' บ้านผมไม่มีคนอยู่ '

เรื่องนี้อาจจะยาวสักหน่อยนะครับ อย่างไรก็ลองติดตามอ่านกันดูจบในคืนนี้แน่นอนครับ
          ความอยากรู้อยากเห็นน่าจะเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยกำลังโตไม่ว่าจะเป็นในเรื่องใดๆก็ตาม เหมือนกับผมในตอนนั้นที่มีความอยากรู้อยากเห็นเต็มกระบุงพร้อมจะหยิบเอามาใช้ได้ทุกเมื่อ
          เรื่องผี เป็นเรื่องหนึ่งที่ใครหลายคนคงเฝ้าสงสัยและอยากพิสูจน์ ผมและเพื่อนๆก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่ว่าพวกผมไม่เคยคิดเลยว่าโอกาสในการพิสูจน์ความลี้ลับของวิญญาณนั้นจะอยู่ใกล้ตัวพวกผมเหลือเกิน
          ในช่วงมัธยมต้นผมยังอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดิมก่อนที่จะย้ายออกมาในช่วงใกล้จบมัธยมปลาย ในหมู่บ้านมีทั้งหมด 7 ซอยเรียงอยู่ฝั่งขวา ซ้ายมือจะเป็นทาวน์เฮ้าส์เกือบทั้งหมด มีบ้านบ้านเดี่ยวบ้างเป็นบางหลัง
          ผมเกือบจะเป็นคนที่มีอายุน้อยที่สุดในหมู่บ้าน แต่ถ้านับเฉพาะ ชาวแก๊งค์ ในสมัยนั้นผมก็คือเด็กที่สุดอยู่ดีนั่นแหละโดยจะมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่อายุเท่ากันเป็นเพื่อนสนิท
          พี่ๆในกลุ่มอีกหลายคนมีอายุที่ห่างกันค่อนข้างมาก ที่ผมจำได้คือผมที่อยู่ประมาณม. 2 ม. 3 นั้นพี่ๆเขาอยู่ประมาณ ม.5 กันแล้ว บางคนก็เรียนมหาวิทยาลัย โตสุดก็มีการมีงานทำแล้วเป็นที่เรียบร้อย
          แม้ว่าจะมีความต่างในเรื่องของอายุแต่ความสนิทสนมของพวกเราก็มีมากไม่แพ้กลุ่มเพื่อนในวัยเดียวกันอาจเป็นเพราะพวกเราโตมาด้วยกัน รู้จักกันตั้งแต่เริ่มจำความได้ เข้าออกบ้านกันได้ตลอดเวลาเหมือนเป็นบ้านตัวเอง พ่อแม่ของพี่ๆทุกคนใจดีและยินดีต้อนรับเด็กๆเสมอ ช่างเป็นวัยเด็กที่น่าคิดถึงเสียจริง
          ในหมู่บ้านจะมีร้านอาหารตามสั่งร้านหนึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางหมู่บ้านพอดี เป็นบ้านฝั่งทาวเฮ้าส์ไม่ได้อยู่ในซอย บ้านผมที่อยู่ในซอยต้นๆของหมู่บ้านจะต้องเดินออกมาไกลหน่อยแต่ก็ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลย
          ร้านอาหารตามสั่งที่มีความเป็นกันเองเหมือนญาติผู้ใหญ่และยังมีเคาท์เตอร์นมปั่นและของกินเล่นอีกหลายอย่างทำให้พวกผมมักจะมานั่งรวมตัวกันในช่วงเย็นของทุกๆวัน
          หัวข้อการสนทนานั้นเปลี่ยนไปในแต่ละวัน และหนึ่งเรื่องที่ผมชอบฟังเป็นอย่างมากคือ เรื่องผี ในตอนนั้นผมยังไม่เหมือนตอนนี้ คือ รู้บ้างแต่ไม่หมด พอจะเห็นแต่ก็ไม่ชัด แม้จะชัดก็ไม่ค่อนเข้าใจในความหมายของมันสักเท่าไหร่ อีกอย่างชีวิตในช่วงนั้นมีอย่างอื่นให้สนใจกว่ามากทั้ง เกมส์ และ ดนตรี
