คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
มีวิชาเดียวที่เป็น self study ที่นี่เรียกว่า problem base learning(pbl)
ส่วนวิชาอื่นๆก็ lecture อาจารย์มาป้อนความรู้ให้
problem base learning ถ้าจำไม่ผิดจะเรียนตอนปี 1 2 เเล้วก็ 4
เวลาเรียนจะเเบ่งเป็นกลุ่มย่อยห้องละประมาณ10 คน
มีเคส(กรณีศึกษา)มาให้ เป็นโจทย์สั้นๆ5-6บรรทัด
ถ้าตอนปี1 จะเป็นเป็นเรื่องทั่วๆไป ยังไม่ค่อยเกี่ยวกับทางเเพทย์หรือทันตะเท่าไหร่ เหมือนเพื่อให้นิสิตเข้าใจกระบวนการเรียนเเบบ pbl เฉยๆ เช่น เรื่องบุหรี่ไฟฟ้างี้ "วัยรุ่นนายA เห็นบุหรี่ไฟฟ้ากำลังฮิต เเล้วเค้าว่ากันว่าสูบเเล้วเป็นโทษน้อยกว่าปกติ เลยไปหาซื้อมาสูบบ้าง" เป็นต้น
ในโจทย์ก็ไม่ได้มีคำถามอะไร เเต่นิสิตอ่านเเล้วต้องdiscuss กันเองว่าจากโจทย์นั้นอยากรู้อะไร
(ถึงได้ชื่อว่า problem base learning เพราะเป็นการเรียนโดยมีปัญหาเป็นฐาน ไปหาความรู้เพื่อมาตอบปัญหา)
เช่น อยากรู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษน้อยกว่าบุหรี่จริงๆจริงมั้ย บุหรี่ไฟฟ้ามีกลไกการทำงานยังไง กฏหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า
จะมีอาจารย์ประจำกลุ่มคอยคุมอยู่ ถ้าที่นิสิตdiscuss กันเองยังได้ไม่ครบตามที่อ.อยากได้ อ.ก็จะคอยช่วยตบๆชี้ทางให้
เเล้วก็ให้เวลา1-2 อาทิตย์ ไปหาข้อมูล อาทิตย์ของอาทิตย์ถัดไปก็มาอภิปรายสิ่งที่ไปหามาในห้อง
โดยข้อมูลที่ไปหามาจะต้องมาจากเเหล่งที่น่าเชื่อถือ
พอปี2 เคสก็จะมีความเกี่ยวข้องกับทางเเพทย์มากขึ้น เช่น
"นางAมีอาการบลาๆ.... ก่อนหน้านี้เคยบลาๆ.....มา ไปหาหมอ หมอตรวจโดยวิธีบลาๆ...... พบว่าเป็นโรคบลาๆ....."
ก็ทำเหมือนเดิม discussกันอยากรู้อะไร
mechanismการเกิดโรค มีปัจจัยเสี่ยงอะไรที่ทำให้เป็นโรคนี้บ้าง ถ้าคนไข้ที่เป็นโรคนี้มาทำฟันกับเรามีอะไรที่เราต้องระวังบ้าง ฯลฯ
แหล่งข้อมูลก็จะซีเรียสเรื่องความน่าเชื่อถือกว่าตอนปี1มาก ต้องเป็นงานวิจัย ต้องเป็นวารสารทางการเเพทย์ (ซึ่งที่เป็นภาษาไทยมีน้อยมาก = ='')
ข้อมูลจากพันทิพย์ เว็บหาหมอดอทคอม บทความใดๆจากเว็บสุขภาพ อะไรพวกนี้ห้ามเอามาใช้อ้างอิง
พอปี4 ถ้าเข้าใจไม่ผิด รู้สึกว่า เคสจะให้มาเเต่อาการคนไข้ ไม่มีบอกละว่าคนไข้เป็นโรคอะไร ต้องไปหาเเละสรุปเอง
ซึ่งทุกเคสจะเป็นเรื่องทียังไม่เคยเรียนมาก่อน
(เเต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นmust knowสำหรับทันตเเพทย์ เดี๋ยวเค้าก็สอนซ้ำอีกทีในวิชาlectureเเหล่ะ)
สิ่งที่อ.อยากให้นิสิตได้จากการเรียนเเบบนี้ไม่ใช่เเค่ความรู้ในโรคนั้นๆ เเต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เพราะความรู้ทางการเเพทย์มันกว้างเเละเยอะมากกกกกก สอนกันไม่หวาดไม่ไหว เเถมยังมีอัพเดตใหม่เรื่อยๆ
