ชีวิตพาไป ตอน 4 เปิด Hostel ตื่นเต้นพลิกผันกันไป

สวัสดี ชีวิต สบายดีไหม
จากตอน 3 ที่ทิ้งท้ายไว้นานมาก ดังนั้นขอข้ามก่อน ตอนนี้มีเร่ืองสดไหม่และ ต้องรีบเล่าก่อนจะไม่สดไปสะก่อน
เรื่องราวอันนี้ มันมีสีสันทุกนาที จากเกาะเต่า เราตัดสินใจสมัครไปสู่เกาะหลีเป๊ะ(ใครไม่รู้จัก search หาเอานะ สวยมากๆ ตอนแรกก่อนเปลี่ยนแนวชีวิต ก็ไม่เคยรู้จักเหมือนกัน) ตั้งแต่ไปถึง โรงแรมแรก ไห้พักรวม 4 คน แต่ มันลำบากตรง มันเป็นเตียงสองชั้น แล้วเรามาทีหลัง เราอยู่ได้เตียงชั้นบนไง พอเข้าห้องไป พื้นที่ตรงพื้นห้องเราไม่มี พวกนางนั่งตั้งวงดื่มกินกันจนตอนเราเข้าห้องเราต้องแหวกเข้าไป พวกนางก็เขยิบๆ พอแค่ไห้เราได้เดินเข้าไปได้ พอเข้าไปได้ เราก็ได้แต่ปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นบน อยู่บนนั้นอย่างนั้น โฮยย สาหัส สาหัส อยู่ได้ไม่ถึงเดือน ไปดีกร่า
แล้วเราก็ไปสู่โรงแรมที่สองของเกาะหลีเป๊ะ ได้เจอเพื่อนร่วมห้องแสนดี รีดผ้าไห้ด้วย เพราะเรารีดได้ terribleมาก จนนางทนไม่ได้ เอาไปรีดไห้ เพื่อนฝุงที่ทำงานก็สนุกสนานเฮฮา แต่แล้ว ดูเอาเถอะ เวรกรรมมีจริง เงินของโรงแรมเกิดหายขึ้นมา สองหมื่นกว่าบาท และโดยไม่ต้องสืบสาวราวเรื่อง เจ้าของสรุปว่า เป็นเราที่เอาไป อะจ๊ากกกก และ ระงับการจ่ายเงินเดือนให้เรา เป็นอันว่าเราทำงานฟรีไป เราไปอาละวาดที่สถานีตำรวจ พูดจนตำรวจต้องไปที่โรงแรมนั่นเพื่อสืบสวน หนอย แทนที่จะไปสืบสวน ดันไปคุยกับเจ้าของโรงแรมเสียนี่ แล้วก็ไม่ได้สอบปากคำใครเลย กลับมาบอกเราตอนเราไปตามเรื่องในวันถัดไปว่า เจ้าของเค้ากลัวเสียชือถ้ามีการสืบขึ้นมา แน๊ะ เออ ตอนนั้น(ไม่ไช่ตอนนี้ ตอนนี้เย็นแล้ว) เดือดจัด คำในใจนี่หยาบโคตร เสียใจที่พ่นออกไปไม่ได้ ไม่งั้นคดีจะงอกงามออกไปอีกหลายคดี ได้แค่พูดว่า "ขอไห้พี่ทำหน้าที่ไห้ดีที่สุด" เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกของการเป็นตำรวจของเค้า ที่จริง มันเล่นได้อีกมาก เราสามารถไปฟ้องศาลแรงงาน โดยไช้ทนายฟรีได้ แต่เราต้องมีเวลาเดินทางไปขึ้นศาล ค่าไช้จ่ายอีกล่ะ ดังนั้น ที่สุดของเหตการณ์เราเอาบัตรประชาชนไห้ตำรวจนั่นถ่ายไว้ วันไหนจะเอาเรื่องก็ว่ามา แถมบอกทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยว่า