เรื่องราวที่ผมจะเล่านี้เป็นเรื่องราวของชีวิตผม ที่ต้องดิ้นรนเพียงลำพังตั้งแต่เด็ก เผื่อไว้เป็นแนวทางหากใครที่กำลังประสบปัญหาชีวิต
นำไปเป็นกำลังใจให้ตนเองเดินหน้าสู้ชีวิตต่อไปครับ
ผมชื่อ "ดำ" ตั้งแต่จำความได้ผมอยู่กับแม่และยาย 2 คน บ้านที่อยู่เป็นคล้ายๆสลัม เช่าเค้าอยู่ พ่อผมเสียชีวิตตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้องแม่ได้ 5 เดือน แม่กับยายทำงานรับจ้างทั่วไปซึ่งรายได้ไม่ค่อยพอใช้สักเท่าไหร่ มีกินต่อปากต่อท้องไปวันๆ หลังจากผมเกิดมาผมจำความได้ตอนเข้าอนุบาล 1 ได้เงินจากแม่ไปเรียนวันละ 3 บาทใช้เป็นค่าอาหารกลางวัน ขนมไม่ได้กินเหมือนเด็กคนอื่นๆ ผมก็มีบ้างน้อยใจตามประสาเด็ก ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป.2 ได้เงินไป รร.แค่วันละ 3 บาท ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆก็วันละ 10 บาท พอผมขึ้น ป.2 ยายผมเสียชีวิต เหลือผมอยู่กับแม่ 2 คน ช่วงนี้แหละจุดเริ่มต้นของ มรสุมชีวิต แม่เริ่มป่วยออดๆแอดๆ ทำงานได้บ้างไม่ได้บ้าง บางวันผมก็ไม่ได้ไปเรียนถ้าแม่ป่วยเพราะต้องอยู่กับแม่ พอผมขึ้น ป.4 มีผู้ชายเข้ามาในชีวิตแม่ จนได้มาเป็นพ่อเลี้ยงผม อยู่ๆไปนานวันเข้าผมรู้สึกว่าพ่อเลี้ยงไม่ค่อยชอบผมสักเท่าไหร่ ไม่แน่ใจว่าแม่รู้รึเปล่า พ่อเลี้ยงมักจะพาผมไปหาปลาตามแม่น้ำไกลบ้านหลายกิโลตอนเลิกเรียน แล้วชอบให้ผมนั่งรอตรงที่ตกปลาแล้วพ่อเลี้ยงจะหายตัวไปไหนไม่รู้นานๆเลย กว่าจะกลับมารับก็มืดแล้ว เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี แม่ผมป่วยหนักและแม่ก็เหมือนจะรู้ตัวว่าคงไม่ไหวแล้ว แม่ก็บอกผมว่าถ้าแม่ไม่อยู่แล้วให้ผมไปอยู่วัด ไปพึ่งพาพระท่านเอานะ ไม่ต้องอยู่ที่นี่กับใครทั้งนั้นแม้กระทั่งพ่อเลี้ยง เพราะเราไม่มีญาติที่ไหนแล้ว แม่ซ่อนเงินไว้ที่ๆนึง คงเพียงพอที่ผมจะใช้ชีวิตได้สักระยะนึง ผมก็ได้แต่อึ้งทำไรไม่ถูก อาจจะด้วยความเป็นเด็ก ก็เลยรับปากแม่ไป จากนั้น 2 เดือนแม่ก็เสียชีวิต พ่อเลี้ยงเป็นคนรับเงินฌาปนกิจศพ จัดแจงงานศพเอง หลังจากงานศพเสร็จสิ้น พ่อเลี้ยงบอกผมว่าจะพาฝากไว้กับญาติที่ต่างจังหวัดเพราะเขาจะไปทำงานไกล ไม่มีเวลาดูแล ผมก็คิดว่าลองไปดูถ้าไม่ดีก็ไปอยู่วัดตามที่แม่บอกดีกว่า ผมก็นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์พ่อเลี้ยงไป ผ่านทางที่เค้าเคยพาผมมาหาปลา ขับไปอีกไกลพอสมควร เป็นที่ๆผมไม่เคยไป เป็นป่าซะส่วนใหญ่แล้วจอดรถอยู่ตรง ศาลาริมทางบอกให้ผมรอที่นี่เดี๋ยวญาติจะมารับ พ่อเลี้ยงจะแยกไปอีกทางเพื่อไปทำงาน ตอนนั้นผมคิดในใจไว้อยู่แล้วว่าคงโดนทิ้งแน่ เพราะเคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาอยู่บ่อยๆตอนเรียนที่ รร.