ห้องเพลง**คนรากหญ้า**พักยกการเมือง มุมเสียงเพลง มุมนี้ไม่มีสีไม่มีกลุ่ม มีแต่เสียงเพลง 1/4/2561- ที่มา April Fool's Day

กระทู้คำถาม


ดอกไม้หัวใจสวัสดีครับอมยิ้ม17 สมาชิกห้องเพลงทุกๆท่าน วันนี้วันอาทิตย์ MC แอ๊ด (WANG JIE หรือ ชื่อดั้งเดิม "พฤษภเสารี" สมาชิกเก่าห้อง รดน.ช่วงปี 2546-2550) ประจำการครับ ^^

วันนี้ ขึ้นวันที่ 1 ของเดือนใหม่ เมษายน มีประเพณีปฏิบัติแปลกๆซึ่งทำกันหลายประเทศ จนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า April Fool's Day หรือบ้านเราเรียกกันว่า "เมษาหน้าโง่" นั่นเอง จำเพาะวันที่ 1 เมษายน วันเดียวเท่านั้น เราจะคุยกันเรื่องนี้ครับว่ามันมีที่มายังไง...


April Fool's Day หรือ "วันโกหกโลก" เฉลิมฉลองในหลายประเทศในวันที่ 1 เมษายนของทุกปี โดยผู้คนจะเล่นมุกตลกและเรื่องหลอกลวงต่อกัน มุกตลกและคนที่ถูกหลอกจะเรียกว่าเป็น "คนโง่เดือนเมษา" ตามสำนักพิมพ์หรือสื่อต่าง ๆ อาจรายงานเรื่องหลอกลวงในวันนี้ และออกมาเฉลยในวันต่อมา วันนี้ไม่ใช่วันหยุดราชการ เริ่มเป็นที่นิยมตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะในแคนาดา ยุโรป ออสเตรเลีย บราซิล และสหรัฐอเมริกา

ต้นกำเนิดของวันเมษาหน้าโง่ มี เทศกาลฮิลาเรีย ของโรมัน ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม และ เทศกาลคนโง่ ในสมัยกลาง จัดขึ้นวันที่ 28 ธันวาคม และยังคงเป็นวันซึ่งมีการเล่นตลกอยู่ในประเทศที่พูดภาษาสเปน

ใน ตำนานแคนเตอร์บรี ของชอเซอร์ "ตำนานของแม่ชีของพระ" (Nun's Priest's Tale) ซึ่งเรื่องมีขึ้น มีคำกล่าวว่า "Syn March bigan thritty dayes and two" นักวิชาการสมัยใหม่เชื่อว่ามีความผิดพลาดในการทำสำเนาในเอกสารเขียนต้นฉบับเท่าที่มีอยู่ และชอเซอร์แท้จริงแล้วเขียนว่า "Syn March was gon" ดังนั้น วลีนี้เดิมจึงหมายถึง 32 วันหลังเดือนเมษายน คือ 2 พฤษภาคม วันครบรอบการหมั้นระหว่างพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษกับแอนน์แห่งโบฮีเมีย สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ ซึ่งเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1564 ผู้อ่านกลับเข้าใจผิดว่าวลีนี้หมายถึง "32 มีนาคม" หรือ 1 เมษายน ในตำนานของชอเซอร์ ไก่ตัวผู้ที่หลงตัวเอง ถูกสุนัขจิ้งจอกตบตา

ตำนานแคนเตอร์เบอรี (The Canterbury Tales) เป็นวรรณกรรมที่เขียนโดย เจฟฟรีย์ ชอเซอร์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นเรื่องย่อที่รวบรวมกันเป็นหนังสือ (สองเล่มเป็นร้อยแก้ว อีกยี่สิบสองเล่มเป็นร้อยกรอง) ที่เป็นตำนานที่เล่าโดยนักแสวงบุญแต่ละคนจากซัทเธิร์ค (Southwark) ในลอนดอนที่เดินทางกันไปแสวงบุญที่ชาเปลของนักบุญทอมัส เบ็คเค็ทที่มหาวิหารแคนเตอร์บรี ตำนานแคนเตอร์เบอรีเขียนเป็นภาษาอังกฤษกลาง เรื่องราวต่างถือกันว่าเป็นหนึ่งในมหาวรรณกรรม (magnum opus) ที่ได้รับอิทธิพลมาจาก “ตำนานสิบราตรี” (The Decameron) ที่เขียนโดยกวีชาวอิตาลี จิโอวานนิ โบคคาชโช ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ที่กล่าวกันว่าชอเซอร์ได้อ่านเมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในอิตาลีก่อนหน้านั้น แต่ผู้ที่เล่าเรื่องในตำนานของชอเซอร์เป็น “มนุษย์เดินดิน” แทนที่จะเป็นเรื่องของชนชั้นขุนนางเช่นใน “ตำนานสิบราตรี” ของโบคคาชโช