หัดสืบประวัติฉันเสียบ้าง ประโยคนี้ พอพูดไป นางตำรวจเคือง ชห หันมาบอกว่า ไม่ต้องมาสอน ผมร้อยเอกแล้ว  (อ๋อหรอ)แค่นี้ ก็เพียงพอแล้วกับการพิสูจน์ตัวเอง ทุกๆคนที่นั่นรู้หมด โดยเฉพาะที่สถานีตำรวจ ว่าเรา ผู้ได้รับตำแหน่งโจร เป็นคนที่วิ่งเข้าหาตำรวจมากที่สุด โดยที่ไม่มีใครไปที่นั่นเลยเพื่อจัดการเรื่องเงินหายที่เกิด แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับเรา เงินอาจสำคัญ แต่ไม่มากไปกว่าเกียรติที่เรารักษามาตลอดชีวิต และสัจจะที่เรามี ไม่ว่าเรื่องจะเล็กน้อยแค่ไหน ถ้าเรารับปาก เราจะรักษาคำพูด
(เรื่องนี้เราเคยสร้างกรรมไว้ เคยกล่าวหาลูกน้องไหม่แบบไม่มีหลักฐานอะไรเลย โดยไว้ใจลูกน้องเก่า แล้วทีหลังก็ได้รู้ว่า เป็นลูกน้องเก่าเราเองที่ทำ )
ตัดภาพเลยนะ สิริรวมอยู่เกาะหลีเป๊ะได้สองเดือนครึ่งพอดี
แล้วเราก็มาปรากฏที่เกาะเต่าถิ่นเดิม เพื่อนพ้องน้องพี่ เดอะแกงส์รีเซฟชั่นของเรา มาหา ปรีดายินดีกันถ้วนหน้า ที่ประมุขเฒ่าของพวกนางกลับมาแล้ว และ แล้ว เอาแค่วันแรกที่เหยียบย่างถึงเกาะเต่า ก็เกิดเหตการณ์เข้าไห้อีก แต่รอบนี้เป็นเรื่องดี ดีแบบไม่ธรรมดา เพราะมัน ดี๊ดี
   ถึงเกาะเต่าได้วันแรก ตกเย็นพวกนางก็พากันมาหาทันที โดยหนีบเอาเพื่อนชายคนสนิทมาด้วยคนนึง พวกเราก็เมาท์มอยกัน update เหตการณ์กันอย่างชุลมุนแย่งกันพูด กระทาชายนายนั้นไม่มีทางได้แทรกช่องไฟไดๆได้ แต่หูเฮียแกคงฟังตลอด จนเราเมาท์กันมาถึงเรื่องรองเท้า ที่เราสั่งมากองไว้ 20 โหลกะจะทำรองเท้าแฮนเมดขายเป็นรายได้เสริมเติมให้กองทุนไปเยอะมันนีของเรา นางกระทาชายโยนประโยคเด็ดเข้ามาแทรก “ผมมีตึกแถวในท่าเรือว่างอยู่ ไห้เช่าถูกๆเลย อยากทำอะไรก็ตามใจ” เราหันไปพูดด้วย ขอบคุณตามมารยาท แต่โมเมนต์นั้นไม่ได้อยากนั่งเผ้าขายของอะไร รองเท้าเป็นแค่งานอดิเรกที่เรารัก แต่เรายังชอบงานรีเซฟชั่นอยู่ แล้วเราก็บอกเขาไปตามนั้น นายกระทาชายยังไม่หยุด คราวนี้ยื่นข้อเสนอที่วงสนทนาของพวกเรา เทไปหานายคนนั้นทันที