แล้วครูเล่าให้ฟัง และก่อนผมจะออกมากับพ่อเลี้ยงผมก็ได้ไปเอาเงินที่แม่ซ่อนไว้ให้แล้ว เงินที่แม่ซ่อนไว้ใส่ซองกระดาษมีพวกเอกสารทะเบียนบ้าน ใบเกิดอะไรประมาณนี้ของผมมาด้วย ผมก็ยัดใส่กระเป๋าผ้าสะพายหลังมาด้วย พ่อเลี้ยงก็เลยไม่รู้ จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังไม่มีใครมารับ ผมเลยตัดสินใจ โบกรถสิบล้อขอติดรถไปกับเขาด้วย พี่คนขับสิบล้อถามว่าผมจะไปไหน ผมเลยบอกไปว่า ไปวัดครับ วัดไหนก็ได้ที่ใกล้ที่สุด ก็โชคดีที่พี่สิบล้อแกไม่พาผมไปขาย แกพามาส่งที่วัดนึงอยู่ห่างจากที่ผมขึ้นรถประมาณ 20 โลน่าจะได้ พอไปถึงวัดผมก็เดินไปหาพระท่านแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง ท่านก็รับปากให้ผมอยู่ที่วัดนี้ด้วย จากนั้นผมก็อยู่เป็นเด็กวัดไปได้ประมาณ 5 ปี ระหว่างที่อยู่วัดผมจะเก็บขวดขาย แล้วเก็บเงินไว้เป็นทุนให้ตัวเอง ทุกๆวันหลวงพ่อจะสอนเด็กวัดทุกคนให้นั่งสมาธิ ฝึกความอดทนอดกลั้น หลังจากที่อยู่วัดมา 6 ปี อาศัยข้าวก้นบาตรประทังชีวิตมาตลอด ผมก็ขอหลวงพ่อออกไปเรียน กศน. บวกกับทำงานด้วยซึ่งตอนนั้นผมอายุได้ 16 ปีพอดี หลวงพ่อก็อวยพรให้ผมพร้อมกับให้พระมา 1 องค์ไว้ห้อยคอเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จากนั้นผมก็ใช้เงินที่เก็บมาตลอด 5 ปี เก็บได้ประมาณ 3000 บาท ผมก็นั่งรถเมล์เข้าเมืองไปเดินหางานทำ หาตั้งแต่เที่ยง จนถึงประมาณ บ่าย 3 ส่วนใหญ่จะเจอแต่ร้านอาหาร ผมเข้าไปของานทำแทบทุกร้าน แต่ก็ไม่มีร้านไหนรับ จนกระทั่งไปเจอร้านขายอาหารสัตว์เขียนป้ายรับสมัครเด็กยกของ ผมก็เข้าไปของานทำ โชคเข้าข้างที่ร้านนี้ขาดคนงานและต้องการคนยกของจำนวนมาก ก็เลยรับผมเข้าทำงาน ผมได้งานแล้วเสร็จไป 1 ภารกิจ ภารกิจต่อไปหาหอพัก ผมใช้เวลาช่วงเย็นที่เหลือเดินหาหอพักราคาถูกๆ แต่หายากมากเพราะส่วนใหญ่ราคาแพง อยู่ที่ 1500 อัพ ผมต้องการแค่พอซุกหัวนอนราคาไม่เกิน 1000 บาท (ยุคนั้นราคา 1000 นี่ก็ถือว่าแพงอยู่นะครับ) ผมเดินหาไปเรื่อยๆ จนในที่สุดผมก็เจอ ห้องพักราคา 700 บาท/เดือน ค่ามัดจำ 1 เดือน จ่ายค่าห้องล่วงหน้า 1 เดือน เท่ากับว่าผมต้องจ่ายวันนี้ 1400 บาท เหลือเงินอยู่ 1500 (ค่ารถ+ค่าข้าวทั้งวัน 100บาท)ห้องเป็นแบบห้องน้ำรวมและเป็นห้องพัก ชายล้วน เอาวะ อยู่ได้สบายเพราะเราก็ผู้ชายเหมือนกัน ผมก็จัดแจงเก็บเสื้อผ้าเข้าห้อง อาบน้ำพักผ่อนเตรียมทำงาน ห้องพักผมไม่มีอะไรให้เลยนะครับเป็นห้องโล่งๆ ผมก็เลยเอาผ้าเช็ดตัวมาปูพื้น เอาเสื้อทำหนุนแทนหมอนไปก่อน เช้ามาก็ออกไปทำงาน ภารกิจต่อไปของผมคือจะใช้เงิน 1500 ยังไงให้ถึงสิ้นเดือน ตอนนี้พึ่งต้นเดือน เช้าวันทำงานผมกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง 10 บาท กลางวันกินข้าวไข่เจียว 15 บาท ตอนเย็นกินมาม่าละกัน 2 ซอง 10 บาท ผมต้องกินอยู่แบบนี้ทั้งเดือน ไม่งั้นไม่พอกิน เพราะต้องแบ่งเงินบางส่วนไปซื้อสบู่ ยาสีฟัน อีก ผมจะบอกว่างานยกของนี่เหนื่อยมากครับ บางวันรู้สึกหิวมากเพราะอาหารที่ได้รับมันให้พลังงานไม่เพียงพอ แต่ก็ต้องทน ใช้วิธีนั่งสมาธิก่อนนอน ตั้งจิตให้แน่วแน่ ผ่านไป 1 เดือน ผมรอดมาได้ เงินเดือนออกยุคนั้นเงินเดือน 4500 บาท ผมเริ่มเก็บเงิน แล้วไปสมัครเรียน กศน. ก็ทำงานไปเรียนไปจนจบ ได้วุฒิ ม.3 ผมทำงานต่ออีก 3 ปี เก็บเงินเรียนต่อ ปวช. ระหว่างเรียนต่อ ปวช.ผมออกจากงานเก่า ไปหางานพาสทามทำ เพราะต้องเรียนหนัก ตอนนั้นผมทำงานกับร้านสะดวกซื้อ ถ้าช่วงปิดเทอมก็รับงานล้างจานเพิ่ม แน่นอนว่าผมไม่ได้เที่ยวที่ไหนเหมือนคนอื่นๆ ไม่มีของใช้แพงๆเหมือนคนอื่นๆ ทำให้ผมในช่วงนี้ไม่มีค่อยมีเพื่อน ผมใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆจนเรียนจบ ลืมบอกไปเรียนด้านช่างยนต์ หลังจากเรียนจบผมก็หางานทำตามสายงานที่เรียนมา เริ่มต้นงานอย่างเป็นทางการคือ ช่างยนต์ประจำศูนย์บริการรถยนต์ แล้วก็เก็บเงินต่อเพื่อจะเรียนต่อป.ตรี ช่วงที่ทำงานอยู่ตรงนี้เงินเดือนผมประมาณ 12000 บาท เท่ากับว่าผมมีเงินเก็บมากโขเลยทีเดียว ผมใช้เวลาเก็บเงินอีก 2 ปี ผมก็สอบเข้าเรียนต่อ ป.ตรี ช่างยนต์ ระหว่างเรียนเหมือนเดิมครับ ลาออกไปทำงานพาสทาม เพราะงานหลักไม่สามารถทำได้ระหว่างเรียน ผมต้องกลับเข้าสู่โหมดประหยัดอีกครั้งถึงแม้จะมีเงินเก็บเยอะพอสมควรแล้วก็ตาม ผมเรียนป.ตรี 4 ปี จบผมเลยคิดว่าพักความคิดการเรียนต่อไปก่อน หลังจากนี้ผมจะทำงาน ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ถึงผู้มีพระคุณ หลวงพ่อ ตั้งแต่ผมออกจากวัดมาผมยังไม่เคยได้กลับไปเยี่ยมหลวงพ่อเลย คิดๆแล้วน้ำตาผมก็ไหล ผมตัดสินใจกลับไปที่วัดที่ผมจากมา
