สอง เดือนสี่ ปีสองพันห้าร้อยหกสิบเอ็ด
อากาศช่วงนี้ไม่ค่อยเหมือนจะเข้าสู่ฤดูร้อนสักเท่าไหร่ เหมือนจะเข้าสู่ฤดูฝนซะมากกว่า
เพราะมันมืด เหมือนฝนจะตกทุกวัน แถมเช้ามาก็อากาศเย็น ไม่ร้อนสักนิดเดียว
พักหลังมานี้ตั้งแต่ฉันอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ฉันเหมือนจะรับรู้และสนใจสภาพอากาศมากขึ้น
จากที่เมื่อก่อนก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน ไม่มีเห็นเดือนเห็นตะวันกับใครเขาหรอก
แถมอากาศข้างนอกเป็นยังไงก็ไม่ค่อยทราบเพราะอยู่แต่ห้องแอร์ เย็นและหนาวเท่านั้นที่สัมผัสได้
การอยู่กับธรรมชาติ มันช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลไปได้มาก
เมื่อก่อนฉันเป็นคนที่คิดมาก เก็บทุกความผิดพลาดของตัวเองมาคิดย้ำๆ ซ้ำๆ จนความคิดสร้างสรรค์ไม่โผล่มาให้เห็น
ต่างกับตอนนี้ อยู่บ้านนอก ความคิด ไอเดียใหม่ๆ มีมาเยอะมาก
แต่ไอเดียจะดีกว่านี้ถ้าเราลงมือทำ
ในเช้าวันหนึ่งระหว่างที่ฉันกำลังคุยฟุ้งให้แม่ฟังว่า ถึงการบริหารเงินที่ได้ฟังมาว่าเป็นอย่างไร
แม่ก็ทำหน้านิ่งๆ แล้วพูดเสียงเรียบว่า จะดียังไงก็แล้วแต่ถ้าเราไม่ลงมือทำก็เท่านั้น
ยอมรับเลยว่าเป็นคนชอบมโนถึงความสำเร็จก่อนจะลงมือทำบ่อยมาก แล้วพอเราทำจริงๆ มันไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ท้อ
พาลจะเลิกทำเอาดื้อๆ นี่แหละเราถึงเป็นได้แค่นี้ไม่พัฒนาไปไหนสักที
วันนี้คุณลุงกลับจากราชการมาหาที่บ้าน บอกจะเอาดินปลูกมาลงให้ เพื่อให้แยกต้นอ่อน อะโวคาโด ลงถุงดำสักที
หลังจากที่ฝังในทรายไว้ และตอนนี้มันกำลังแข่งกันแตกต้นอ่อนเลยทีเดียว
ต้นไม้ก็เหมือนคน ถ้าธาตุทั้งสี่สมดุล มันก็จะเจริญเติบโตเต็มที่
ธาตุที่ว่าคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นคือดินปลูกพอเหมาะ น้ำพอดี อากาศถ่ายเท และแสงกำลังดี นั่นเอง
ส่วนคนธาตุทั้งสี่ที่อยู่ทั้งในตัวเราและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า ก็จะทำให้เราเครียด เจ็บป่วย ทรุดโทรม แก่ง่าย และตายเร็ว ในที่สุด
ทุกวันนี้ถึงแม้จะไม่ได้ตังค์จากการทำสวน ปลูกต้น ไม้ ดูแลพืชผัก แต่ฉันว่าสวนสอนอะไรฉันหลายอย่างมาก
ต้องขอบคุณงานหนักที่ทำให้คิดอะไรเองได้เยอะมาก อายุขนาดนี้แล้วทำไมเพิ่งคิดอะไรแบบนี้ได้ก็ไม่รู้เนอะ
วันนี้สิ่งที่ฉันพยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนตัวเองคือ เปลี่ยนให้ตัวเองเลิกจดจ่อกับความคิดที่ว่างเปล่า
พูดง่ายๆก็คือ ฉันมักจะเหม่อลอยได้ทุกเวลา ทั้งตอนขับรถ ตอนทำงาน หรือแม้แต่ตอนที่กำลังพิมพ์นี้
