“ข้อควรยกความตามที่จะปรากฏมาเป็นสาระ สาบาน สัญญาเท่านั้น”

ข้อควรยกความตามที่จะปรากฏมาเป็นสาระ สาบาน สัญญาเท่านั้น อย่างนี้, ควรยกอาณัติสัญญาเช่นนั้นเข้ามา ซึ่งนั้น ก็เมื่อรู้ตัวว่ามิได้หาเข้ามาจะทำประชด ไม่ใช่หาเข้ามาจะอวดขวาง กว้าง ลึก, และไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าตีรวน และจำกัด ไม่เข้ามาพ่นสิ่งควรค่า ให้ตกเป็นของสำรากบ้าน้ำลาย, ซึ่งพระไตรปิฎกนั้นมีที่อ่านที่เหมาะอยู่ตามเว็บไซต์ของเขาอยู่แล้ว หรือคำสอนยืดๆยาวๆนั้น ก็ดีแล้ว ที่ควรไว้อยู่ที่เดิม, ฉะนั้น บัณฑิตนักปราชญ์ ผู้มีธาตุหนัก ไม่ควรจะยกเข้ามา ไม่ควรใจเบาผสมเคล้ากันกับความเพ้อเจ้อ ที่อยากจะจ้องนิมิตแบบนั้นอยู่เอง แล้วเอาการบ้าน้ำลาย ยกมายามาอวด, อย่าเพิ่งเช่นนั้น

จงให้ได้สกัดความก่อนเอามา ว่าสูตรนั้น ว่าพระอภิธรรม อภิวินัยเช่นนั้น ปรากฏแก่ตนเอง ด้วยปานเปรียบด้วยภพ หรือด้วยสมภพ เกิดอัตภาพ หรือด้วยนิมิตแห่งสิ่งไรบ้าง อย่าได้คะนอง อย่าได้ประชดบดขยี้ วางศัพท์คำสอนสยอนสยายจากตำรา ยกมาเป็นรำคาญเพ้อเจ้อแก่ผู้คนเขาเลย ควรแต่ว่าจะย่อพระไตรปิฎกกว่า ๖ หมื่นกว่าหน้า ย่อลงมาเป็น ๑,๕๐๐ หน้า ด้วยอุตสาหะ แล้วจึงค่อยคิดยกคิดย้าย เอามา, เมื่อย่อลง ก็จงค่อยยก ๑ พัน ๕ ร้อยหน้านั้นมาให้อ่านเถิด จะขออ่านพิจารณาชื่นชม เข้านิยมด้วยความชื่นชอบ และจะตรวจด้วยวิริยะพยายามทุกๆตัวจด บทอักษรตามที่ได้ยกมา จะไม่ท้อถอย จะเข้าอ่านด้วยดี จะไม่ให้ด้อยค่าลงเลยแม้แต่หน่อยเดียว, แต่จงเลี่ยงลัด ชัดชื่อคน สนปฏิญาณ อย่าโอ้เอ้ทำประชด สงบลงที่ปฏิปทาวิสุทธิ์ของตัวให้เป็นทางดี ยกมาก่อน

ขออย่างเดียวเท่านั้นว่า อย่ายกมาเฉยๆ ดั่งอันธพาลจะทำนั้นเลย ซึ่งยกมายียายป้ายแต้มไว้เท่านั้น หาเหตุการณ์อะไรไม่ได้ หาปฏิญญา หาปฏิญาณตาม ตามที่ควรจะคบคุ้นคุณวิเศษตามศัพท์ไม่ได้ ไม่บอกคน ไม่บอกสถานที่ ไม่บอกแก่กำหนดวาทะ ไม่บอกภาระ ไม่บอกปฏิญาณ ไม่บอกชื่อที่เป็นอุเทศ นิเทศ หรือที่เป็นอนุทินศัพท์ หารำคาญชุ่ยใส่คนยิ่งนัก, ดูว่า หากแต่อวดอ้างจะระบายรำคาญ ก็จะไม่ว่า และหากไม่พาลเลยไปเป็นประจำ ยกเอาดุ้นนั้นดุ้นนี้ มาทั้งดุ้น มาหนักจนเกินไป ทำหนักลงจนเป็นนิสัยเสียๆ ยกคำ ยกบทยืดยาวออกจากหนังสือตำรา หรือที่ตัวเองแต่งไว้ เอามาแปะป้ายขยายออก เอาไว้รบกวนคนอยู่ไม่จบไม่สิ้น, เช่นนั้นขอให้เพลาๆลงเสียบ้าง, เพราะว่าจะได้ประโยชน์ทางพิจารณานั้น ไม่ได้ และเหลือเกิน ที่จะได้ประโยชน์ทางกำลังใจ ให้ตั้งใจดีนั้นก็ไม่ได้ ปานประดุจแต่จะให้จอกแหนเคลือบคลุมลอยน้ำเข้ามาทำรกเรื้อคูคลองทางนี้อยู่เปล่าๆ ด้วยการที่จะอวดทำอาณัติสัญญาตามเว็บไซต์อื่น ยกมาเป็นแถบๆ อื่นๆไปแบบนั้น โดยไม่คิดดูดดึงเข้าแต่ทางที่จะสร้างประโยชน์แท้ๆ