          ผมชอบฟังพี่ๆเล่าให้ฟังถึงวีรกรรมการไป ลองผี ตามสถานที่ต่างๆในจังหวัด บางคนที่มีเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆก็เคยขี่มอเตอร์ไซด์ไปลองผีกันเสียถึงชายขอบพิจิตร แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังในโอกาสหน้า
          ผมเคยรบเร้าขอให้พวกพี่ๆพาผมไปด้วยอยู่หลายครั้งแต่ด้วยความที่ผมยังอายุน้อยและอีกอย่างคือแม่ของผมนั้นค่อนข้างเป็นที่เกรงใจของคนในหมู่บ้านทำให้พวกพี่ๆมีแต่คำตอบเดิมๆกลับมาเสมอ
‘เออน่า โตแล้วเดี๋ยวพาไป’
          ในความทรงจำของผมมีครั้งหนึ่งที่จำได้ดีและรู้สึก เสียดาย เป็นอย่างมากที่ไม่ได้ร่วมวงไปกับเขาด้วย เป็นอีกครั้งที่น้อยใจกับตัวเองว่า ทำไมเราไม่เกิดให้เร็วกว่านี้นะ จะได้ไปกับเขาได้
          วันนั้นผมนั่งกินข้าวเย็นอยู่ใน ‘ร้านพี่น้ำ’ เหมือนอย่างปกติกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง วันนั้นไม่มีใครมาเลยมีแค่ผมสองคนซึ่งผิดปกติและมันก็น่าจะหมายถึง พวกพี่ๆต้องแอบไปทำอะไรกันมาอีกแน่ๆ
           อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอิจฉาพวกพี่ๆคือพวกเขาเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันทำให้ได้เจอกันทุกวันทั้งวันไปโรงเรียนด้วยกันกลับด้วยกัน ไปเล่นดนตรี ไปเตะบอล ส่วนผมนั้นเรียนคนละโรงเรียนด้วยเหตุผลที่ว่า แม่ไม่ยอมให้ไปเรียนที่นั่นตามพี่ๆบังคับให้ผมเข้ามาเรียนโรงเรียนในเครือมหาวิทยาลัย ขนาดทำข้อสอบแบบไม่ยอมอ่านโจทย์พอประกาศผลออกมา ผมติดเสียอย่างนั้น ทำให้ไม่มีข้ออ้างในการไปเรียนที่อื่น
          ผมกับเพื่อนคิดเหมือนกันเลยตัดสินใจ รอ ผมจำได้ว่าช่วงประมาณ2 3 ทุ่มเห็นจะได้กว่าพวกพี่เขาจะกลับมา เสียงรถมอเตอร์ไซด์ประมาณ 5 6 คันได้มาจากทางหน้าหมู่บ้านทำให้พวกเรารู้ว่า พวกพี่เขากลับมาแล้ว
          ทุกคนไม่ได้ขี่รถกลับเข้าบ้านแต่มาจอดรวมกันอยู่ที่หน้าร้านพี่น้ำซึ่งเป็นภาพประจำ แต่วันนั้นพอพวกพี่เขาจอดรถได้ก็รีบวิ่งกรูเข้ามาในร้านเข้าไปกอดป้าน้อยที่เป็นแม่เจ้าของร้านกันหมดแล้วร้องไห้ด้วยความกลัว
          ใช้เวลาอยู่นานกว่าพวกพี่ๆจะตั้งสติได้ ป้าน้อยมานั่งปลอบจนไม่ได้ทำกับข้าวกับปลา ได้ความว่าพวกพี่ๆเขาไปลองผีกันอีกแล้วที่บ้านร้างชื่อดังในพิษณุโลก สมัยนั้นยังไม่ได้มีคนเข้าไปดูแลทำความสะอาดเหมือนในสมัยนี้ เรียกว่าน่ากลัวมาก