เพื่อที่ถ้าวันหนึ่งเราทำงานไป เเล้วเจอคนไข้เป็นเบบนั้นเเบบนี้ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากที่อ.สอน เราจะได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตัวเองเป็นเเละต้องเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้วย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เเต่จริงๆ ต่อให้ยังไม่ได้เริ่มขึ้นคลินิกรักษาคนไข้ ถ้าเป็นคนที่ชอบตั้งคำถาม ชอบเรียนรู้ ก็สามารถเอาสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้ได้เเล้วนะ
อย่างเพื่อนคนนึง 5555
เหมือนคุณเธอไปได้ยินมาจากไหนไม่รู้ว่าโลมาที่คนมองว่าน่ารักๆเนี่ย จริงๆมีความดาร์กมากกว่าที่หลายคนคิด
คุณเธอก็อยากรู้ว่าจริงมั้ย ก็ไปหางานวิจัยอย่างเคร่งเครียดจริงจัง จนรู้ว่าโลมาเป็นสัตว์เพียงไม่ก็ชนิด(หรือชนิดเดียวไม่รู้ ลืมที่เล่า)นอกเหนือจากมนุษย์ที่มีความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์(ถ้าสัตว์ชนิดอื่นจะทำไปตามสัญชาตญาณ)
โลมามีข่มขืน มีช่วยตัวเอง มีเล่นยา เเล้วชั้นไปดูภาพมาเเล้วเว้ย มันทำหน้าฟินด้วยอ่ะแก
พอทำเหมือนไม่ค่อยเชื่อ จริงหรอวะ เพื่อนก็อ้างเต็มที่ เหยย มันดูเชื่อถือได้นะ เป็นresearchที่ทำโดยองค์กรนี้ๆๆ บลาๆ
คือ....... นี่แกเอาสิ่งที่อาจารย์สอนไปใช้หาอะไรพวกนี้เนี่ยนะ 5555555 อาจารย์จะต้องซาบซึ้งน้ำตาไหลกับเเกเเน่ๆ 555555
เเล้วหลายเดือนต่อมา......ก็เปิดไปเจอสารคดีเกี่ยวกับโลมาทางทีวีโดยบังเอิญ
เออ ที่เพื่อนบอกมาจริงด้วยว่ะ เรื่องเล่นยา
เเต่ในสารคดีที่ทำเพื่อให้ทุกเพศทุกวัยยันลูกเล็กเด็กเเดงดูได้ เค้าก็จะเล่าเรื่องโดยผ่านฟิลเตอร์มุ้งมิ้งทุ่งลาเวนเดอร์
เล่าว่าเหล่าฝูงโลมากำลังมีความสุขกับการใช้ปลาปั๊กเป๋าเป็นเหมือนเพื่อนเล่น เป็นลูกบอล โหม่งกันไปมาให้ปั๊กเป้าพองตัว ซึ่งมันจะปล่อยสารเเห่งความสุขออกมาทำให้เหล่าโลมาดื่มด่ำกับความสุข (feeling ช่างแตกต่างกับที่เพื่อนเล่าให้ฟังเหลือเกิน........)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ เเต่.....เอาจริงๆ เอาเพื่อนมาเผาเเบบนี้ ตัวพี่เองก็ไม่ได้ต่างกัน
คงต้องใช้คำว่าสันดานเดียวกันเลยคบกันได้ 555
คือนี่เป็นสาววาย ชอบอ่านวาย เเล้วอยากรู้ว่าที่ผู้ชายกับผู้ชายมีอะไรกันทางประตูหลังเเล้วมันฟินได้จริงมั้ย
เอออ จริงๆเเล้วที่เค้าเรียกกันว่า g sport เนี่ยมันก็เเค่เป็นจุดที่nerveมารวมกันเยอะเฉยๆเนอะ
ซึ่งเรื่อระบบสืบพันธ์ อ.เค้าก็สอนเเล้วเเหล่ะ เเต่ไม่ได้ลงลึกเรื่องทางเพศขนาดนี้
ส่วนวิชาอื่นๆก็ lecture อาจารย์มาป้อนความรู้ให้
problem base learning ถ้าจำไม่ผิดจะเรียนตอนปี 1 2 เเล้วก็ 4
เวลาเรียนจะเเบ่งเป็นกลุ่มย่อยห้องละประมาณ10 คน
