คุณเคยแอบชอบใครหรือเปล่า ตอนที่ 1

สงกรานต์ปีนี้ไปเที่ยวไหนกันมาบ้างครับ เมื่อวาน จขกท. ไปเล่นน้ำที่ถนนข้าวสารมา ไซบีเรียนฮัสกี้
คนเยอะมากคับ ตอนเข้าไปเข้าได้ แต่ตอนออกมา กว่าจะออกมาได้เกือบตาย อมยิ้ม20
สภาพตอนนี้มีอาการป่วยนิดๆ วันนี้ก็เลยนั่งเก็บของในห้อง ถือเอาเป็นฤกษ์ปีใหม่ ปัดกวาดเช็ดถู...

...เก็บไปเก็บมา เจอของอยู่ชิ้นนึง

เป็นเหมือนกระดิ่งโมบาย รูปหัวใจใส่ซองพลาสติกไว้ มีฝุ่นเขรอะนิดหน่อยเนื่องจากเก็บไว้นาน
พอหยิบขึ้นมาก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะสิ่งของชิ้นนี้มันเหมือนเครื่องย้อนเวลา ที่จะพาไปสู่ ... "รักแรกพบ"

เรื่องราวต่อไปนี้ จขกท. ขอเล่าย้อนไปช่วงเวลา ปี 2549 สถานที่จังหวัดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน
...

บ้านของผมเป็นห้องแถวเก่าๆ เป็นประตูบานเลื่อนสนิมเขรอะ หน้าบ้านจะเป็นซอยเล็กๆ ทุกๆตอนเย็นจะมีเด็กน้อยมาเล่นกระโดดยางแถวหน้าบ้าน เพราะถนนซอยนี้รถไม่ค่อยวิ่งมีห้องแถวเรียงยาว หน้าปากซอยไปถึงท้ายซอยเป็นถนนหลักที่จะไปทางหมู่บ้านอื่นๆ ถ้าเดินมาถึงหน้าปากซอยจะมีถนนใหญ่ 4 เลน เป็นเส้นทางหลวงหลักหมายเลข 23 ที่รถจะวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ข้ามถนนไปจะเป็นตลาดเทศบาลที่มีร้านค้าร้านขายมากมาย

ในตลาดนี้เองคือสถานที่ ที่พ่อกับแม่ทำงานอยู่ บ้านผมเป็นร้านอาหาร ตอนนั้นผมอายุประมาณ 14 ปี จะเรียกได้ว่าเป็นเด็กโตเกือบๆจะวัยรุ่นก็ได้ ชีวิตส่วนใหญ่จะแตกต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ คือผมไม่ค่อยมีเพื่อน หรือมีเพื่อนก็ไม่ค่อยจะสนิท เพราะเวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการทำงานที่ร้าน ก่อนไปโรงเรียนผมก็จะช่วยพ่อกับแม่เปิดร้าน จัดเตรียมข้าวของ กินข้าวเช้าเสร็จก็จะเข้าไปที่บ้านอาบน้ำแต่ตัวไปโรงเรียน พักเที่ยงก็จะขอคุณครูออกมากินข้าวที่บ้านพร้อมกับช่วยแม่เสิร์ฟอาหารนิดหน่อย ค่อยกลับเข้าไปเรียนต่อ ส่วนตอนเย็นก็ช่วยกันเก็บร้าน ... คงไม่แปลกครับที่ผมจะมีเพื่อนน้อย เพราะวัยนี้ส่วนใหญ่เขาจะไปเล่นเกมส์ ไปเตะบอล ส่วนผมหรอ ... ยืนล้างจานล้างชามอยู่หลังร้าน

ชีวิตในวัยนี้มันเหมือนช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน เป็นช่วงที่เกิดความรู้สึกต่างๆ อาจจะเป็นเพราะฮอร์โมนหรือการเติบโตของร่างกาย ทำให้มีความรู้สึก โกรธ เหงา เศร้า และ...รัก

ชีวิตของผมดำเนินไปด้วยความเดียวดาย กับงานที่ทำไปโดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้หยุดทำ หลังจากสงกรานต์ปี 2549 สิ้นสุดลง ที่ร้านปิดไป 3 วัน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนกรุงเทพฯ เขากลับกรุงเทพฯกันส่วนเด็กบ้านนอกคนนี้ก็ใช้เวลาช่วง Summer กับการวิ่งเสิร์ฟอาหารอย่างเมามัน เพราะเดือนพฤษาภาคมก็เปิดเทอมขึ้น ม.2 แล้ว พ่อซื้อห้องแถวไว้ 2 ห้อง ห้องแรกเป็นห้องที่เอาไว้สำหรับอยู่อาศัย อีกห้องเอาไว้เก็บของและพวกวัตถุดิบที่ต้องใช้ในร้าน ส่วนห้องแถวถัดไปเป็นของใครก็ไม่รู้ เมื่อสองสามวันก่อนเห็นมีคนมาทาสีประตูใหม่ สงสัยจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่