บุญวาสนาผมยังมี ผมยังได้เจอหลวงพ่อท่าน ผมก้มลงกราบท่าน สำนึกในบุญคุณท่านที่เคยช่วยเหลือ ผมเล่าประสบการณ์ในหลวงพ่อฟัง หลวงพ่อถึงกับปลื้มปริ่ม เพราะในบรรดาเด็กวัดกี่รุ่นๆก็แทบจะไม่เคยมีใครกลับมาที่วัดนี้ จะมีแค่ 3-4 คนเท่านั้นแต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จแบบผม ผมก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน หลังจากนั้นผมกลับเข้าเมืองไปหางานทำต่อ เป็นงานช่างยนต์เช่นเคย ของศูนย์รถยนต์แห่งนึง ทำมาตอนจนถึงทุกวันนี้ก็ 6 ปีละ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วย และสิ่งที่ผมไม่ลืมทุกวันนี้ผมยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่ได้ติดหรู ถึงแม้จะมีเงินใช้มากขึ้นแต่ต้องไม่ประมาท อยู่อย่างพอประมาณตน ตอนนี้ถ้าแม่กับยายยังอยู่ ท่านคงจะปลื้มมิใช่น้อย เสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้ตอบแทนพระคุณที่ท่านเลี้ยงผมมาเลย
ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ชีวิตของผมที่ผมอยากจะแบ่งบันให้คนที่เผชิญชีวิตแบบผมได้เก็บไปเป็นข้อคิด ว่าถึงแม้เราจะลำบากมาแต่เกิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตแบบคนอื่นเขาซะหน่อย อยู่ที่จิตตัวเรามากกว่า แน่วแน่พอหรือเปล่า สวัสดีครับ.
ฝ่ามรสุมชีวิตมาตั้งแต่เกิด จนตอนนี้ใช้ชีวิตปกติได้เหมือนคนอื่นเขา
ผมชื่อ "ดำ" ตั้งแต่จำความได้ผมอยู่กับแม่และยาย 2 คน บ้านที่อยู่เป็นคล้ายๆสลัม เช่าเค้าอยู่ พ่อผมเสียชีวิตตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้องแม่ได้ 5 เดือน แม่กับยายทำงานรับจ้างทั่วไปซึ่งรายได้ไม่ค่อยพอใช้สักเท่าไหร่ มีกินต่อปากต่อท้องไปวันๆ หลังจากผมเกิดมาผมจำความได้ตอนเข้าอนุบาล 1 ได้เงินจากแม่ไปเรียนวันละ 3 บาทใช้เป็นค่าอาหารกลางวัน ขนมไม่ได้กินเหมือนเด็กคนอื่นๆ ผมก็มีบ้างน้อยใจตามประสาเด็ก ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป.2 ได้เงินไป รร.แค่วันละ 3 บาท ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆก็วันละ 10 บาท พอผมขึ้น ป.2 ยายผมเสียชีวิต เหลือผมอยู่กับแม่ 2 คน ช่วงนี้แหละจุดเริ่มต้นของ มรสุมชีวิต แม่เริ่มป่วยออดๆแอดๆ ทำงานได้บ้างไม่ได้บ้าง บางวันผมก็ไม่ได้ไปเรียนถ้าแม่ป่วยเพราะต้องอยู่กับแม่ พอผมขึ้น ป.4 มีผู้ชายเข้ามาในชีวิตแม่ จนได้มาเป็นพ่อเลี้ยงผม อยู่ๆไปนานวันเข้าผมรู้สึกว่าพ่อเลี้ยงไม่ค่อยชอบผมสักเท่าไหร่ ไม่แน่ใจว่าแม่รู้รึเปล่า พ่อเลี้ยงมักจะพาผมไปหาปลาตามแม่น้ำไกลบ้านหลายกิโลตอนเลิกเรียน แล้วชอบให้ผมนั่งรอตรงที่ตกปลาแล้วพ่อเลี้ยงจะหายตัวไปไหนไม่รู้นานๆเลย กว่าจะกลับมารับก็มืดแล้ว เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี แม่ผมป่วยหนักและแม่ก็เหมือนจะรู้ตัวว่าคงไม่ไหวแล้ว แม่ก็บอกผมว่าถ้าแม่ไม่อยู่แล้วให้ผมไปอยู่วัด ไปพึ่งพาพระท่านเอานะ ไม่ต้องอยู่ที่นี่กับใครทั้งนั้นแม้กระทั่งพ่อเลี้ยง เพราะเราไม่มีญาติที่ไหนแล้ว แม่ซ่อนเงินไว้ที่ๆนึง คงเพียงพอที่ผมจะใช้ชีวิตได้สักระยะนึง ผมก็ได้แต่อึ้งทำไรไม่ถูก อาจจะด้วยความเป็นเด็ก ก็เลยรับปากแม่ไป จากนั้น 2 เดือนแม่ก็เสียชีวิต พ่อเลี้ยงเป็นคนรับเงินฌาปนกิจศพ จัดแจงงานศพเอง หลังจากงานศพเสร็จสิ้น พ่อเลี้ยงบอกผมว่าจะพาฝากไว้กับญาติที่ต่างจังหวัดเพราะเขาจะไปทำงานไกล ไม่มีเวลาดูแล ผมก็คิดว่าลองไปดูถ้าไม่ดีก็ไปอยู่วัดตามที่แม่บอกดีกว่า ผมก็นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์พ่อเลี้ยงไป ผ่านทางที่เค้าเคยพาผมมาหาปลา ขับไปอีกไกลพอสมควร เป็นที่ๆผมไม่เคยไป เป็นป่าซะส่วนใหญ่แล้วจอดรถอยู่ตรง ศาลาริมทางบอกให้ผมรอที่นี่เดี๋ยวญาติจะมารับ พ่อเลี้ยงจะแยกไปอีกทางเพื่อไปทำงาน ตอนนั้นผมคิดในใจไว้อยู่แล้วว่าคงโดนทิ้งแน่ เพราะเคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาอยู่บ่อยๆตอนเรียนที่ รร.แล้วครูเล่าให้ฟัง และก่อนผมจะออกมากับพ่อเลี้ยงผมก็ได้ไปเอาเงินที่แม่ซ่อนไว้ให้แล้ว เงินที่แม่ซ่อนไว้ใส่ซองกระดาษมีพวกเอกสารทะเบียนบ้าน ใบเกิดอะไรประมาณนี้ของผมมาด้วย ผมก็ยัดใส่กระเป๋าผ้าสะพายหลังมาด้วย พ่อเลี้ยงก็เลยไม่รู้ จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังไม่มีใครมารับ ผมเลยตัดสินใจ โบกรถสิบล้อขอติดรถไปกับเขาด้วย พี่คนขับสิบล้อถามว่าผมจะไปไหน ผมเลยบอกไปว่า ไปวัดครับ วัดไหนก็ได้ที่ใกล้ที่สุด ก็โชคดีที่พี่สิบล้อแกไม่พาผมไปขาย แกพามาส่งที่วัดนึงอยู่ห่างจากที่ผมขึ้นรถประมาณ 20 โลน่าจะได้ พอไปถึงวัดผมก็เดินไปหาพระท่านแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง ท่านก็รับปากให้ผมอยู่ที่วัดนี้ด้วย จากนั้นผมก็อยู่เป็นเด็กวัดไปได้ประมาณ 5 ปี ระหว่างที่อยู่วัดผมจะเก็บขวดขาย แล้วเก็บเงินไว้เป็นทุนให้ตัวเอง ทุกๆวันหลวงพ่อจะสอนเด็กวัดทุกคนให้นั่งสมาธิ ฝึกความอดทนอดกลั้น หลังจากที่อยู่วัดมา 6 ปี