“ทำโฮสเทลไหม ผมมี ตอนนี้ปิดไว้ไม่ได้ทำ หาคนมาทำไม่ได้ “  เฮ้ยยยย นี่เมิงมีอะไรมั่งเนี่ย รู้สึกแม่มมีทุกอย่าง ถัดจากนั้นเป็นการโต้เถียงเล็กน้อย ต่อรองกันเรื่องเปอร์เซ็นต์รายได้ที่จะแบ่งกัน เฮียแกเริ่มที่ 60 – 40 แล้วโดนรุมด่าจากเดอะแกงส์ของเรา โวยวายกันจนเฮียแกต้องจบไปที่ 50 – 50 เป็นอันยุติการโต้เถียง ทุกคนพอใจ แฮปปี้กันถ้วนหน้า เรื่องนี้มันหมายถึง การอยู่อันถาวรของเรา ไม่ต้องย้ายไปโน่นนี่ให้ทุกๆคนคิดถึงอีก ตาคนนี้ มารู้ทีหลังว่า ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของที่ดินริมถนนทางขึ้นท่าเรือทั้งแถบ ในเรื่องของทำเล ก็ประมาณแถวสาธร สีลม ของกรุงเทพน่ะแหละ ทำเลทองโคตร ช่างกล้าปิดไว้เฉยๆ ไม่ทำอะไร ช่างรวยน่าเกลียดจริงๆ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนตกแต่งละนะ จะเปิดให้ทันสงกรานต์ไม่รุจะทันไม๊
เรื่องรองเท้าก็แปลกดี รู้ไหมตอนอยู่เกาะหลีเป๊ะ ไอ่รีสอร์ทนั่นมันส่งเราไปกรุงเทพ ออกบูธงานไทยเที่ยวไทย 4 วัน เราหมายมั่นเต็มที่ว่า ต้องไปสั่งรองเท้ามาทำขายที่หลีเป๊ะอีกสักสิบโหล แล้วรู้ไหม พระเจ้าเถิดหนาจะรู้ได้ว่า ทำไมเราเลือกไปสำเพ็งในวันอาทิตย์!!!! ร้านรวงปิดหมด ร้านขายผ้าเผ้อแทบไม่เหลือ ได้แต่หิ้วผ้ากับอุปกรณ์เล็กน้อยหน้าแห้งกลับไป แน่นอน พระเจ้าคงรู้ล่วงหน้า เพราะกลับไปเกาะไม่กี่วัน เหตเงินหายก็เกิด และมิฉะนั้น ตอนนี้ก็จะมีรองเท้าอยู่ทีเกาะหลีเป๊ะอีกสิบโหล เกาะเต่า 20 โหล 555555+ ถือว่ายังโชคร้ายไม่หมดทุกเรื่องละวะ
เรื่องข้าวของก็ประหลาด  ตอนย้ายไปเกาะหลีเป๊ะ ก็กะเกณฑ์กันดิบดีกับเดอะแกงส์ ว่าจะส่งของตามไปไห้ เราก็รอไปเถอะ จนเดือนครึ่งผ่านไป ไม่เห็นแม้เงาของ เริ่มเอะใจ ถามไถ่กันขึ้นมา เลยได้รู้ว่า ของทั้งหมดที่น้องๆมอบหมายไห้แท็กซี่เอาไปส่งไปรษณีย์  มันไม่ได้เอาไปส่ง - - - -   กองเอาไว้ที่บ้านมัน(เอาไว้ทำอะไรก็ไม่รู้) พอน้องรู้ปั้บ ปี๊ดจัด บงการไห้มันรีบเอามาไห้น้องแล้วน้องก็เก็บไว้บ้าน ส่วนเราพอรู้เรื่องปุ๊บ ด้วยความเกรงใจน้องมาก ไม่อยากเป็นภาระไห้น้องต้องลำบาก เราก็บงการน้องอีกที บอกไห้น้องเอาไปทิ้งไห้หมด หรือจะทำอะไรก็ตามใจ แต่ไม่ต้องส่งมา แล้วนางก็ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง เก็บเอาไว้อย่างนั้น จนเรากลับมาเกาะเต่าในที่สุด พร้อมข้าวของครบครันรอเราอยู่ ดูเอาเถิด
ก็ค่อยติดตามกันต่อไปนะ ไม่รู้อนาคตหรอก อะไรต่อ ค่อยเล่าสู่กันฟังนะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่