน10
#ละอวิชชา #ละเวทนา สัญญา #ละกิเลสโลภโกรธหลง #ละสังโยชน์10 #ละนิวรณ์5 #ญาณ #ปัญญาญาณ #ละสังสารวัฏ}


จิต {สัญชาตญาณ ละความเห็นผิด(1.วิชา ละอวิชชา 7.ละเวทนา สัญญา) สืบต่อ ละการนึกคิด
สืบต่อให้เกิดละเจตนา คือละอารมณ์ความรู้สึก ละความเชื่อความเห็น ย่อมพ้นไปจากส่วนที่สุดทั้งสอง คือละกิเลสกาม
(2.ละสังขาร ละมโน 8.ละตัณหา3 9.ละอุปาทาน4 10.ละภพ3 11.ละชาติ(ละวิญญาณ3) มโนกิริยา)
1.ละโลภ สุขสบายใจ บุญ (12.ปลงใจ ปักใจในชรา-มรณะ เกิดพร้อมสืบต่อ)
2.ละโกรธ ลำบากใจบาป และละหลง ลังเลซึมเศร้าเสียใจ ทุกข์
ประกับพิจารณาทำในใจเป็นอย่างดีในนามรูป สฬายตนะผัสสะละวิญญาณ  ละความเพลินเคยชิน ไม่สืบต่อนิสัย สันดาน
ข้ามภพใหม่เรียกสัญชาตญาณ ละกิเลสโลภโกรธหลง

คน เกิดพร้อมสัญชาตญาณ เห็นชอบ ละความเห็นผิด
*อริยบุคคลโสดาบัน เกิดดวงตาเห็นพระธรรม พร้อมออกบวชเพื่อเข้าสู่กระแสพระธรรม เพื่อทำญาณ(ปัญญาญาณ)ให้เกิด*
(3.วิญญาณอาศัยอาศัยวัตถุธาตุ เรียกวิญญาณธาตุ จิตใจ
4.นามรูป 5.สฬายตนะ6.ผัสสะละวิญญาณ หรือสัญชาตญาณ คือ 7.ละเวทนา สัญญา (ละสังสารวัฏ) ) }

คน เกิดพร้อมสัญชาตญาณ เห็นชอบ ละความเห็นผิด(ละกิเลส)
สืบต่อการละนึกคิดพูดทำเลี้ยงชีพทางโลก(ละกิเลสกาม) ในการละส่วนที่สุดสองอย่างทางโลก
ละส่วนที่สุด1 การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย
เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้านเป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ละการนึกคิด(ละพูดทำ) ที่เกิดเจตนา คือละอารมณ์ความรู้สึก(ละความเชื่อ ความเห็น) ละโลภรัก พอใจติดใจ สุขสบายใจ บุญ
ละอยากได้กาม(วัตถุธาตุสภาวะ) ยินดี ยอมให้ยอมเสีย เพื่อตัวตนของตนได้มีเป็นอยู่ตามที่ต้องการตลอดไป
ละการแสวงหาสร้างทำให้เกิด ให้ปรากฏ ดูแลรักษาทำให้เจริญให้ได้มีเป็นอยู่ตามที่ต้องการไม่ให้เกิดความเสื่อมดับ
(ขัดกับพระธรรม เมื่อเกิดชรา-มรณะ ที่เกิดตามกฎไตรลักษณ์)
จิตอกุศล25 {สภาวะละโลภ ละภพ สวรรค์
ละชาติ(วิญญาณ เทวดาที่ดี และไม่ดี มาร ความสุขสบายใจ บุญ จากการเบียดเบียนทำร้ายทำลาย)}

พิจารณาทำในใจให้ดีในนามรูป พร้อมปักใจปลงใจลงใน
ชรา-มรณะ เกิดเป็นธรรมดาตามกฎไตรลักษณ์ คือความเสื่อม แก่ เจ็บ จากเป็นและจากตายตามธรรมชาติ
และการเบียดเบียนทำร้ายทำลายจากการกระทำของคน ชรา-มรณะ จึงเกิดพร้อมสืบต่อ (ละสังสารวัฏ)