มีเคส(กรณีศึกษา)มาให้ เป็นโจทย์สั้นๆ5-6บรรทัด
ถ้าตอนปี1 จะเป็นเป็นเรื่องทั่วๆไป ยังไม่ค่อยเกี่ยวกับทางเเพทย์หรือทันตะเท่าไหร่ เหมือนเพื่อให้นิสิตเข้าใจกระบวนการเรียนเเบบ pbl เฉยๆ เช่น เรื่องบุหรี่ไฟฟ้างี้ "วัยรุ่นนายA เห็นบุหรี่ไฟฟ้ากำลังฮิต เเล้วเค้าว่ากันว่าสูบเเล้วเป็นโทษน้อยกว่าปกติ เลยไปหาซื้อมาสูบบ้าง" เป็นต้น
ในโจทย์ก็ไม่ได้มีคำถามอะไร เเต่นิสิตอ่านเเล้วต้องdiscuss กันเองว่าจากโจทย์นั้นอยากรู้อะไร
(ถึงได้ชื่อว่า problem base learning เพราะเป็นการเรียนโดยมีปัญหาเป็นฐาน ไปหาความรู้เพื่อมาตอบปัญหา)
เช่น อยากรู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีโทษน้อยกว่าบุหรี่จริงๆจริงมั้ย บุหรี่ไฟฟ้ามีกลไกการทำงานยังไง กฏหมายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า
จะมีอาจารย์ประจำกลุ่มคอยคุมอยู่ ถ้าที่นิสิตdiscuss กันเองยังได้ไม่ครบตามที่อ.อยากได้ อ.ก็จะคอยช่วยตบๆชี้ทางให้
เเล้วก็ให้เวลา1-2 อาทิตย์ ไปหาข้อมูล อาทิตย์ของอาทิตย์ถัดไปก็มาอภิปรายสิ่งที่ไปหามาในห้อง
โดยข้อมูลที่ไปหามาจะต้องมาจากเเหล่งที่น่าเชื่อถือ
พอปี2 เคสก็จะมีความเกี่ยวข้องกับทางเเพทย์มากขึ้น เช่น
"นางAมีอาการบลาๆ.... ก่อนหน้านี้เคยบลาๆ.....มา ไปหาหมอ หมอตรวจโดยวิธีบลาๆ...... พบว่าเป็นโรคบลาๆ....."
ก็ทำเหมือนเดิม discussกันอยากรู้อะไร
mechanismการเกิดโรค มีปัจจัยเสี่ยงอะไรที่ทำให้เป็นโรคนี้บ้าง ถ้าคนไข้ที่เป็นโรคนี้มาทำฟันกับเรามีอะไรที่เราต้องระวังบ้าง ฯลฯ
แหล่งข้อมูลก็จะซีเรียสเรื่องความน่าเชื่อถือกว่าตอนปี1มาก ต้องเป็นงานวิจัย ต้องเป็นวารสารทางการเเพทย์ (ซึ่งที่เป็นภาษาไทยมีน้อยมาก = ='')
ข้อมูลจากพันทิพย์ เว็บหาหมอดอทคอม บทความใดๆจากเว็บสุขภาพ อะไรพวกนี้ห้ามเอามาใช้อ้างอิง
พอปี4 ถ้าเข้าใจไม่ผิด รู้สึกว่า เคสจะให้มาเเต่อาการคนไข้ ไม่มีบอกละว่าคนไข้เป็นโรคอะไร ต้องไปหาเเละสรุปเอง
ซึ่งทุกเคสจะเป็นเรื่องทียังไม่เคยเรียนมาก่อน
(เเต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นmust knowสำหรับทันตเเพทย์ เดี๋ยวเค้าก็สอนซ้ำอีกทีในวิชาlectureเเหล่ะ)
สิ่งที่อ.อยากให้นิสิตได้จากการเรียนเเบบนี้ไม่ใช่เเค่ความรู้ในโรคนั้นๆ เเต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เพราะความรู้ทางการเเพทย์มันกว้างเเละเยอะมากกกกกก สอนกันไม่หวาดไม่ไหว เเถมยังมีอัพเดตใหม่เรื่อยๆ
เพื่อที่ถ้าวันหนึ่งเราทำงานไป เเล้วเจอคนไข้เป็นเบบนั้นเเบบนี้ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากที่อ.สอน เราจะได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตัวเองเป็นเเละต้องเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้วย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เเต่จริงๆ ต่อให้ยังไม่ได้เริ่มขึ้นคลินิกรักษาคนไข้ ถ้าเป็นคนที่ชอบตั้งคำถาม ชอบเรียนรู้ ก็สามารถเอาสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้ได้เเล้วนะ