          จากคำบอกเล่าของ พี่ต้น ที่โตสุดในกลุ่มบอกว่าเจอกันเต็มๆ เพียงก้าวขึ้นบันไดบ้านไปไม่กี่ขั้นก็มีผู้หญิงแต่งตัวโทรมๆผมเผ้ารุงรังมายืนรอรับอยู่บนขอบบันไดชั้นบนสุด พี่บอลที่ไม่กล้าเข้าไปเลยอาสาเฝ้ามอเตอร์ไซด์อยู่ข้างนอกก็ใช่ว่าจะรอด ที่รั้วกำแพงของบ้านร้างนั้นแม้ว่าจะมีต้นไม้รกครึ้มจนไม่น่าจะมีที่ว่างพอให้คนนั่ง ตรงนั้นกลับมาขาของใครบางคนห้อยลงมาแกว่งไปมาในอากาศจนพี่บอลแทบจะเป็นลม
          ระหว่างทางกลับทุกคนกลัวมากแถมในตอนท้ายก่อนจะพ้นเขตของหมู่บ้านนั้นไปได้พี่ต้นก็เกือบจะรถค่ำกลางถนนเพราะผู้หญิงคนเดียวกับที่พี่ต้นเห็นตรงชั้นสองของบ้าน เธอปรากฏตัวอยู่กลางถนนแล้วกระโจนเข้าใส่หน้าของพี่ต้นอย่างจัง แม้จะไม่มีแรงปะทะแต่ด้วยความตกใจก็ทำให้รถเขวจนเกือบคว่ำ
          เรื่องราวในวันนั้นน่าตื่นเต้นมากสำหรับผมและพวกพี่ๆที่เรียกได้ว่าเป็นนักเลงใจถึงในสมัยนั้นกลับกลัวตัวสั่นถึงขนาดนี้มันคงไม่ธรรมดา และนั่นเองคือสาเหตุที่ผมกับเพื่อนๆในโรงเรียนพากันไปลองบ้านผีในเวลาต่อมาซึ่งเคยเล่าไว้แล้วในกระทู้ก่อนๆนานพอสมควร
          ป้าน้อยที่เป็นคนเก่าคนแก่ของหมู่บ้านเข้าบ้านไปเอาน้ำมนต์ในห้องพระมาประพรมให้ทุกคนเป็นขวัญกำลังใจ เมื่อทุกคนสบายใจขึ้นแล้วก็สั่งอาหารมานั่งกินกันตามปกติ และบทสนทนาในคืนนั้นก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานและความกลัวที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
          การไปเยือนบ้านร้างในครั้งนั้นเหมือนเป็นการเริ่มต้นอะไรบางอย่าง พวกเราคิดกันอย่างนั้น เพราะหลังจากที่ทุกคนกลับมาจากที่แห่งนั้นแล้วชีวิตของทุกคนก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย เรื่องราวแปลกๆหลายอย่างเกิดขึ้น
          พี่ต้นที่เป็นแกนนำเจอตั้งแต่คืนแรกที่กลับมาจากบ้านร้าง ในช่วงกลางดึกระหว่างที่กำลังอาบน้ำพี่ต้นได้ยินเสียงเหมือนมีของแข็งตกกระทบลงบนหลังคาบ้านใกล้ๆกับห้องน้ำ เจ้าตัวบอกว่าจากเสียงและน้ำหนักน่าจะเป็น มะม่วง เพราะมันไม่ได้มีเสียงกระแทกแหลมเหมือนก้อนหิน
          แต่เมื่ออาบน้ำเสร็จก็ต้องสะดุ้งแทบสุดตัวเพราะนึกขึ้นได้ว่าบ้านตัวเองไม่มีต้นไม้ที่สูงพอจะเลยหลังคาบ้านได้เลย
          เรื่องนี้เป็นประเด็นสนทนาในวันต่อมาตามคาด แต่เรื่องของพี่ต้นนั้นถือว่าเบาไปเลยเมื่อเทียบกับ พี่บอล ที่ไปด้วยกัน เป็นเรื่องที่แปลกพอสมควรเหมือนกันทั้งที่ในวันนั้นมีตั้งหลายคนไปด้วยกันแต่กลับมีแค่ พี่ต้น และ พี่บอล ที่ได้รับผลกระทบ
