มีลูก จงส่งลูกเรียน “วิชาการเงิน”

กระทู้สนทนา
มีลูก จงส่งลูกเรียน “วิชาการเงิน”
เราพึ่งรู้ความจริงข้อนี้ ก็เมื่อได้เริ่มต้นชีวิตทำงานจริงๆ ค่ะ

แต่เดิมที่เคยเห็นกันมา ในสังคมไทย พ่อแม่มักจะอยากให้ลูกตั้งใจเรียนแต่เด็ก
และเมื่อถึงเวลาก็อยากให้เข้าเรียนระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย
อยากให้เป็น หมอ วิศวะ สถาปัตย์ ฯลฯ ซึ่งเป็นงานสาย “วิชาชีพ”
นั่นก็คือ พ่อแม่คนไทย อยากให้เป็นอาชีพ สาย “มนุษย์เงินเดือน” ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ (Specialist)
เป็นที่ปรึกษา (Consultant)
ซึ่งทั้งหมดทั้งปวง ได้รายได้ประจำจากเงินเดือน อาจมีได้ top-up บ้างจากงานพิเศษต่างๆ
แต่ทั้งหมดเป็นงานที่ ได้ตามแรงและเวลาที่ลงไป เปรียบเสมือน กรรมกร ที่ได้ค่าตอบแทน จากหยาดเหงื่อแรงงาน ที่หว่านลงไป

ซึ่งอาชีพแนวนี้ ฟังดูมั่นคง มีความรู้ มีเกียรติ ฯลฯ
นั่นคือสิ่งที่เราเข้าใจกันว่าเป็นเช่นนั้น
แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่เราได้ มันคุ้มกับสิ่งที่เราทำจริงหรือ

ในขณะที่ทุกคนบอกว่าอาชีพผู้เชี่ยวชาญ มีความสำคัญ
แต่สิ่งที่พวกเราได้ ทำไมถึงน้อย ทำไมถึงด้อยกว่าคนอื่นเขา

ให้คุณทำงานจนเป็นยอดของสายอาชีพคุณ หรือต่อลงมาให้หน่อยก็เป็นคนที่ทำงานได้ เหนือ mean รายได้เฉลี่ยของวิชาชีพคุณ
ให้คุณได้รายได้เดือนละแสนถึงสองแสน
... คุณซื้อรถยุโรปได้ไหม (ป้ายแดง ไม่เอามือสองค้างปีค้างชาติ)
... คุณซื้อคอนโดสุขุมวิทซอยต้นๆ ได้ไหม
... คุณพาครอบครัวไปเที่ยวเมืองนอก ปีละครั้งสองครั้งได้หรือไม่
... คุณกล้ามีลูกมั้ย แล้วคุณคิดว่าลูกคุณจะได้ของเล่น ทัดเทียมในสิ่งที่ลูกของอื่นได้กันหรือ

หรือคุณคิดว่าเรื่องพวกนี้มันฟุ่มเฟือย เกินกำลัง พนักงานเงินเดือน “ชนชั้นกลาง”
แต่ขอโทษค่ะ มนุษย์เงินเดือนประเทศอื่น เขาได้ในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ทั้งที่เราและเขามีทุกอย่างเหมือนกัน ทำงานชั่วโมงเท่ากัน
เผลอๆ เอามาจับแข่งสอบวิชาการเราอาจจะชนะด้วยซ้ำ

ไหนสังคมถึงบอกว่าอาชีพพวกเราสำคัญล่ะคะ?
สังคมก็แค่ให้ “กล่อง” พวกเรามา แต่กด “เงิน” เราจนมิดเท้า
เป็นหมอ มันมีเกียรติได้รักษาคน จงเสียสละต่อเถิด
เป็นวิศวกร เป็นฟันเฟืองของบริษัทให้เดินต่อ จงอดทนต่อเถิด

ในขณะที่อาชีพที่เป็นคน “ปฏิบัติ” ที่เชี่ยวชาญจริงๆ ได้ค่าตอบแทนประมาณหนึ่ง
แต่การที่ได้คุมอยู่จากเบื้องหลังนั้น กลับได้ค่าตอบแทนมหาศาล
ตัวเราเป็นหมอและทำงานได้เงินหลักหมื่น
แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับเพื่อนของเราบางคนที่เป็น trader หรือ investor ที่พูดกันถึงกระแสเงินหลักแสนหรือล้าน
ถึงจะเสี่ยงมากก็จริง แต่ก็ยังมีความรู้ เพื่อผ่อนความเสี่ยงเหล่านั้น
เราจึงเห็นว่าวิชา “การเงิน” คือสิ่งที่ควรให้ลูกของพวกเราเรียนที่สุดในยุคของพวกเขา (เพราะมันก็ผ่านพ้นวัยเรียนของเราไปแล้ว)
และมันก็ไปไกลกว่าการที่คุณไปซื้อหนังสือมาเล่มสองเล่มแล้วสถาปนาตัวเป็นนักลงทุนมากนัก

ถ้าพวกคุณยังมองภาพไม่ออก คุณลองมองดูสิ่งต่างๆ รอบตัวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมาไม่กี่ปีนี้
กระแสการต่อต้านการเป็นลูกจ้างประจำ การเพิ่มขึ้นของฟรีแลนซ์ การผุดของกิจการเล็กๆ ของคนหนุ่มสาวประเภท ร้านกาแฟ ฟู๊ดทรัก ฯลฯ
(แต่ก็ยอมรับว่ามันเป็นกระแสเกินไป ไปตามๆ กัน ไม่มีจุดขายก็เจ๊งกันหมด)
รวมไปถึงชั้นวางหนังสือขายดีที่เต็มไปด้วยหนังสือหุ้นและการลงทุน ทั้งเทคนิกหรือวีไอ
ทุกอย่างผุดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก
มันเป็นเสียงประท้วงมาตลอดว่า อาชีพที่สร้าง productivity ให้กับสังคม หรืออาชีพที่ค้ำยันสังคม
กลับไม่ได้สามารถมีรายได้ตามที่สมควรจะเป็น

มีคนเยอะมากที่เป็นพนักงานประจำ ทั้งที่เรียนตรี โท เอก สายอาชีพตัวเองสิบๆ ปี แล้วสุดท้ายผันตัวลาออกไปเป็นนักลงทุน
ทิ้งวิชาที่เค้าว่ามีค่า ไม่ได้ใช้อีก
ยังไม่รวมคนที่ลงทุนแต่ยังไม่ลาออกจากงาน เพราะอาจยังไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่มั่นใจ
แต่เชื่อว่าจะสำเร็จหรือมีแนวโน้มสำเร็จ ลาออกแน่นอนค่ะ เพราะเราก็จะออกเหมือนกันถ้าสำเร็จในการลงทุน

มันก็เหมือนจะตกผลึกได้ส่วนหนึ่งว่า ถ้าคุณจะมีลูก
ถ้าลูกคุณอยากได้กล่อง ให้เลือกวิชาที่สร้าง productivity
แต่ถ้าลูกคุณอยากได้เงิน ก็ต้องเลือกวิชาการเงินค่ะ
บางทีโลกนี้เราก็ต้องเลือก และเราคงไม่ได้ทุกอย่าง
แต่อย่างน้อยเราก็ควรรู้ว่ามีตัวเลือกอะไรบ้าง
และถ้าเราย้อนกลับไปได้ เราก็อยากลองดูค่ะ

ขอบคุณค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่