ดิฉันอยู่โบสถ์Aมาประมาน4ปีรวมจากที่เข้าโบสถ์นี้ที่ขอนแก่นด้วย แล้วย้ายมาเรียนมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯก็ได้มาเข้าโบสถ์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นยังไม่มีเงินที่จะมาเช่าหอเพียงพอ เลยได้เข้ามาอยู่ที่บ้านcenter หรือที่เรียกว่า บ้านหน่วยบ้านพระพร พอเข้าไปอยู่ก็มีกฎมากมายโดยเขาบอกเลยว่าต้องเข้าร่วมทุกกิจกรรมที่จัด เช่น ทำแคร์ ไปโบสถ์หรือทุกกิจกรรมที่มีในบ้านหน่วย อยู่ไปสักพักเริ่มอึดอัด เริ่มกดดันเรามากขึ้นเพราะตอนนั้นเราตกงานหางานไม่ได้สักทีเลยไม่ได้ช่วยเรื่องค่าน้ำไฟ เขามองเราเป็นคนขี้เกียจไม่ทำอะไร แต่ที่จริงเราพยายามอยู่อาจด้วยบุคลิกของดิฉันจึงทำให้เขามองแบบนั้น เขาก็จะเริ่มมีปฎิกิริยาพูดกับดิฉันว่าหางานได้หรือยัง จะได้มาช่วยค่าบ้านน้ำไฟบ้างพูดทุกวันจนเราเครียดกว่าเดิมมาก เราก็บอกว่าพยายามอยู่ ลืมบอกไปค่ะบ้านนี้มีแต่ชาวเขาอยู่เราแปลกประหลาดกว่าเพื่อนมาจากอีสานค่ะ ผู้นำกลุ่มแนะนำให้ขายของค่ะ พาไปลองทำหัดทำที่จังหวัดแห่งหนึ่งแล้วลองมาขายที่กรุงเทพฯ ขายวันแรกได้ประมานสี่ร้อยบาท กลับมาก็ยังไม่มีการแบ่งเงินขอเก็บไว้ก่อน ผู้นำคนนี้ลงทุนอุปกรณ์ให้ทุกอย่างโดยมีเงื่อนไขว่าขายได้เท่าไรต้องให้เขา10%จากที่ขายได้แต่วันแรกแกเก็บหมดเราพอเข้าใจเพราะแกลงทุนให้เยอะ แต่พอขายไปสี่วันก็ขายไม่ดีเราไม่ได้เงินเลย เลยตัดสินใจเลิกขายแล้วไปหางานทำเพราะเราจะไม่มีเงินกินข้าวแล้ว พอทำแบบนี้เราก็ยอมรับผิดนะว่าขาดความรับผิดชอบ ผู้นำอุส่าลงทุนให้แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆว่าเราไม่ไหวขายได้เท่าไรเราไม่ได้เงิน ขายของทั้งวันตากแดดร้อนๆกลับมาเป็นไข้อีก ก็โดนพี่เลี้ยงเรียกคุย พูดทำนองว่าทำไมทำแบบนี้ ทำไม่ถูกนะ เราเลยตอบไปแบบว่า เราไม่ไหวจริงๆไม่ได้เงินเลยเราจะไม่มีเงินกินข้าว พี่เลี้ยงคนนี้ก็พูดว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุดให้ทำไปเถอะทำนองนี้ ดิฉันนี่แบบพูดอะไรไม่ออกมันเจ็บปวดข้างใน เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าทำไมต้องมาเจอคนแแบนี้ แล้วเรื่องก็ไปถึงหูหัวหน้าอีกคนนึงที่รองลงมาจาก ผู้นำคนที่ลงทุนอุปกรณ์ขายของให้ เรียกเราไปคุยว่าทำนองเดียวกันกับพี่เลี้ยงคนแรก และตอนที่ดิฉันไม่มีเงินกินข้าวนั้นดิฉันได้ไปยืมผู้นำอีกกลุ่มนึงซึ่งสนิทมากกว่า เขาเลยถามว่าทำไมไปยืมข้ามส่วน ทำไมมาอยู่ที่นี่ทำไมไม่ไปอยู่อีกบ้านนึง เขาบอกว่าเราไม่ใช่ชาวเขาบ้านนี้มีแต่ชาวเขา ความคิดย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ดิฉันเลยตอบไปว่า ไม่รู้เหมือนกันเขาพามาอยู่ ก็เลยมา สุดท้ายดิฉันอึดอัดมากเลยโทรไปหาพ่อและเล่าให้พ่อฉันฟัง พ่อฉันด่าแกมเป็นห่วงดิฉันนิดๆว่าทำไมไม่บอกแก ทำไมไปอยู่อย่างนั้นและพ่อก็ไปยืมเงินมาและโอนมาให้ดิฉันเพื่อมาอยู่ข้างนอก ดิฉันก็มาอยู่ข้างนอกยอมรับว่าลำบากเหมือนกัน แต่สบายใจกว่าอยู่ที่บ้านหน่วย ก็ไม่ได้ช่วยค่าบ้านน้ำไฟเพราะไม่มีจริงๆ โดยมีน้องที่รู้จักจากมหาลัยคนนึงมาช่วยขนของ ก็ได้ไลน์บอกเขาว่าดิฉันจะย้ายออกนะ และขอบคุณที่ช่วยเหลือให้ที่พัก เขาก็บอกว่าคงไม่ได้ไปช่วยเพราะยังไม่กลับ ดิฉันเลยบอกไปว่าไม่เป็นไรมีคนมาช่วยขน เพราะพี่เลี้ยงคนนี้กลับบ้านดึกเกือบทุกคืนประมานสี่ห้าทุ่ม บางทีกลับเร็ว หลังจากที่ดิฉันมาอยู่ข้างนอก ก็ได้ข่าวมีคนมาขายของแทนดิฉันเป็นป้ามีลูกสองคน คนนึงเรียนจุฬา ป้าแกก็เจอชะตาเดียวกันกับดิฉันขายของไม่ได้มากเงินก็ได้ไม่พอส่งลูกเรียนภาระเยอะออกไปตากแดดเหมือนกัน ป้าแกมาคุยด้วยบ่อยๆเรื่องนี้ ดิฉันเลยปลอบใจแกว่ายังดีนะที่ป้ายังได้เงินบ้าง หนูขายสี่วันไม่ได้เงินสักบาท พอดิฉันออกมาอยู่ข้างนอกไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมที่บ้านหน่วยที่เคยอยู่เพราะมันไกลมาก ก้ได้ยินจากคนๆนึงเล่าให้ฟังว่า มีคนนึงในบ้านหน่วยไปพูดให้เขาฟังว่าเราลืมบุญคุณ จริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ดูจากนิสัยพี่ผู้หญิงคนนี้แล้วน่าจะจริง เพราะมีครั้งนึงตอนที่อยู่บ้านหน่วยแห่งนี้ ดิฉันเล่าความฝันให้เขาฟังว่าดิฉันอยากเป็นฑูตรับราชการในกระทรวงต่างประเทศ พี่ผู้หญิงคนนี้ก็พูดขึ้นมาว่า '' ถามพระเจ้ายัง คิดเองเออเอง''แต่ในใจเราคิดว่าอ้าวก็ความฝันฉันอ่ะต้องถามพระเจ้าด้วยเหรอ แล้วดิฉันก็พูดกับไปว่า ''อยากมีงานที่มั่นคงอยากให้พ่อแม่สบาย รับราชการในกระทรวงต่างประเทศก็อยู่ในประเทศไทยนี่ล่ะ'' เขาก็พูดขึ้นมาว่าเหรอ นึกว่าจะไปเป็นต่างด้าว'' ดิฉันรู้ทันทีเลยชาวเขาอย่างผู้หญิงคนนี้คงไม่รู้จักกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งดิฉันก็ศึกษาไว้แล้วก็จะมีตำแหน่งที่ทำงานในประเทศและต่างประเทศ พอดิฉันออกมาก็สบายใจขึ้นเลยหันไปฟังธรรมะมากขึ้น เช่น ธรรมะจากท่านว.วชิรเมธี ท่านแม่ชีสันชนี เป็นต้น ดิฉันรู้สุกดีขึ้น สบายใจขึ้นเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ การใช้ชีวิต เลยหันมาทางพุทธศาสนาเหมือนเดิม ผู้หญิงคนดังกล่าวที่คุยเรื่องความฝันของดิฉัน เป็นคนที่พูดอะไรไปแล้วไม่ยอมรับในสิ่งที่พูด พูดวันนี้พรุ่งนี้ลืม พอเราถามเอาความก็จะบอกว่าไม่ได้พูด เราเลยเข้าใจว่าเขาคงไม่รู้และไม่เข้าใจภาษาไทยมั้งคะ เลยขี้เกียจเอาความด้วย บางครั้งดิฉันคิดว่า เอาพระเจ้ายกขึ้นมามากจนดิฉันเอือม จนกลายเป็นข้ออ้างไปทุกครั้ง เวลาดิฉันอ่านหนังสือเรียนอยู่ก็จะชอบพูดแทรกขึ้นมาว่า อ่านพระคัมภีร์บ้างนะตลอด อยากถามความเห็นว่าผิดมากไหมถ้าดิฉันจะหันไปศึกษาธรรมะเหมือนเดิม เพราะทุกวันนี้คนในโบสถ์นี้จะมองดิฉันแบบคนนอกโบสถ์ไปแล้ว มีคนนึงถามดิฉันว่าได้เข้าโบสถ์ไหม ดิฉันตอบไปว่าไม่ได้เข้า ก็จะทำหน้าแบบเหยียดๆใส่ดิฉัน ดิฉันเห็นแล้วคิดว่าขนาดนี้เลยเหรอ อยากจะถามทุกคนค่ะว่าบาปมากไหม ผิดมากไหมที่หันมาศึกษาธรรมะเหมือนเดิมค่ะ เขียนผิดพลาดตกหล่นประการใดขออภัยไว้ ณที่นี้ด้วย และขอยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริงจากประสบการณ์ของดิฉันค่ะในปีที่ผ่านมา
ขอถามความเห็นเรื่องนี้จากทุกๆคนหน่อยค่ะ