คุณยาย ครับ

กระทู้สนทนา
คุณยาย ครับ

“ความชรา เป็นสิ่งจริงแท้แน่นอนของมนุษย์เรา ไม่มีใครไม่แก่ เจ็บ ป่วย และอีกหน่อยก็ตาย” คุณยายเอ่ย เหมือนกับเป็นการปลงตกกับปั่นท้ายของชีวิต คุณยายวันดี วัยใกล้ล่วงเข้าสู่หลัก ๘๗ ขวบหนาว ซึ่งกำลังสนุกกับการเล่าเรื่องราวในอดีต ชีวิตที่ผ่านมา ทั้งสุขและทุกข์ปะปนกัน แต่ในฐานะเป็นผู้ฟังรู้สึกว่า ชีวิตของคุณยายจะมีเรื่องทุกข์สัก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ฟังแล้วอดเศร้ากับความหลัง แต่ “จะเศร้าไปทำไม มันเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว ยายมีความสุขกับตอนนี้ และก็ภูมิใจที่สามารถผ่านเรื่องราวในอดีตมาได้” คุณยายวันดีหัวเราะให้กับอดีต

“ยาย ยังมีสุขภาพแข็งแรงเดินเหิรสะดวก ไปไหน มาไหนได้ไม่ต้องเดือดร้อนหลานๆ ลูกๆ กันให้วุ่นวาย” คุณยายวันดีเล่า พรางหยิบหมากเข้าปากเคี้ยว “เคยป่วย่บ้างไหม”เคยป่วยอยู่เหมือนกัน ไปหาโรงพยาบาล หมอบอกว่า เป็นโรคโลหิตจาง เลือดน้อย หมอบอกยายให้พักผ่อน อย่าทำงานที่ใช้กำลัง แล้วให้ยามาทาน ยายก็รับปาก กลับมาถึงบ้าน ไม่เกินสามวัน ยายก็ต้องหาอะไรทำเหมือนเดิมเพราะมันเหงา ถ้าไม่ทำยาย กลัวเป็นโรคง่อยเพิ่มอีกโรค

คุณยายวันดี เกิดวันที่ ๐ เดือน ๐ พ.ศ.๒๔๗๒ อาศัยอยู่บ้านหลังเล็กๆ กับลูกๆ หลานๆ และเหลน ที่บ้านหนองทุ่ม อ.พรรณานิคม สกลนคร มีลูกทั้งหมด ๖ คน เป็นหญิง ๒ ชาย ๔ แต่ละคนก็มีครอบครัวกันหมด สามีของยายได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ตอนนี้ยายไม่เหงาแล้วเพราะมีเหลนที่คอยให้ยายวิ่งไล่จับ พอให้ยายปวดหัวไปวันๆ  “วันๆ ทำอะไรบ้าง” ตอนเช้ายายก็จะตักบาตรเพราะ พระจะเดินผ่านทุกวัน วันไหนยายลืม พระก็จะยืนรอแล้วแอบชำเรืองมองเหมือนกัน ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งแล้ว ยายก็แก่ขึ้นทุกวัน ไม่รู้วันไหนเราจะไป ก็มีอย่างเดียวนี่แหละที่ทำให้ชีวิตมีความสุข เผื่อจะได้ไปอยู่บนสวรรค์กับเขาบ้าง
จากนั่นก็มีเพื่อนๆ สามสี่คน มานั่งกินหมาก คุยกันไป จนกลายเป็นชุมนุมคนแก่ จนลูกหลานพากันเรียกว่า สภาคนกินหมาก แต่ไม่ได้นินทาใครนะ อายุปูนนี้แล้วนินทาใครไม่เป็นหรอก ไม่มีโลภ โกรธ หลง แล้ว

บ่ายแก่ๆ ก็ไปรดน้ำผักที่ปลูกเอาไว้ มีทั้งต้นพลูที่เอาไว้กินกับหมาก แล้ว พวกหอม ผักชี ผักกาดที่ปลูกเอาไว้ อันนี้ไม่ขายนะ ปลูกเอาไว้กินเอง เพราะเป็นผักที่ปลูก โต ง่ายและให้ผลเร็วก็เลยเก็บไว้กินเอง บ้างก็มีเพื่อนบ้านมาขอแลก บางคนเอาเห็ด หัวมัน มาแลก “ก็เหมือนกับที่พระเจ้าอยู่หัวบอกเรา ให้ พอเพียง ถ้าเหลือจากพอก็แลกแจกหรือขาย มันก็มีความสุขแล้ว มันเป็นคำที่ฟังดูเฉยๆ แต่มีค่ามากสำหรับยาย”

“ตอนนี้ลูกหลาน เป็นยังไงบ้าง” ลูก หลานก็มีครอบครัวกันหมดแล้ว แต่ละคนก็ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด แต่บางคนก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ หน้าฝนเขาถึงจะกลับมา ปลูกข้าว ถ้าปีไหนมีน้ำก็กลับมาปลูกข้าว บางปีไม่มีน้ำ ฝนไม่ตก ก็ไม่กลับมา เขาก็ทำงานที่กรุงเทพ กลับมาก็ไม่มีอะไรทำ มีแต่เหลนๆ อยู่ที่บ้านกับยาย กลายเป็นคนเลี้ยงลูกลิงแล้วตอนนี้ เขาไปทำงานที่กรุงเทพส่วนมากก็ใช้แรงงาน ถ้าเอาลูกไปก็ไม่สะดวก เลยต้องฝากคนแก่ให้เลี้ยงอย่กับบ้านนี่แหล่ะ คงไม่อยากให้คนแก่อย่างยายต้องว่างงาน

