วันนี้ไปวัดมา พระท่านว่า หากเลี้ยงลูกมาตั้งแต่เกิดมาด้วยกันจนเข้าอนุบาลก็หย่าขาดฝากลูกไว้กับคนที่เคยรัก เราผิดไหม?
ท่านบอกว่าไม่ผิดหรอกโยม แต่ก็ต้องมีวิธีพูดคุยกัน อย่าไปเสียค่าทนายเลยเปลืองเปล่าๆ ดังนี้
1. ก็บอกเขาไปว่า ลูกไม่ได้หนีไปเองหรอก ลูกเขาคิดไตร่ตรองว่า แม่ลำบากมานานแล้ว เพราะลูกเขาทนเห็นความยากจนที่แม่ต้องแบกรับไม่ไหว หากคิดได้เขาก็คงสบายใจ
2. อย่าเสียเงินไปกับทนายเลย เป็นหมื่นครึ่งหมื่นเป็นแสน หมดกันเพราะทนายกันทั้งนั้น ไม่มีหรอกทนายฟรี มีแต่ทนายที่ต้องแลกเงิน ใครบ้างจะว่าความให้เราฟรีๆ พระท่านว่าให้เราสบายใจได้ เดี่ยวเขาก็ถอนฟ้อง เพราะเขาก็คงหมดค่าทนายไปเยอะแน่นอน
3. ถามหลวงพี่ว่า ที่เห็นรับปรึกษากฏหมาย จะแนะนำอย่างไร ให้สู้คดีได้ หลวงพี่ท่านว่า สู้คดีทำไม สิทธิของเรา เราก็อย่าทำให้เขารู้ว่าเราอยู่ที่ไหนสิ ตามหาไม่เจอ ก็หมายความว่าบังคับคดีไม่ได้ บังคับคดีไม่ได้ เด็กไม่อยากไปด้วยตำรวจก็ต้องปล่อย ชนะคดี แต่แพ้ใจเด็ก ก็มีแต่เปล่าประโยชน์
4. ถามหลวงพี่ว่า แล้วหากสักวันลูกอยู่กับกระผมจนชินแล้ว เริ่มเบื่อ เริ่มขึ้นถึงแม่ขึ้นมา กระผมไม่ให้ไปจะผิดไหม หลวงพี่บอกว่า ก็เป็นสิทธิของโยม โยมจะทำอย่างนั้นก็ถูก แต่อย่าให้เขาจับได้ก็แล้วกัน สิทธิของโยมทั้งนั้น
5. ถามหลวงพี่ว่า แต่หากเขาสู้คดี เขามีทนายดี แล้วก็สู้กันหลายยกกว่าจะจบ หลวงพี่ตอบว่า ศาลท่านไม่มาจุกจิกหรอก ลูกอยู่กับใครใครก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ลูกอยู่กับใครอีกคนต้องรับผิดชอบ เราก็บอกศาลไปตรงๆ ท่านก็พิจารณาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เรื่องเด็กกับพ่อ ศาลท่านก็ต้องคำนึงถึงแค่ว่าเราเป็นพ่อแท้ๆ ของลูกหรือเปล่า หากไม่ใช่อันนี้ไม่มีสิทธิ ศาลท่านจะจับโยมเข้าคุกได้ทันทีนะ
ถามหลวงพี่ได้ประมาณนี้ ก็ลากลับ คิดว่า เราให้ความสุขลูกได้ก็น่าจะพอ เราไม่ได้กีดกันนะ แค่แม่ของลูกตามหาไม่เจอเอง ก็แค่นั้น ความจริงหน้าที่ของพ่อก็คือทำให้ลูกรัก ไม่ใช่ไปรักษาสายสัมพันธ์อะไรระหว่างพ่อแม่ลูก เลิกกันแล้วก็ขาดจากกัน ลูกอยู่กับใครก็เป็นสิทธิของคนๆ นั้น เมื่อวานเอ็งเลี้ยง วันนี้ข้าคุม ยุติธรรมดีแล้ว คนเลี้ยงลูกก็ควรอยู่อย่างคนรับใช้ที่ถูกพ่อหลอกใช้มานานเกือบ 8 ปี ส่วนพ่อก็แค่พูดแค่สั่งลูกมันก็เชื่อฟังแล้วก็มันโตอายุ 12-13 ปีแล้ว หากพูดไม่เชื่อฟังก็แสดงว่าแม่มันเลี้ยงมาได้ดีนั้นเอง จริงไหม
หากเลี้ยงลูกมาตั้งแต่เกิดมาด้วยกันจนเข้าอนุบาลก็หย่าขาดฝากลูกไว้กับคนที่เคยรัก เราผิดไหม?