          คืนแรกเช่นกันพี่บอลบอกว่าฝัน แน่ใจว่าเป็นฝันแต่ก็ยังคิดเอาเองในด้านดีว่าคงจะเป็นความกลัวที่ตกค้างอยู่ในใจมากกว่าก็ตาม
          ตรงหน้าต่างในห้องนอนของพี่บอลมีภาพของใครบางคนเดินผ่านไปมาหลายครั้ง เหมือนจงใจอยากให้เห็น ในฝันนั้นค่อนข้างชัดเจนแต่ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้นนอกจากเงาคนในความมืด
          ในตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนยังแอบมองตรงมุมทางเดินแคบๆข้างบ้านที่ติดกับห้องนอน แม้ว่าจะพอมีช่องว่างอยู่บ้างแต่ก็คนต้องให้เด็กไม่เกินสองขวบเข้าไปเดินถึงจะทำได้ แต่ในความฝันเงาร่างนั้นสูงเหมือนผู้ใหญ่ ซึ่งคงจะเป็นไปได้ยาก
           สำหรับพี่ต้นคืนนั้นเป็นคืนเดียวที่เกิดเรื่องราวน่าประหลาดขึ้นผิดกับพี่บอลที่ไม่มีทีท่าว่ามันจะหยุด ซ้ำยังเพิ่มขึ้นใหม่ในทุกๆวัน
          ในช่วงกลางคืนส่วนมากพี่บอลจะชอบนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์อยู่ในห้องนอนเป็นประจำ คืนนั้นเป็นเหมือนทุกคืนเวลาน่าจะรวมๆเกือบตีหนึ่งตีสอง ระหว่างที่กำลังนั่งเล่นเกมอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงแปลกๆดังมาจากหลังบ้าน
          เสียงกรอบแกรบคล้ายคนเหยียบเดินบนสังกะสีเก่าๆ คนต่างจังหวัดอย่างพวกผมค่อนข้างคุ้นเคยกับเสียงสังกะสีพอสมควรเพียงได้ยินแว่วๆก็เข้าใจได้ว่ามันเป็นเสียงของอะไร
          เสียงแกรบกราบยังดังอยู่เป็นระยะๆ บ้านพี่บอลนั้นเป็นโซนทาวน์เฮ้าส์ของหมู่บ้านซึ่งเป็นขอบหมู่บ้านพอดีหลังบ้านไปนั้นจะเป็นชุมชนเก่าในละแวกนั้น ส่วนมากยังเป็นหนองน้ำว่างๆมีบ้านชองชาวสลัมอยู่บ้างประปราย
          ขโมย นั่นคือสิ่งที่พี่บอลคิดในตอนนั้น ด้วยวัยและนิสัยส่วนตัวทำให้ความกลัวมีอยู่น้อยมากกว่าความเลือดร้อนของตน พี่บอลหยิบเอาไม้กอล์ฟของพ่อที่ใส่ถุงวางไว้ในบ้านติดมือไป
          เสียงนั้นดังมาจากส่วนหลังบ้านใกล้ห้องครัว เขาค่อยๆย่องไปช้าๆ เสียงนั้นยังดังอยู่แสดงว่าเจ้าของเสียงยังไม่ได้ไปไหน พี่บอลผลักประตูหลังบ้านออกอย่างแรกเงื้อเหล็กในมือเตรียมจะฟาด
          ที่ตรงนั้นไม่มีอะไร มีเพียงความว่างเปล่ายามค่ำคืน แต่นั่นยังไม่ใช่คำตอบ มันอาจจะหลบหนีไปแล้วก็ได้ พี่บอลขยับฝีเท้าเข้าใกล้กำแพงบ้านที่มีความสูงไม่มากประมาณคางเท่านั้น เมื่อปีนดูจึงได้เห็นสิ่งที่ไม่คาดคิด
          ที่ตรงนั้นโล่ง กว้าง เป็นหนองน้ำสกปรกเก่าๆ ไม่มีบ้านหรือสังกะสีอะไรเหมือนอย่างที่คิดไว้
กรอบ....