ถ้าหยุดและคิด บางทีก็ไม่ได้มีอะไรในหัวเลย นอกจากความว่างเปล่า
ฉันรู้ว่ามันไม่เป็นเรื่องดีกับตัวฉันเลย เวลาขับรถอาจไม่ปลอดภัย เวลาทำงานก็ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพ
แต่ฉันติดนิสัยนี้มาตั้งแต่ตอนที่ต้องนั่งรถเมล์ใน กรุงเทพแล้วรถติดร่วมสามชั่วโมง ในเกือบทุกวัน
ความที่ฉันไม่ชอบฟังเพลง ไม่ชอบคุยโทรศัพท์ และไม่ค่อยเล่นโทรศัพท์เพราะจะเมารถ
มันเลยทำให้ฉันกลายเป็นคนที่นิ่งเป็นต้องเหม่อแบบนี้แหละ
มันแก้ไขได้ยากจริงๆทุกท่าน เพราะความเคยชินนี้มันฝังแน่นในนิสัยกลายเป็นจิตใต้สำนึกของฉันไปแล้ว
สิ่งที่ฉันทำคือ ทุกครั้งที่ความคิดเริ่มหลุดลอยไปไกล ฉันจะรีบดึงตัวเองกลับมา แล้วถามตัวเองว่าฉันทำอะไรอยู่
แล้วจะหันไปมองคนรอบข้าง หรืออย่างอื่น ให้ความคิดมันกลับมาอยู่ตรงหน้าก่อน
ตอนนี้ขับรถไม่ค่อยเป็นแล้ว แต่ตอนอยู่นิ่งๆ มีเข้ามาบ้าง
เค้าเรียกว่า คนไม่มีสติใช่ไหม?
ความจริงวันนี้อยากเล่าเรื่องการเป็นตัวแทนสินค้ากระแสที่เราเห็นตามหน้าเฟซ
แต่ขอให้ปัญหาที่ฉันเจอเบาบางไปก่อน ขืนเล่าตอนนี้จะเป็นการบ่น และบ่น จนไม่ได้สาระอะไร
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้อ่านคอมเม้นท์ของทุกท่านเช่นกัน
ร้อยวันที่ฉันเปลี่ยน วันที่สิบสาม
อากาศช่วงนี้ไม่ค่อยเหมือนจะเข้าสู่ฤดูร้อนสักเท่าไหร่ เหมือนจะเข้าสู่ฤดูฝนซะมากกว่า
เพราะมันมืด เหมือนฝนจะตกทุกวัน แถมเช้ามาก็อากาศเย็น ไม่ร้อนสักนิดเดียว
พักหลังมานี้ตั้งแต่ฉันอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ฉันเหมือนจะรับรู้และสนใจสภาพอากาศมากขึ้น
จากที่เมื่อก่อนก้มหน้าก้มตาทำแต่งาน ไม่มีเห็นเดือนเห็นตะวันกับใครเขาหรอก
แถมอากาศข้างนอกเป็นยังไงก็ไม่ค่อยทราบเพราะอยู่แต่ห้องแอร์ เย็นและหนาวเท่านั้นที่สัมผัสได้
การอยู่กับธรรมชาติ มันช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลไปได้มาก
เมื่อก่อนฉันเป็นคนที่คิดมาก เก็บทุกความผิดพลาดของตัวเองมาคิดย้ำๆ ซ้ำๆ จนความคิดสร้างสรรค์ไม่โผล่มาให้เห็น
ต่างกับตอนนี้ อยู่บ้านนอก ความคิด ไอเดียใหม่ๆ มีมาเยอะมาก
แต่ไอเดียจะดีกว่านี้ถ้าเราลงมือทำ
ในเช้าวันหนึ่งระหว่างที่ฉันกำลังคุยฟุ้งให้แม่ฟังว่า ถึงการบริหารเงินที่ได้ฟังมาว่าเป็นอย่างไร
แม่ก็ทำหน้านิ่งๆ แล้วพูดเสียงเรียบว่า จะดียังไงก็แล้วแต่ถ้าเราไม่ลงมือทำก็เท่านั้น
ยอมรับเลยว่าเป็นคนชอบมโนถึงความสำเร็จก่อนจะลงมือทำบ่อยมาก แล้วพอเราทำจริงๆ มันไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ท้อ
