นั่งรถเลยปราสาท ไปขึ้นกระเช้าชมวัด Engyoji บนยอดเขาโชซะ ณ เมือง Himeiji

หัวใจ

เมื่อนั่งรถเลยปราสาทฮิเมจิ ไปขึ้นกระเช้าชมวัด Engyoji บนยอดเขาโชซะ




เมื่อวันที่ 3 - 7 เม.ย. 61 ที่ผ่านมาเราไปเที่ยวแถบคันไซมาค่ะ และในทริปมีแผนจะไปชมปราสาทฮิเมจิที่โด่งดัง
และแอบแถมวัด Engyoji ด้วย เพราะจากการหาข้อมูล (ที่มีไม่มาก) บอกว่าวัดนี้อยู่ไม่ไกลเท่าไรจากปราสาท ถามว่าเรารู้จักวัดนี้อย่างไร

แรกเลยเห็นจากหนังสือแนะนำการท่องเที่ยว ในหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวฮิเมจิ มีเนื้อที่ีให้วัดนี้ 1 หน้าเต็มๆ เชียวนะ
สอง เนื่องจากปีนี้ซากุระบานเร็ว ร้องไห้ เราเลยหาที่ที่ซากุระน่าจะบานช้าหน่อย มีบล็อกนึงแนะนำว่าที่นี่ิอยู่บนยอดเขาสูง
ซากุระจะบานช้า เราเลยตัดสินใจไปค่ะ



วัดนี้มีความสำคัญอย่างไร
วัดนี้สร้างเมื่อประมาณปี ค.ศ. 986 ค่ะ ก็พันกว่าปีมาแล้ว แต่คงความดิบ ถาวร แทบไม่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลักษณะใดๆ
(ได้รับการบูรณะเมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้ว) ประกอบด้วยอาคารหลายหลังกระจายไปตามสันเขา ที่โดดเด่นคือ Maniden เป็นอาคารไม้
(จริงๆก็ไม้ทุกหลังอ่ะนะ อมยิ้ม03) ที่เห็นชั้นท่อนไม้ขัดขึ้นไปสูง และหมู่อาคารที่ล้อมลานกว้างมิตสึโนะโด ซึ่งใช้ถ่ายทำหนังฮอลิวู้ด
The last samurai ปัจจุบันนี้วัดมีช่วงเวลาที่ไว้ใช้อบรมนักบวชค่ะ



ทว่า กำหนดการไปเมืองฮิเมจิของเราคือวันที่ 6 เมษาค่ะ วันนั้นฝนตก เราจึงขยันมาก (หรา) ออกจากโอซาก้าสาย --”
เลยถึงเมืองฮิเมจิเกือบเที่ยง เจอจนท. Information เธอถามว่าเราจะไปไหน พอบอกว่าจะไปที่นี่ เธอรีบบอกมันมี Pass การเดินทางนะ
ขายที่ Bus information ความตาวาวต้องมาค่ะ 5555 แต่พอเธอรู้ว่าเราจะไปเที่ยวปราสาทด้วย เธอรีบบอกว่า เวลาไม่ทันแน่ๆ
ให้คิดว่าอะไรสำคัญกว่า เรารีบตอบค่ะ ณ ตอนนั้นคือ ปราสาท เธอเลยว่า งั้นไปปราสาทก่อนเถอะ ถ้าเวลาเหลือค่อยกลับมาซื้อ Pass ไปที่นี่

แต่ว่า เราและเพื่อน จริงๆก็เรานั่นแหละ ติสค่ะ ปราสาทใครๆก็ไปได้ อมยิ้ม02 รูปถ่ายเยอะแยะ ไม่เอา เราไปวัดก่อนดีกว่า
ขากลับค่อยว่ากัน (ติสแตกไปอีก) ฝนตกๆให้เดินไปชมปราสาท เราไม่อาววววว (มีความเรื่องมาก)
เราเลยเดินไปที่ Bus information ค่ะ อยู่ใกล้ๆ bus terminal ของ ฮิเมจินั่นแหละ ซื้อ Pass การเดินทาง
มันจะเป็นแผ่นยาวๆค่ะ เวลาขึ้นอะไรก็ฉีกเป็นท่อนๆ ใส่ในกล่อง หรือให้เจ้าหน้าที่
Pass นี้รวมตั๋วรถเมล์ และ Ropeway ขาไปและกลับ ในราคา 1400 เยน (ถ้าไม่ซื้อ รถเมล์เที่ยวละ 270 เยน Ropeway เที่ยวละ 500 เยน)

นี่คือเศษตั๋วที่เหลือของเราค่ะ



ซื้อแล้วมารอขึ้นรถเมล์สาย 8 (แน่นอน ไม่ใช่แฮปปี้แลนด์ - สะพานพุทธ เค้าล้อเล่น) ที่ป้ายหมายเลข 10
(แต่เราเอ๋อค่ะ ไปรอที่ป้ายหมายเลข 8 ด้วยความคิดว่า รถเมล์สาย 8 ก็ต้องขึ้นที่ป้ายเลข 8 สิ...ฟระ อมยิ้ม07 แต่
ดี๊ดีค่ะ ที่โอบาจังใจดี ชี้โบ๊ชี้เบ๊บอกให้เพราะท่านเห็นพาสเราในมือ)

พล่ามมายาว ออกเดินทางกันเถอะ!