อาศัยข้าวก้นบาตรประทังชีวิตมาตลอด ผมก็ขอหลวงพ่อออกไปเรียน กศน. บวกกับทำงานด้วยซึ่งตอนนั้นผมอายุได้ 16 ปีพอดี หลวงพ่อก็อวยพรให้ผมพร้อมกับให้พระมา 1 องค์ไว้ห้อยคอเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จากนั้นผมก็ใช้เงินที่เก็บมาตลอด 5 ปี เก็บได้ประมาณ 3000 บาท ผมก็นั่งรถเมล์เข้าเมืองไปเดินหางานทำ หาตั้งแต่เที่ยง จนถึงประมาณ บ่าย 3 ส่วนใหญ่จะเจอแต่ร้านอาหาร ผมเข้าไปของานทำแทบทุกร้าน แต่ก็ไม่มีร้านไหนรับ จนกระทั่งไปเจอร้านขายอาหารสัตว์เขียนป้ายรับสมัครเด็กยกของ ผมก็เข้าไปของานทำ โชคเข้าข้างที่ร้านนี้ขาดคนงานและต้องการคนยกของจำนวนมาก ก็เลยรับผมเข้าทำงาน ผมได้งานแล้วเสร็จไป 1 ภารกิจ ภารกิจต่อไปหาหอพัก ผมใช้เวลาช่วงเย็นที่เหลือเดินหาหอพักราคาถูกๆ แต่หายากมากเพราะส่วนใหญ่ราคาแพง อยู่ที่ 1500 อัพ ผมต้องการแค่พอซุกหัวนอนราคาไม่เกิน 1000 บาท (ยุคนั้นราคา 1000 นี่ก็ถือว่าแพงอยู่นะครับ) ผมเดินหาไปเรื่อยๆ จนในที่สุดผมก็เจอ ห้องพักราคา 700 บาท/เดือน ค่ามัดจำ 1 เดือน จ่ายค่าห้องล่วงหน้า 1 เดือน เท่ากับว่าผมต้องจ่ายวันนี้ 1400 บาท เหลือเงินอยู่ 1500 (ค่ารถ+ค่าข้าวทั้งวัน 100บาท)ห้องเป็นแบบห้องน้ำรวมและเป็นห้องพัก ชายล้วน เอาวะ อยู่ได้สบายเพราะเราก็ผู้ชายเหมือนกัน ผมก็จัดแจงเก็บเสื้อผ้าเข้าห้อง อาบน้ำพักผ่อนเตรียมทำงาน ห้องพักผมไม่มีอะไรให้เลยนะครับเป็นห้องโล่งๆ ผมก็เลยเอาผ้าเช็ดตัวมาปูพื้น เอาเสื้อทำหนุนแทนหมอนไปก่อน เช้ามาก็ออกไปทำงาน ภารกิจต่อไปของผมคือจะใช้เงิน 1500 ยังไงให้ถึงสิ้นเดือน ตอนนี้พึ่งต้นเดือน เช้าวันทำงานผมกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง 10 บาท กลางวันกินข้าวไข่เจียว 15 บาท ตอนเย็นกินมาม่าละกัน 2 ซอง 10 บาท ผมต้องกินอยู่แบบนี้ทั้งเดือน ไม่งั้นไม่พอกิน เพราะต้องแบ่งเงินบางส่วนไปซื้อสบู่ ยาสีฟัน อีก ผมจะบอกว่างานยกของนี่เหนื่อยมากครับ บางวันรู้สึกหิวมากเพราะอาหารที่ได้รับมันให้พลังงานไม่เพียงพอ แต่ก็ต้องทน ใช้วิธีนั่งสมาธิก่อนนอน ตั้งจิตให้แน่วแน่ ผ่านไป 1 เดือน ผมรอดมาได้ เงินเดือนออกยุคนั้นเงินเดือน 4500 บาท ผมเริ่มเก็บเงิน แล้วไปสมัครเรียน กศน. ก็ทำงานไปเรียนไปจนจบ ได้วุฒิ ม.3 ผมทำงานต่ออีก 3 ปี เก็บเงินเรียนต่อ ปวช. ระหว่างเรียนต่อ ปวช.