พาลจะเลิกทำเอาดื้อๆ นี่แหละเราถึงเป็นได้แค่นี้ไม่พัฒนาไปไหนสักที
วันนี้คุณลุงกลับจากราชการมาหาที่บ้าน บอกจะเอาดินปลูกมาลงให้ เพื่อให้แยกต้นอ่อน อะโวคาโด ลงถุงดำสักที
หลังจากที่ฝังในทรายไว้ และตอนนี้มันกำลังแข่งกันแตกต้นอ่อนเลยทีเดียว
ต้นไม้ก็เหมือนคน ถ้าธาตุทั้งสี่สมดุล มันก็จะเจริญเติบโตเต็มที่
ธาตุที่ว่าคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นคือดินปลูกพอเหมาะ น้ำพอดี อากาศถ่ายเท และแสงกำลังดี นั่นเอง
ส่วนคนธาตุทั้งสี่ที่อยู่ทั้งในตัวเราและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า ก็จะทำให้เราเครียด เจ็บป่วย ทรุดโทรม แก่ง่าย และตายเร็ว ในที่สุด
ทุกวันนี้ถึงแม้จะไม่ได้ตังค์จากการทำสวน ปลูกต้น ไม้ ดูแลพืชผัก แต่ฉันว่าสวนสอนอะไรฉันหลายอย่างมาก
ต้องขอบคุณงานหนักที่ทำให้คิดอะไรเองได้เยอะมาก อายุขนาดนี้แล้วทำไมเพิ่งคิดอะไรแบบนี้ได้ก็ไม่รู้เนอะ
วันนี้สิ่งที่ฉันพยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนตัวเองคือ เปลี่ยนให้ตัวเองเลิกจดจ่อกับความคิดที่ว่างเปล่า
พูดง่ายๆก็คือ ฉันมักจะเหม่อลอยได้ทุกเวลา ทั้งตอนขับรถ ตอนทำงาน หรือแม้แต่ตอนที่กำลังพิมพ์นี้
ถ้าหยุดและคิด บางทีก็ไม่ได้มีอะไรในหัวเลย นอกจากความว่างเปล่า
ฉันรู้ว่ามันไม่เป็นเรื่องดีกับตัวฉันเลย เวลาขับรถอาจไม่ปลอดภัย เวลาทำงานก็ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพ
แต่ฉันติดนิสัยนี้มาตั้งแต่ตอนที่ต้องนั่งรถเมล์ใน กรุงเทพแล้วรถติดร่วมสามชั่วโมง ในเกือบทุกวัน
ความที่ฉันไม่ชอบฟังเพลง ไม่ชอบคุยโทรศัพท์ และไม่ค่อยเล่นโทรศัพท์เพราะจะเมารถ
มันเลยทำให้ฉันกลายเป็นคนที่นิ่งเป็นต้องเหม่อแบบนี้แหละ
มันแก้ไขได้ยากจริงๆทุกท่าน เพราะความเคยชินนี้มันฝังแน่นในนิสัยกลายเป็นจิตใต้สำนึกของฉันไปแล้ว
สิ่งที่ฉันทำคือ ทุกครั้งที่ความคิดเริ่มหลุดลอยไปไกล ฉันจะรีบดึงตัวเองกลับมา แล้วถามตัวเองว่าฉันทำอะไรอยู่
แล้วจะหันไปมองคนรอบข้าง หรืออย่างอื่น ให้ความคิดมันกลับมาอยู่ตรงหน้าก่อน
ตอนนี้ขับรถไม่ค่อยเป็นแล้ว แต่ตอนอยู่นิ่งๆ มีเข้ามาบ้าง
เค้าเรียกว่า คนไม่มีสติใช่ไหม?
ความจริงวันนี้อยากเล่าเรื่องการเป็นตัวแทนสินค้ากระแสที่เราเห็นตามหน้าเฟซ
แต่ขอให้ปัญหาที่ฉันเจอเบาบางไปก่อน ขืนเล่าตอนนี้จะเป็นการบ่น และบ่น จนไม่ได้สาระอะไร
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้อ่านคอมเม้นท์ของทุกท่านเช่นกัน