“แล้วอย่างนี้เลี้ยงไหวไหม” ต้องไหวสิ อยู่กับเหลนๆ ก็สนุกดี ไม่เหงา มีคนคอยถอนผมงอกให้ทุกวัน จนตอนนี้ ผมบางลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนพ่อแม่เด็กๆ สิ้นเดือนก็ส่งเงินมาค่าขนม ซื้อเสื้อผ้าส่งมาให้ประจำ คนแก่ก็มีประโยชน์ตรงที่ไม่เคยบ่น ไม่เคยปฏิเสธ อีกอย่างยายก็เต็มใจที่จะทำตรงนี้ อยากจะช่วยอบรมเด็กๆ ช่วยเลี้ยง ช่วยสอน บ่ม ให้เด็กๆ เป็นคนดี  ปกติแล้วยายชอบพาเหลน ไปวัดวันพระตอนเช้าทุกอาทิตย์ แล้ววันปกติก็ตักบาตรทุกวัน อยากให้เขารู้ถึงวิถีชีวิตของตัวเองว่า ต่อไปอย่าลืมตักบาตร ไปวัดในวันพระ ตอนนี้เขาอาจยังไม่คิดอะไร อนาคตคงคิดได้เอง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

“ตอนนี้ มีเหลนอยู่ด้วยกี่คน” มีเหลนอยู่ด้วย ๑ คน คนเล็ก และดื้อสุดๆ วันๆ ต้องเล่นซ่อนแอบ ยายต้องตามหาเหลน ไม่รู้แอบไปอยู่ไหน คนนี้อายุ ๔ ขวบแล้ว พูดเก่งมาก ตอนเช้าๆ จะมานั่งคอยพระท่านมาบิณทบาตร หน้าบ้าน เวลาพระท่านให้พร ก็ให้พรแข่งกับพระท่าน   กว่าจะเลิกให้พรยาย ก็ปาเข้าไปเป็น ชั่วโมง  ยายก็เลยคิดว่า ยายเป็นคนที่โชคดีที่สุด ที่ได้พร สองเท่า จากพระท่านและพระเหลนอีกทอด

ส่วนหลานอีกสองคน กำลังเรียนหนังสืออยู่ที่อำเภอ เป็นผู้หญิงทั้งสอง คนหนึ่งเรียน ม.๓ อีกคนเรียน ๒ สองคนนี้พอได้การงานมากกว่า ก่อนไปโรงเรียนก็ต้องลุกมานั่งหุงข้าว ถูบ้านก่อนไปโรงเรียน นี่เป็นกิจวัตรที่ต้องทำตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน เพราะถ้าไม่ทำก็อดได้ค่าขนมไปโรงเรียน กลับมาจากโรงเรียนก็ต้องมาช่วยยายรดน้ำผัก ที่สวนหลังบ้านเป็นประจำ

“หลานไม่บ่นบ้างหรอ” ก็มีบ่นในช่วงแรกๆ เพราะต้องตื่นเช้า กลับมาก็ต้องมารดน้ำผักอีก เป็นใครก็ขี้เกียจทั้งนั่น แต่พอทำทุกวัน มันก็กลายเป็นกิจวัตรที่เขาต้องทำก่อนและหลังเลิกเรียน วันหยุดก็ต้องซักผ้าเอง ต้องทำอะไรเองทั้งหมด เพราะความต้องการของยาย อยากให้เป็นคนมีความรับชอบ

“แล้วได้ไปเที่ยวไหนบ้าง” ยายไม่ค่อยไป เพราะไม่รู้จะไปไหน อยู่บ้านนอกไม่มีที่ให้เทียว ก็มีเฉพาะเวลามีเทศกาลงานประจำปีของหมู่บ้าน ประจำอำเภอ จังหวัด ปีละครั้งสองครั้ง อยากไปเพราะมีหมอลำคณะใหญ่มาเปิดการแสดง คนในหมู่บ้านเขาก็เหมารถไปดูกัน ยายก็เป็นหนึ่งในนั่น สังคมแบบเรา มีหมอลำคณะใหญ่มาแสดง มันก็เหมือนกับการคอนเสริตของคนในเมืองนั่นแหละ

มีงานประจำหมู่บ้าน ที่เขาจะมีการทำบุญประจำปีของคนในหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ก็ไปบวชชี พราหม ถือศีลอยู่วัด สามวัน การถือศีล การถือศีลบวช ชี พราหม ก็เหมือนกับเราไปปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ ในหมดไปจากชีวิต มันมีความสุขจริงๆ นะ เวลาเราไปนั่งทำวัตร สวดมนต์ นั่งวิปัสสนากัมมัฐฐาน ทำจิตใจให้สงบ แล้วค่อยกลับมาเผชิญกับโลกภายนอก

ลองสังเกตดูก็แล้วกันว่า ทำไมคนมากมายเวลามีปัญหาจะนึกถึงวัดก่อน มีอะไรไม่ดีก็นึกถึงวัดก่อนเสมอ โชคไม่ดี ฝันไม่ดี ก็มักจะเห็นคนเหล่านี้ เข้าวัด เห็นหรือยังว่า วัดเป็นที่พึ่งของเราเสมอ หาเวลาสักนิดอยู่กับตัวเอง แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

“แล้วไปวัดน่าเบือไหม” เมื่อก่อนใครๆ ก็คิดแบบนั่น รวมทั้งยายด้วย แต่ตอนนี้ไม่แล้ว วัดมีอะไรอีกตั้งเยอะที่เราไม่รู้และมีอีกแยะที่รอเราไปเรียนรู้  อย่ากลัววัดเลย ไปเถอะแล้วจะรู้ว่า สิ่งที่เรามองข้ามมาตลอด อยู่ใกล้ตัวเรา และจะให้ประโยชน์กับเรามหาศาล...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่