เช้าวันเปิดเทอมผมไปที่โรงเรียนไปรายงานตัวพร้อมกับไปซื้อหนังสือและเสื้อผ้าคนเดียว ส่วนพ่อกับแม่ก็สาละวนอยู่กับลูกค้านักเรียนที่กรูกันเข้ามากินข้าวในวันเปิดเทอม หลังจากที่ซื้อหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนอะไรเรียบร้อยก็เดินออกมาหน้าห้องทะเบียนเพื่อตรวจสอบรายชื่อและห้องเรียนประจำชั้น โรงเรียนของผมอยู่ไม่ห่างจากร้านมากนัก ในโรงเรียนมีอาคารเรียนหลายอาคาร เรียงต่อกับเหมือนแปลงปูผัก มีถนนหลักที่จะทอดยาวไปถึงเสาธง ท้ายโรงเรียนจะเป็นสนามหญ้าขนาดใหญ่มีอัฒจันทร์รายล้อม เป็นโรงเรียนสหศึกษาที่มีตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 หน้าโรงเรียนเป็นร้านขายเครื่องเขียน ขนม และลูกกวาด ในห้องเรียนคลาสแรกวันนั้นทุกคนแนะนำตัวกัน แต่จริงๆแล้วก็คือเพื่อนๆคนเดิมๆที่เรารู้จักกันตั้งแต่ม.1 ไม่มีใครล้มหายตายจากไปแม้แต่คนเดียว

ชีวิตม.2 นั้น ช่างแสนจะธรรมดาซะเหลือเกิน แต่ผมชอบที่จะไปห้องสมุดเป็นพิเศษ อย่างแรกคือ มีแอร์ อย่างที่สองมีคอมพิวเตอร์ ถ้าวันไหนไม่มีเรียนระหว่างวันผมจะไปหาหนังสืออ่านที่ห้องสมุด หนังสือที่ผมชอบอ่านจะเป็นพวกหนังสือภาพสารคดี ชอบเป็นพิเศษคือพวกดาราจักร กับไดโนเสาร์ อ่านไปใช่ว่าจะรู้เรื่อง แต่ด้วยความที่หลงไหลในจินตภาพที่รังสรรค์ออกมา ก็ทำให้เวลาพักผ่อนบันเทิงใจยิ่งนัก

เช้าวันเสาร์วันนี้แม่ไม่ได้เปิดร้าน แม่พาพ่อไปซื้อของในตัวเมืองและให้ผมเฝ้าบ้านไว้ ผมนอนเล่นอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงรถเข็นของกระแทกกับพื้นถนนหลายรอบ เหมือนมีคนจะขนของ เข้าๆออกๆ ไปที่ตลาด ผมก็เลยแง้มๆประตูดูด้วยความสงสัย ที่ผมมองเห็นคือเด็กผู้ชายสูงประมาณซัก 160 กว่าๆ อายุประมาณเท่าผมนี่แหละ กำลังง่วนอยู่กับการเข็นลังนมผงสำหรับเด็กประมาณ 5 - 6 ลัง ด้วยขนาดของลังและน้ำหนัก บวกกับกำลังขาของเด็กวัยนี้ การเข็นของขนาดนี้ทำให้การทรงตัวทำได้ยาก แต่ก็นะ ไหนๆก็อยู่บ้านทั้งวันไม่มีอะไรทำ ผมก็ได้แต่นั่งมองจากข้างในบ้านดูเด็กคนนั้นขนของอย่างตั้งใจ

พอพ่อกับแม่กลับมาถึงบ้านพร้อมกับข้าวของอีกเพียบ ผมนี่ก็ทำหน้างอเลย เพราะของแต่ละชิ้นน้ำหนักมันเยอะมาก พ่อกับแม่ก็ช่วยกันขนชิ้นใหญ่ๆ ส่วนผมก็ช่วยจัดเรียงเข้าชั้นวางที่ห้องแถวอีกห้อง พอผมไปเปิดประตูห้องที่ไว้สำหรับเก็บของ ผมก็ได้รู้ว่าห้องถัดไปที่ทาสีใหม่เป็นห้องที่ครอบครัวใหม่พึ่งย้ายเข้ามาอยู่เมื่อไม่กี่วันก่อน และเป็นบ้านของเด็กคนที่ผมเจอเมื่อตอนเช้าด้วย ขณะที่ผมกำลังจัดเรียงของอยู่ในบ้าน ผมก็ได้ยินเสียงรถเข็นอีกครั้ง ผมวิ่งออกมาดู จังหวะที่วิ่งออกมาเท้าของผมก็ไปสะดุดเข้ากับรางเหล็กประตูบานเลื่อนที่ไม่ได้ยกขึ้น แต่โชคดีที่หน้าบ้านมีเสาไม้ไผ่สำหรับใส่เสาก้างปลาทีวี ผมก็เลยจับไม้ไผ่ไว้ และจังหวะนั้นเองผมก็ได้สบตากับเขา เขายิ้มแล้วก็หัวเราะ ผมอายมากเลยวิ่งเข้าบ้านไปเลย ...
Facepalm

หลายวันต่อมา ผมไปนั่งเล่นที่ห้องสมุดกำลังเพลินอยู่กับหนังสือภาพสารคดีNational Geographic ตอนนั้นไม่ค่อยมีคนในห้องสมุดมากนัก เด็กคนเมื่อวานคนนั้นเขาก็มานั่งโต๊ะเดียวกับผม ตอนนั้นผมก็ทำตัวไม่ค่อยถูก จะว่าอายก็อาย จะว่าเขินก็เขิน ผมเอาหนังสือปิดหน้าไว้ เขาก็หยิบหนังสือออก ประโยคแรกที่เขาพูดกับผม

"...ใช่คนวันนั้นรึเปล่า ที่บ้านเราอยู่ติดกัน..." เขาคนนั้นถาม
"เออ... คนไหนเหรอ จำผิดหรือเปล่า" ผมตอบ
"คนเมื่อวันก่อนไง ที่สะดุดขาตัวเองล้ม คนอะไรมีขามาตั้งแต่เกิด แต่ยังใช้ไม่คล่อง" เขาพูดไปหัวเราะไป
หลังจากนั้นเราสองคนก็เริ่มสนทนากัน เหมือนคนที่เป็นเพื่อนกันมานานแสนนาน...


(มีต่อนะครับ>>>)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่