ละส่วนที่สุด2 การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก
ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ละการนึกคิด(ละพูดทำ)เกิดเจตนา คือละอารมณ์ความรู้สึก(ละความเชื่อ ความเห็น)โกรธเกลียด ไม่พอใจขัดใจ
ละคิดร้าย คิดเบียดเบียนทำร้ายทำลาย ริษยา ไม่ยินดี ตระหนี่ ไม่ยอมให้ไม่ยอมเสีย
ละหงุดหงิดกระวนกระวาย เดือดร้อนใจ แค้นใจ พยาบาท บาป และ
ละการนึกคิด(ละพูดทำ)เกิดเจตนา คือละอารมณ์ความรู้สึก(ความเชื่อ ความเห็น)หลงลังเลสับสนไม่แน่ใจ
ละห่วงกังวลกลัว หดหู่ท้อแท้หมดกำลังใจ เหงา ซึมเศร้าเสียใจ ทุกข์
ละการแสวหา ดูแลรักษา ปกป้อง ต่อสู้ แย่งชิง สืบต่อการเบียดเบียนทำร้ายทำลายตนเองและผู้อื่นจนเกิดความโกรธเกลียด และหลงลังเล ทุกข์
จิตอกุศล25 {สภาวะละโกรธ  ละภพ นรก ละชาติ(วิญญาณเดรัจฉาน สัตว์ผู้มีกิเลสในนรก) และ
ละสภาวะหลง ละภพ โลก ละชาติ(วิญญาณอสุรกาย เปรต)

*อริยบุคคลสกิทาคามี มีดวงตาเห็นพระธรรม อยู่ในกระแสพระธรรม ละเบาบางในส่วนที่สุดสองอย่างทางโลก
อริยบุคคลอนาคามี มีดวงตาเห็นพระธรรม อยู่ในกระแสพระธรรม ละได้หมดในส่วนที่สุดสองอย่างทางโลก
เกิดญาณ พร้อมสืบต่อญาณ ให้เกิดปัญญาญาณ*
พร้อมตั้งจิตประคองจิตให้ในสภาวะซื่อตรงเป็นกลางในความรู้ สงบ  เบา อ่อนโยน คล่องแคล่ว ควรแก่การงานที่เป็นกุศล
สืบต่อการพูดทำเลี้ยงชีพชอบด้วยพระธรรม แม้เกิดชรา-มรณะ
ประกอบกับสภาวะจิต สงสารผู้หลงในทุกข์ ไม่โกรธเกลียดแม้เบียดเบียนทำร้ายเรา(เมตตา)
ยินดีผู้หลงในสุข ด้วยความสงบจิต(มุทิตา) และสละละวางไม่พัวพันในวัตถุธาตุ-สภาวะ(รูปเพื่อเกิดนาม)
ที่เป็นไปในส่วนที่สุดสองอย่าง คือการให้ช่วยเหลือด้วยวัตถุธาตุ (วางกรุณา)
และการรับวัตถุธาตุที่เกิดความจำเป็นต่อการมีชีวิต จนเกิดความสะดวกสบาย
พร้อมตั้งจิตในสภาวะสงบ ให้ต่อเนื่องยาวนานตลอดไป เพื่อความไม่หลงลืม
เพื่อการไม่กลับมาเกิดอารมณ์ความรู้สึกความเชื่อความเห็นอีก(ปัญญาญาณ พระอรหันต์) }


จิต{#กุศล #ฌาน #ญาณ #ละเวทนา สัญญา #ละกิเลสโลภโกรธหลง #ละสังโยชน์1-5 #ละนิวรณ์5 #สังสารวัฏ}

จิต{วิตก วิจาร ปิติ สุข (ตรึก ตรองในอารมณ์เดียว) สงบเป็นกลางซื่อตรงในความรู้ เกิดความหยั่งรู้ในนามธรรม(ญาณ)
การเพ่งอารมณ์ สภาวะจิตสงบประณีต  ละอารมณ์ความรู้สึก(ละความเชื่อความเห็น) แต่หลงในฌาน(พรหมโลก รูปพรหม อรูปพรหม)
ออกจากฌาน(หมดญาณ) ก็กลับมาเกิดเจตนา คืออารมณ์ความรู้สึกความเชื่อความเห็นอีกกิเลสกามโลภโกรธหลง
ประกอบกับความเพลินเคยชิน สืบต่อนิสัย สันดาน ข้ามภพใหม่เรียกสัญชาตญาณ กิเลสโลภโกรธหลง สังสารวัฏ}
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่