เรื่องโดยย่อของตำนานแคนเตอร์บรี คือ ในวันหนึ่งในเดือนเมษายน กลุ่มนักแสวงบุญพบปะกันหน้าโรงแรมทาบาร์ดไม่ไกลจากลอนดอนพร้อมกับเจ้าของโรงแรม เพื่อจะเดินทางจากลอนดอนไปยังแคนเตอร์เบอรีเพื่อจะไปสักการะหลุมศพของนักบุญทอมัส เบ็คเค็ทที่มหาวิหารแคนเตอร์เบอรี ชอเซอร์บรรยายสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มอย่างละเอียดที่มาจากชนชั้นต่างๆ ทั้งชนชั้นสูง ชั้นกลาง และชั้นต่ำ ที่มีอาชีพต่างๆ กัน ทั้งนักบวช แม่ชี คนเรือ คนสีข้าว ช่างไม้ เจ้าหน้าที่ ผู้ดีท้องถิ่น อัศวิน และอื่นๆ แฮรี เบลลีย์เจ้าของโรงแรมเสนอให้ทุกคนในกลุ่มเล่าเรื่องของตนเองระหว่างการเดินทาง ซึ่งก็เป็นที่ตกลงกันว่าแต่ละคนเล่าเรื่องคนละสี่เรื่อง สองเรื่องขาไป และอีกสองเรื่องขากลับ ผู้ที่เล่าเรื่องที่น่าฟังที่สุดที่ตัดสินโดยเบลลีย์ก็จะได้กินอาหารฟรี โดยสมาชิกช่วยกันจ่ายให้ ผู้เล่าเรื่องคนแรกคือขุนนาง เรื่องแต่ละเรื่องก็สะท้อนให้เห็นถึงฐานะทางสังคมของผู้เล่า หรือบางเรื่องก็เป็นเรื่องที่เล่าขึ้นเพื่อเสียดสีผู้อื่นในกลุ่ม แต่ในตอนจบก็ไม่มีเรื่องใดที่ได้รับเลือกว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด และนักแสวงบุญก็ไม่ได้เล่าเรื่องกันทุกคน ในบทสุดท้ายชอเซอร์ก็กล่าวขอขมาถ้าเรื่องราวที่เล่าไปก้าวก่ายผู้ใด

ส่วน ตำนานสิบราตรี (The Decameron อิตาลีเรียกว่า Il Decamerone) เป็นจุลนวนิยาย (novella) ร้อยเรื่องที่เขียนโดย โจวันนี บอกกัชโช นักประพันธ์ชาวอิตาลี ที่อาจจะเริ่มราวปี ค.ศ. 1350 และจบลงในปี ค.ศ. 1353 “ตำนานสิบราตรี” เป็นหนังสือที่เขียนเป็นอุปมานิทัศน์ที่เป็นเรื่องราวของความรักแบบต่างๆ ตั้งแต่รักที่ยั่วยวนไปจนถึงรักที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรม บางท่านก็เชื่อว่าบางส่วนของหนังสือได้รับอิทธิพลมาจาก “ตำราแห่งความรัก” (The Book of Good Love) โดย Juan Ruiz

“ตำนานสิบราตรี” เป็นหนังสือที่เขียนโดยใช้โครงสร้างแบบที่เรียกว่า “Frame Narrative” และถือกันว่าเป็นนวนิยายเล่มแรก ที่เขียนเสร็จโดยโจวันนี บอกกัชโชในปี ค.ศ. 1353 บอกกัชโชเริ่มด้วยการบรรยายถึงกาฬโรค (กาฬโรคระบาดในยุโรป) และนำไปสู่การแนะนำกลุ่มชายหนุ่มสามคนและหญิงสาวอีกเจ็ดคนที่เป็นตัวละครในเรื่อง ที่หลบหนีจากโรคระบาดในฟลอเรนซ์ไปยังพำนักอยู่ที่คฤหาสน์ในเนเปิลส์ เพื่อเป็นการฆ่าเวลา สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มก็จะเล่าเรื่องหนึ่งเรื่องต่อแต่ละคืนที่พำนักอยู่ในคฤหาสน์