ผมออกจากงานเก่า ไปหางานพาสทามทำ เพราะต้องเรียนหนัก ตอนนั้นผมทำงานกับร้านสะดวกซื้อ ถ้าช่วงปิดเทอมก็รับงานล้างจานเพิ่ม แน่นอนว่าผมไม่ได้เที่ยวที่ไหนเหมือนคนอื่นๆ ไม่มีของใช้แพงๆเหมือนคนอื่นๆ ทำให้ผมในช่วงนี้ไม่มีค่อยมีเพื่อน ผมใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆจนเรียนจบ ลืมบอกไปเรียนด้านช่างยนต์ หลังจากเรียนจบผมก็หางานทำตามสายงานที่เรียนมา เริ่มต้นงานอย่างเป็นทางการคือ ช่างยนต์ประจำศูนย์บริการรถยนต์ แล้วก็เก็บเงินต่อเพื่อจะเรียนต่อป.ตรี ช่วงที่ทำงานอยู่ตรงนี้เงินเดือนผมประมาณ 12000 บาท เท่ากับว่าผมมีเงินเก็บมากโขเลยทีเดียว ผมใช้เวลาเก็บเงินอีก 2 ปี ผมก็สอบเข้าเรียนต่อ ป.ตรี ช่างยนต์ ระหว่างเรียนเหมือนเดิมครับ ลาออกไปทำงานพาสทาม เพราะงานหลักไม่สามารถทำได้ระหว่างเรียน ผมต้องกลับเข้าสู่โหมดประหยัดอีกครั้งถึงแม้จะมีเงินเก็บเยอะพอสมควรแล้วก็ตาม ผมเรียนป.ตรี 4 ปี จบผมเลยคิดว่าพักความคิดการเรียนต่อไปก่อน หลังจากนี้ผมจะทำงาน ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ถึงผู้มีพระคุณ หลวงพ่อ ตั้งแต่ผมออกจากวัดมาผมยังไม่เคยได้กลับไปเยี่ยมหลวงพ่อเลย คิดๆแล้วน้ำตาผมก็ไหล ผมตัดสินใจกลับไปที่วัดที่ผมจากมา
บุญวาสนาผมยังมี ผมยังได้เจอหลวงพ่อท่าน ผมก้มลงกราบท่าน สำนึกในบุญคุณท่านที่เคยช่วยเหลือ ผมเล่าประสบการณ์ในหลวงพ่อฟัง หลวงพ่อถึงกับปลื้มปริ่ม เพราะในบรรดาเด็กวัดกี่รุ่นๆก็แทบจะไม่เคยมีใครกลับมาที่วัดนี้ จะมีแค่ 3-4 คนเท่านั้นแต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จแบบผม ผมก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน หลังจากนั้นผมกลับเข้าเมืองไปหางานทำต่อ เป็นงานช่างยนต์เช่นเคย ของศูนย์รถยนต์แห่งนึง ทำมาตอนจนถึงทุกวันนี้ก็ 6 ปีละ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วย และสิ่งที่ผมไม่ลืมทุกวันนี้ผมยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่ได้ติดหรู ถึงแม้จะมีเงินใช้มากขึ้นแต่ต้องไม่ประมาท อยู่อย่างพอประมาณตน ตอนนี้ถ้าแม่กับยายยังอยู่ ท่านคงจะปลื้มมิใช่น้อย เสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้ตอบแทนพระคุณที่ท่านเลี้ยงผมมาเลย
ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ชีวิตของผมที่ผมอยากจะแบ่งบันให้คนที่เผชิญชีวิตแบบผมได้เก็บไปเป็นข้อคิด ว่าถึงแม้เราจะลำบากมาแต่เกิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตแบบคนอื่นเขาซะหน่อย อยู่ที่จิตตัวเรามากกว่า แน่วแน่พอหรือเปล่า สวัสดีครับ.