นั่งรถเมล์ประมาณครึ่งชม. ค่ะ ผ่านหมูบ้าน ตรอก ซอก ซอยเล็กๆ (เล้กจริงๆนะ) จนสุดสายที่สถานี Ropeway
รถเมล์ที่นี่ดี๊ดี มันย่อข้างเวลาคนขึ้น - ลงด้วยล่ะค่ะ ประทับใจ..หัวใจ


ลงจากรถเมล์ เดินไปนิดเดียวถึงสถานี Ropeway (สามารถแวะเข้าห้องน้ำก่อนได้นะคะ) จนท ยิ้ม ทักทาย โค้งตอนรับ
แต่ไม่รู้ว่าที่นี่คนน้อยอยู่แล้ว หรือเพราะมันฝนตก ทั้งกระเช้าของเรา มีนักท่องเที่ยว ซึ่งรวมเราแล้ว 4 คน!!!

เห้ย ไม่เคยนั่งกระเช้าสบายแบบนี้เลย กรี๊ดดดดดดดดดดดด
(สำหรับเราถ่ายรูปใน ropeway มันส์ไปเลยค่ะ แต่พอสูงๆใกล้ถึง จนท จะให้เรานั่งค่ะ เพราะมันไหวมากพอสมควร)


เมื่อถึงเวลา กระเช้าก็ออกเดินทางค่ะ มีเจ้าหน้าที่ 1 คนไปกับเราและบรรยานั่นนี่เป็นภาษาญี่ปุ่น
โดย Ropeway ที่นี่ ออกทุก 15 นาที คือนาทีที่ 0, 15, 30 และ 45 นาทีของชม.นั้นๆ โดยออกแค่คันเดียว สวนไป-กลับ อื้อหือ….


นั่งยาวไป ยาวไปจนถึงยอดเขาค่ะ เมื่อลง (ตรงนี้มีต้นซากุระด้วยนะคะ) ทีนี้ก็เหลือจะเดินขึ้นไปวัดด้วยตัวเอง
หรือจะเซเลป นั่งมินิบัส (น่าจะของวัด)ไป นางพญาเม่า
และแน่นอนค่ะ ฝนตกๆ พื้น(ดิน)แฉะๆงี้ เราต้องวิถีเซเลป นั่งมินิบัสค่าาา โฮะ โฮะ โฮะ
ค่ารถ ไป-กลับรวมค่าเข้าชมวัดด้วยก็จะเป็น 1000 เยน ส่วนนี้ไม่รวมใน Pass นะคะ

โดยรถบัส จะวิ่งชม.ละ 3 รอบค่ะ (ก็ประมาณทุก 20 นาที) และมี 1 คันวิ่งวนๆกันไป นั่งรถมินิบัสไต่ถนนเล็กๆ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา
ผ่านทิวต้นซากุระเท่าแก่สูงชะลูด (สวยมากค่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา) ไม่นานก็ถึงจุดแรก เป็นที่รอรถบัส(ขากลับ และมีห้องน้ำพร้อม)

กรณีจะออกกำลังกายด้วยการเดิน จะใช้เวลาประมาณครึ่งชม.ค่ะ เม่ากิจกรรม

ตรงจุดชำระ และขึ้นรถบัส เราจะได้หนังสือแนะนำวัดมาค่ะ ต่างชาติก็เอาฉบับภาษาอังกฤษไป แต่ฉบับภาษาญี่ปุ่นกระดาษดีกว่า (อ้าว)





มาชมความดิบของวัดกันเถอะ มันให้ความขลังและความสงบมากจริงๆค่ะ ฝนตกเป็นละอองๆ พื้นแฉะๆ ลื่นๆนิดหน่อย
ความเงียบที่ได้ยินเสียงหอบหายใจของตัวเอง (ที่ต้องเดินขึ้นเขาลาดชั้นเวลาไปอาคารต่างๆ เห้ย เหนื่อย!)
แล้วบอกหรือยังคะว่า ตอนที่เราไปเที่ยว ไม่รู้เพราะฝนมันตกหรืออะไรยังไง นับนักท่องเที่ยวดูทั้งวัดไม่น่าจะเกิน 20 คน!!!




ด้านหลังภาพด้านบนนี้คือ Maniden ค่ะ ประดิษฐานพระพุทธรูป เป็นที่ที่เราสามารถนั่งกราบพระได้อย่างสบายใจ
เพราะไม่มีคน และบรรยากาศมันให้มากๆ จนที่ว่าไม่กล้ายกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเลยค่ะ (เวอร์มะ) ด้านหลังอาคาร เป็นทางเดินเล็กๆ
ผ่านริมป่าเพื่อนำไปสู่ หมู่อาคารต่างๆของวัด ซึ่งเราไม่เดินค่ะ กลัว ไม่มีคนเดิน หมอกลงหนา ฝนก็ตก ต้นไม้ก็เยอะบังแสง
นักท่องเที่ยวแทบไม่มี กลัวเป็นลมตายไม่มีใครรู้ค่ะ เม่าโศก


ต่อที่คอมเม้นค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่