          อีกครั้งที่เสียงสังกะสีดังขึ้นในความมืด คราวนี้เสียงนั้นใกล้ ใกล้จนรู้สึกว่ามันดังอยู่ด้านหลังของตัวเอง ถ้าเพียงหันไปก็จะได้เห็นว่ามันเกิดจากอะไร
          พี่บอลหันหลังขวับด้วยความตกใจปนความกลัวแล้วมันก็เป็นอีกครั้งที่พบเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่จะได้ตกใจเสร็จหรือคิดอะไรได้ หางตาของพี่บอลแวบเห็นเงาสีดำบางอย่างผ่านเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว
          ความกล้าที่เคยมีหดหายไปหมดกลายเป็นว่าขาแข็งจนก้าวไม่ออก พี่บอลใช้เวลาอยู่นานกว่าจะได้สติเหงื่อที่มือซึมจนเผลอทำไม้กอล์ฟตกลงไปบนพื้นเสียงดัง เสียงเหล็กกระทบกับปูนทำให้ตัวคนถือเองยังสะดุ้งด้วยความตกใจ
          เมื่อได้สติเขาค่อยๆก้าวกลับเข้าไปในบ้านอย่างหวาดระแวง ถ้าก่อนหน้านี้เขาไม่ได้พบเจอกับเงาร่างนั้น ถ้าเขาไม่ได้เพิ่งไปลองดีที่บ้านร้างมา เขาเชื่อว่าตัวเขาเองจะไม่ขี้ขลาดอย่างนี้
          คืนนั้นพี่บอลกลัวจนนอนไม่หลับถึงกับต้องแอบไปเอายาแก้แพ้กับลดน้ำมูกมากินรวมกันเพื่อให้ง่วงตามความรู้ของเด็กวัยนั้น แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะหลับลงได้ด้วยฤทธิ์ยาแต่เมื่อตื่นกลับรู้สึกล้าจนน่าเป็นห่วง
          ในช่วงเช้าพี่บอลถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงของแม่ตามปกติ ระหว่างนั่งกินข้าวเช้าก่อนออกไปโรงเรียนเหมือนอย่างในทุกๆวันแม่ก็ถามขึ้นมาว่า
‘เมื่อคืนขึ้นมาทำอะไรลูก ดึกๆดื่นๆ เรียกก็ไม่หัน’
‘เมื่อคืน?’
‘ใช่ แม่เรียกตั้งนานก็ไม่ตอบ’
          จากคำบอกเล่าของแม่ในคืนนั้นคือช่วงกลางดึกน่าจะเป็นหลังจากที่พี่บอลออกไปตามหาที่มาของเสียงสังกะสี แม่ตื่นมาเข้าห้องน้ำในตอนที่กำลังจะกลับเข้าห้องนอนแม่เห็นเงาร่างหนึ่งเดินอยู่ในความมืดชั้นสอง ห้องนอนพี่บอลอยู่ชั้นหนึ่งชั้นสอจะมีแค่ห้องของพ่อกับแม่เท่านั้น
          เงาร่างนั้นเดินย่างช้าๆอยู่ตรงทางเดิน แม่ส่งเสียงเรียกพี่บอลแต่ไม่มีการตอบรับใดๆ เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่แม่หันหลังกลับไปปิดไฟห้องน้ำ เงาร่างนั้นก็เดินลงบันไดไปในความมืด แม้จะไม่เห็นหน้าแต่ในบ้านจะมีใครได้นอกจากลูกชายตัวดีของแม่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่