อย่างเพื่อนคนนึง 5555
เหมือนคุณเธอไปได้ยินมาจากไหนไม่รู้ว่าโลมาที่คนมองว่าน่ารักๆเนี่ย จริงๆมีความดาร์กมากกว่าที่หลายคนคิด
คุณเธอก็อยากรู้ว่าจริงมั้ย ก็ไปหางานวิจัยอย่างเคร่งเครียดจริงจัง จนรู้ว่าโลมาเป็นสัตว์เพียงไม่ก็ชนิด(หรือชนิดเดียวไม่รู้ ลืมที่เล่า)นอกเหนือจากมนุษย์ที่มีความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์(ถ้าสัตว์ชนิดอื่นจะทำไปตามสัญชาตญาณ)
โลมามีข่มขืน มีช่วยตัวเอง มีเล่นยา เเล้วชั้นไปดูภาพมาเเล้วเว้ย มันทำหน้าฟินด้วยอ่ะแก
พอทำเหมือนไม่ค่อยเชื่อ จริงหรอวะ เพื่อนก็อ้างเต็มที่ เหยย มันดูเชื่อถือได้นะ เป็นresearchที่ทำโดยองค์กรนี้ๆๆ บลาๆ
คือ....... นี่แกเอาสิ่งที่อาจารย์สอนไปใช้หาอะไรพวกนี้เนี่ยนะ 5555555 อาจารย์จะต้องซาบซึ้งน้ำตาไหลกับเเกเเน่ๆ 555555
เเล้วหลายเดือนต่อมา......ก็เปิดไปเจอสารคดีเกี่ยวกับโลมาทางทีวีโดยบังเอิญ
เออ ที่เพื่อนบอกมาจริงด้วยว่ะ เรื่องเล่นยา
เเต่ในสารคดีที่ทำเพื่อให้ทุกเพศทุกวัยยันลูกเล็กเด็กเเดงดูได้ เค้าก็จะเล่าเรื่องโดยผ่านฟิลเตอร์มุ้งมิ้งทุ่งลาเวนเดอร์
เล่าว่าเหล่าฝูงโลมากำลังมีความสุขกับการใช้ปลาปั๊กเป๋าเป็นเหมือนเพื่อนเล่น เป็นลูกบอล โหม่งกันไปมาให้ปั๊กเป้าพองตัว ซึ่งมันจะปล่อยสารเเห่งความสุขออกมาทำให้เหล่าโลมาดื่มด่ำกับความสุข (feeling ช่างแตกต่างกับที่เพื่อนเล่าให้ฟังเหลือเกิน........)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ เเต่.....เอาจริงๆ เอาเพื่อนมาเผาเเบบนี้ ตัวพี่เองก็ไม่ได้ต่างกัน
คงต้องใช้คำว่าสันดานเดียวกันเลยคบกันได้ 555
คือนี่เป็นสาววาย ชอบอ่านวาย เเล้วอยากรู้ว่าที่ผู้ชายกับผู้ชายมีอะไรกันทางประตูหลังเเล้วมันฟินได้จริงมั้ย
เอออ จริงๆเเล้วที่เค้าเรียกกันว่า g sport เนี่ยมันก็เเค่เป็นจุดที่nerveมารวมกันเยอะเฉยๆเนอะ
ซึ่งเรื่อระบบสืบพันธ์ อ.เค้าก็สอนเเล้วเเหล่ะ เเต่ไม่ได้ลงลึกเรื่องทางเพศขนาดนี้
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
แอดมิชชั่น
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัย
คณะทันตแพทยศาสตร์
การเรียน
ทันตะจุฬาเป็นการเรียนแบบ self study ไหมคะ?
อยากรู้ว่าที่คณะทันตะจุฬา เค้าเป็นการเรียนแบบ self study หรือเปล่า? เคยได้ยินมาว่าคณะแพทย์จุฬาเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้เราไม่แน่ใจค่ะว่าคณะทันตะจุฬาเป็นเหมือนกันไหม
วอนผู้รู้มาตอบทีนะคะ ถ้าเป็น self study จริง แล้วมันเป็นการเรียนยังไงหรอคะ? เรารู้สึกหลงทาง