“ตำนานสิบราตรี” เป็นงานชิ้นสำคัญตรงที่ให้คำบรรยายอย่างละเอียดถึงผลกระทบกระเทือนทั้งทางกาย ทางใจ และทางสังคมของกาฬโรคต่อยุโรป และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องหลายเรื่องมาปรากฏใน “ตำนานแคนเตอร์บรี” โดยเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ แต่ไม่เป็นที่ทราบแน่นอนว่าชอเซอร์รู้จัก “ตำนานสิบราตรี” หรือไม่

แพมพิเนีย ตัวละครสตรีคนหนึ่งได้รับเลือกให้เป็นราชินีของวันแรก แต่ละวันราชินีหรือราชาของวันก่อนหน้านั้นก็จะเลือกหัวข้อของวันต่อไป แต่ละวันก็จะเป็นหัวเรื่องใหม่ นอกจากวันแรกและวันที่เก้า หัวข้อต่างๆ ก็รวมทั้งหัวข้อที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ร้ายที่ในที่สุดก็นำความสุขที่มิได้คาดหวังมาให้, ผู้ที่ได้รับความสำเร็จตามที่หวังไว้หรือพบสิ่งที่หายไป, เรื่องรักที่จบลงด้วยความไม่มีความสุข, เรื่องรักที่รอดจากภัยพิบัติอันร้ายแรง, ผู้ที่สามารถรอดจากอันตราย, กลเม็ดของสตรีที่ใช้กับสามี, กลเม็ดของทั้งชายและหญิงที่ใช้ต่อกัน และผู้ที่ได้รับสิ่งต่างๆ อย่างมากไม่ว่าจะเป็นความรักหรืออื่นๆ

บรรยากาศของเรื่องที่บรรยายใน “ตำนานสิบราตรี” มีอิทธิพลเป็นอย่างมากมาจากความเชื่อและความสำคัญของเลขศาสตร์ (numerology) ของยุคกลาง เช่นเป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่าสตรีเจ็ดคนในเรื่องเป็นสัญลักษณ์ของคุณธรรมสี่ประการ (ความรอบคอบ ความพอประมาณ ความอดทน และความยุติธรรม) และคุณธรรมสามประการของคริสต์ศาสนา (ความศรัทธา ความหวัง และ ความรัก) และมีผู้เสนอต่อไปว่าชายสามคนเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งสภาวะของกรีกสามอย่าง (ความมีเหตุผล ความโกรธ และความหลง)

ชื่อตัวละครในเรื่องของสตรีเจ็ดคนก็ได้แก่ แพมพิเนีย ฟามเม็ตตา ฟิโลเมนา เอมิเลีย ลอเร็ตตา เนฟิเล และ เอลิสสา ตัวละครชายก็ได้แก่ พานฟิโล ฟิโลสตราโต และ ดิโอเนโอ


ภาพเขียนการเล่าตำนานสิบราตรีโดย จอห์น วิลเลียม วอเตอร์เฮาส

ในสมัยกลาง วันขึ้นปีใหม่เฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 มีนาคมในเมืองยุโรปส่วนมาก ในบางพื้นที่ของฝรั่งเศสเป็นวันหยุดนานหนึ่งสัปดาห์ที่สิ้นสุดลงในวันที่ 1 เมษายน นักเขียนจำนวนมากเสนอว่า วันเมษาหน้าโง่ถือกำเนิดขึ้นเพราะผู้ที่เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 2 มกราคม ล้อคนที่เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่วันอื่น การใช้วันที่ 2 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่นั้นพบทั่วไปในฝรั่งเศสเมื่อถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 และวันนี้ได้รับมาอย่างเป็นทางการใน ค.ศ. 1564 โดยกฤษฎีการูสิยอง (Edict of Roussillon) ของฝรั่งเศส

  กลับมาเรื่องหลักคือ April Fool's Day ต่อ...ในประเทศฝรั่งเศส ยุคศตวรรษที่ 16 ชาวฝรั่งเศส ใช้วันที่ 1 เมษายน ของทุกปี เป็นวันขึ้นปีใหม่ จัดงานเฉลิมฉลองดื่มกินเต้นรำกัน จนกระทั่งถึง ค.ศ.1582 สมเด็จพระสันตะปาปา เกรกอรีที่ 13 จึงกำหนดให้ชาวคริสต์ทั่วโลก ฉลองวันปีใหม่พร้อมกัน ในวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี

     แต่เพราะว่า สมัยก่อน การสื่อสารไม่ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเหมือนอย่างในสมัยนี้ คนฝรั่งเศสบ้านนอกบางกลุ่มไม่รู้ บางคนได้ยินแต่ไม่เชื่อ จึงพากันฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน เหมือนเดิม (คล้ายๆกับคนไทยสมัยก่อนที่ยึดเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่) ทำให้คนพวกนี้ถูกเยาะเย้ยว่าพวก “หน้าโง่!” (The April Fools) แล้วจากนั้น คนพวกนี้ก็โดนแกล้งโดนหลอก โดยมีคนส่งข้อความไปหลอก หรือล่อลวงให้หลงเชื่อเรื่องโกหกทั้งหลายว่าเป็นเรื่องจริง เพื่อความสนุกสนานอีกด้วย เลยกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา แถมได้รับความนิยมไปทั่วโลกอีกต่างหาก

     ในปัจจุบัน วันที่ 1 เมษายนจะถูกเรียกว่า "ออยซอง ดา-วริล" (oisson d'Avril) โดยพวกเด็กๆ จะแกล้งเพื่อนๆ ด้วยการเอากระดาษรูปปลาไปแปะไว้ข้างหลัง เมื่อฝ่ายที่ถูกแกล้งรู้ตัว คนแกล้งจะตะโกนว่า "oisson d'Avril!" (April Fish!) ซึ่งเป็นคำที่คนฝรั่งเศสใช้เรียกคนที่ถูกหลอก หรือถูกแกล้งในวันที่ 1 เมษายน

     เช่นกัน ชาวอเมริกันก็นิยมหยอกล้อเพื่อนฝูงหรือคนแปลกหน้าในวันดังกล่าว ซึ่งการโกหกที่เป็นสากลที่สุดในวันนี้ คือการชี้ไปที่รองเท้าของเพื่อน และพูดออกมาว่า "เชือกรองเท้านายหลุดแน่ะ" นอกจากนี้ ถ้าย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 พวกอาจารย์จะแกล้งบอกกับลูกศิษย์ของเขาว่า "ดูโน่นสิ! ฝูงห่าน" แล้วชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ส่วนในโรงเรียนต่างๆ กลุ่มนักเรียนจะหลอกเพื่อนคนอื่นว่า โรงเรียนงดการเรียนการสอนในวันนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการโกหกแบบไหน เมื่อไร เหยื่อตกหลุมพรางตามแผนที่คนแกล้งวางเอาไว้แล้ว คนแกล้งจะตะโกนออกมาว่า "April Fool !"

     อีกหนึ่งกลอุบายในการกลั่นแกล้งที่แทบจะกลายเป็นธรมเนียมปฏิบัติ คือการ เทเกลือลงในโถใส่น้ำตาล เพื่อแกล้งคนที่นั่งข้างๆ แน่นอนว่าวิธีนี้คงไม่ดีแน่ถ้าจะเล่นกับคนแปลกหน้า แต่สำหรับนักเรียนหอ พวกเขามักจะมีกลเม็ดเด็ดๆ ที่จะทำให้แกล้งฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแนบเนียน แถมได้ผลอยู่เสมอ นั่นก็คือการ หมุนเข็มนาฬิกาของตัวเองให้เดินช้า 1 ชั่วโมง เพื่อหลอกรูมเมทให้มาเข้าชั้นเรียนผิดเวลา

     หัวใจของการโกหกในวัน April Fool's Day คือความตลก โดยเรื่องที่โกหก ต้องอยู่บนกฏพื้นฐานที่ว่า ไม่ทำอันตรายให้คนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่เกี่ยวกับความเป็นความตาย เพราะฉะนั้น กลอุบายที่ยอดเยี่ยมที่สุด จะต้องทำให้ทุกคนหัวเราะได้ โดยเฉพาะคนที่ตกเป็นเหยื่อ โดยไม่ทำผิดกฏด้วย

     วันนี้ คุณหลอกใคร หรือโดนใครหลอกหรือยัง ? อมยิ้ม04หัวใจดอกไม้

ขอบคุณ ข้อมูลจาก https://guru.sanook.com/6689/ และ วิกิพีเดีย

พบกันวันพรุ่งนี้อีกวันหนึ่งครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 25
10 อันดับ เรื่องโกหกระดับโลก ในวัน April Fool′s Day












ที่มา http://www.meepanda.com/top-10-fake-story-april-fool%E2%80%B2s-day/
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่