ท่านบอกว่าไม่ผิดหรอกโยม แต่ก็ต้องมีวิธีพูดคุยกัน อย่าไปเสียค่าทนายเลยเปลืองเปล่าๆ ดังนี้
1. ก็บอกเขาไปว่า ลูกไม่ได้หนีไปเองหรอก ลูกเขาคิดไตร่ตรองว่า แม่ลำบากมานานแล้ว เพราะลูกเขาทนเห็นความยากจนที่แม่ต้องแบกรับไม่ไหว หากคิดได้เขาก็คงสบายใจ
2. อย่าเสียเงินไปกับทนายเลย เป็นหมื่นครึ่งหมื่นเป็นแสน หมดกันเพราะทนายกันทั้งนั้น ไม่มีหรอกทนายฟรี มีแต่ทนายที่ต้องแลกเงิน ใครบ้างจะว่าความให้เราฟรีๆ พระท่านว่าให้เราสบายใจได้ เดี่ยวเขาก็ถอนฟ้อง เพราะเขาก็คงหมดค่าทนายไปเยอะแน่นอน
3. ถามหลวงพี่ว่า ที่เห็นรับปรึกษากฏหมาย จะแนะนำอย่างไร ให้สู้คดีได้ หลวงพี่ท่านว่า สู้คดีทำไม สิทธิของเรา เราก็อย่าทำให้เขารู้ว่าเราอยู่ที่ไหนสิ ตามหาไม่เจอ ก็หมายความว่าบังคับคดีไม่ได้ บังคับคดีไม่ได้ เด็กไม่อยากไปด้วยตำรวจก็ต้องปล่อย ชนะคดี แต่แพ้ใจเด็ก ก็มีแต่เปล่าประโยชน์
4. ถามหลวงพี่ว่า แล้วหากสักวันลูกอยู่กับกระผมจนชินแล้ว เริ่มเบื่อ เริ่มขึ้นถึงแม่ขึ้นมา กระผมไม่ให้ไปจะผิดไหม หลวงพี่บอกว่า ก็เป็นสิทธิของโยม โยมจะทำอย่างนั้นก็ถูก แต่อย่าให้เขาจับได้ก็แล้วกัน สิทธิของโยมทั้งนั้น
5. ถามหลวงพี่ว่า แต่หากเขาสู้คดี เขามีทนายดี แล้วก็สู้กันหลายยกกว่าจะจบ หลวงพี่ตอบว่า ศาลท่านไม่มาจุกจิกหรอก ลูกอยู่กับใครใครก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ลูกอยู่กับใครอีกคนต้องรับผิดชอบ เราก็บอกศาลไปตรงๆ ท่านก็พิจารณาง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เรื่องเด็กกับพ่อ ศาลท่านก็ต้องคำนึงถึงแค่ว่าเราเป็นพ่อแท้ๆ ของลูกหรือเปล่า หากไม่ใช่อันนี้ไม่มีสิทธิ ศาลท่านจะจับโยมเข้าคุกได้ทันทีนะ
ถามหลวงพี่ได้ประมาณนี้ ก็ลากลับ คิดว่า เราให้ความสุขลูกได้ก็น่าจะพอ เราไม่ได้กีดกันนะ แค่แม่ของลูกตามหาไม่เจอเอง ก็แค่นั้น ความจริงหน้าที่ของพ่อก็คือทำให้ลูกรัก ไม่ใช่ไปรักษาสายสัมพันธ์อะไรระหว่างพ่อแม่ลูก เลิกกันแล้วก็ขาดจากกัน ลูกอยู่กับใครก็เป็นสิทธิของคนๆ นั้น เมื่อวานเอ็งเลี้ยง วันนี้ข้าคุม ยุติธรรมดีแล้ว คนเลี้ยงลูกก็ควรอยู่อย่างคนรับใช้ที่ถูกพ่อหลอกใช้มานานเกือบ 8 ปี ส่วนพ่อก็แค่พูดแค่สั่งลูกมันก็เชื่อฟังแล้วก็มันโตอายุ 12-13 ปีแล้ว หากพูดไม่เชื่อฟังก็แสดงว่าแม่มันเลี้ยงมาได้ดีนั้นเอง จริงไหม