ขอให้ควร แค่การยกบทว่า นิมิตนั้นปรากฏแก่ตนเองอย่างไร? โดยสูตร โดยวินัย อภิวินัย หรือโดยอภิธรรม ข้อนี้, อีกโสตหนึ่งนั้น ว่าโดยสูตร โดยวินัย หรืออภิธรรมนั้น ข้อนั้นๆบทนั้นปรากฏแก่ตนเองเปรียบประดุจดั่งเห็นอาการ กิริยา อาณัติสัญญา หรือเปรียบเป็นนิมิตเช่นที่เห็นด้วยสิ่งไรบ้าง, ดั่งที่บรรยายกันอยู่ด้วยสาธกอันนั้น สรรแก่นิทานสันติ ซึ่งไม่หยาบยกตกชั่ว เช่นบทตัวอย่าง ดั่งที่ยกอธิบายมาให้ได้ฟังกันดังต่อไปนี้ ที่ซึ่งทุกคนควรเอาอย่าง มาให้เป็นทางเสวนาในนี้ก่อน

อนุทิน ข้อควรยกบท : เทียบตำรา
“... อรรถกถาทั้งหลายมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. จริงอยู่ นิมิตนี้มีรูป คล้ายดาวปรากฏแก่ใคร ๆ ดุจก้อนแก้วมณี และดุจก้อนแก้วมุกดา เป็นสัมผัส แข็งปรากฏแก่ใคร ๆ ดุจเมล็ดฝ้าย และดุจเสี้ยนไม้แก่น ปรากฏแก่ใคร ๆ ดุจสายสังวาลยาว ดุจพวงดอกไม้และดุจเปลวควัน ปรากฏแก่ใคร ๆ ดุจใย แมลงมุมอันกว้าง ดุจกลุ่มเมฆ ดุจดอกปทุม ดุจล้อรถ ดุจมณฑลดวงจันทร์ และดุจมณฑลดวงอาทิตย์. ก็แลนิมิตนั้น เมื่อภิกษุหลายรูปนั่งท่องพระสูตร เมื่อภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า พระสูตรนี้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายเช่นไร ภิกษุรูปหนึ่ง กล่าวว่า ปรากฏแก่ผมดุจแม่น้ำใหญ่ไหลจากภูเขา. อีกรูปหนึ่งกล่าวว่า ปรากฏ แก่ผมดุจแนวป่าแห่งหนึ่ง. รูปอื่นกล่าวว่า ปรากฏแก่ผมดุจต้นไม้มีร่มเงาเย็น สมบูรณ์ด้วยกิ่งเต็มด้วยผล. สูตรเดียวเท่านั้นปรากฏแก่ภิกษุเหล่านั้น โดย ความต่างกัน เพราะสัญญาต่างกัน. กรรมฐานเดียวเท่านั้นย่อมปรากฏโดยความ ความต่างกันเพราะสัญญาต่างกันด้วยอาการอย่างนี้ เพราะกรรมฐานนั้นเกิดแต่สัญญา มีสัญญาเป็นนิทาน มีสัญญาเป็นแดนเกิด ฉะนั้นพึงทราบว่า ย่อมปรากฏโดย ความต่างกันเพราะสัญญาต่างกัน. ...” (ฉบับ มมร ๖๙/๑๘๙/๑-๑๔)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่