ถึงชุดใหญ่ไม่ตายน้ำตื้น : เคล็ดลับสร้างเด็กให้เอาตัวรอดได้จริงจากมือปืนของ “เฟอร์กี้”

นักเตะชุดเยาวชนหลากหลายคนเคยเก่งมากๆในการเเข่งขันตามรุ่นอายุ ทว่าเมื่อพวกเขาสำเร็จวิชาออกจากบ่ออนุบาลและถูกปล่อยลงกระแสน้ำของจริงกลับไปไม่รอดและตกต่ำลงน่าใจหาย ...


เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะอะไร? และมีวิธีแก้แบบไหนให้ได้เรื่อง? พอล แม็คกินเนสส์ อดีตผู้ดูแลระบบเยาวชนของแมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะแถลงไขให้คุณเข้าใจแบบละเอียดยิบ

Q : เรื่องของสภาพจิตใจมีผลแค่ไหนสำหรับการต่อยอดนักเตะคนหนึ่งที่ต้องการจะเป็นนักเตะระดับท็อป

A : คุณต้องพยายามพัฒนานักเตะให้ไปจนสุดทางของเขา ไม่ว่าจะเรื่องทักษะ,การตัดสินใจ ความเข้าใจเกม ทุกสิ่งล้วนสำคัญทั้งหมดเช่นเดียวกับความแข็งแกร่งในด้านของจิตใจ คุณจะต้องหาบททดสอบขึ้นมาเพื่อท้าทายพวกเขาเสมอๆอย่าให้ปล่อยนักเตะของคุณเฉื่อยเเฉะเอ้อระเหยลอยชายเด็ดขาด

Q : แล้ววิธีที่คุณทำให้นักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งนั้นทำอย่างไรล่ะ?

A : เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บอกผมเสมอว่า "เราจะสามารถตัดสินนักเตะได้ก็ในวันที่พวกเขาเเพ้ ไม่ใช่วันที่พวกเขาเป็นผู้ชนะ เขาต้องการเห็นว่านักเตะแต่ละคนมีการจัดการอย่างไรเมื่อมีเรื่องแย่เข้ามา ฟุตบอลเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ของชีวิตแต่บ่อยครั้งที่มันทำให้ความรู้สึกของคุณเปลี่ยนจากดีสุดเป็นแย่สุดได้ คุณเองต้องมีความสามารถและคอยรักษาระดับเอาไว้ไม่ให้มันสูงลิบเกินไปและต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินไป คุณเองต้องให้นักเตะได้มีโอกาสเจอกับบททดสอบเเบบนี้เสมอ"


Q : แล้วนักเตะเหล่านี้จะสามารถพัฒนาเรื่องภาวะทางอารมณ์ได้อย่างไรบ้าง?

A : วีธีพัฒนาส่วนใหญ่ก็มาจากผู้จัดการทีมนี่แหละ หลายสิบปีก่อนหน้านี้ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ผลักดันตัวเองจากทีมชุดยู 18 ไปชุดสำรอง และปิดท้ายที่ทีมชุดใหญ่ ก่อนจะใหญ่โตไปในระดับทีมชาติ หนึ่งสัปดาห์หลังจากเขาทำได้ แม็ตต์ บัสบี้ (กุนซือของ ยูไนเต็ด ในเวลานั้น) จัดการส่งเขาลงไปเล่นกับทีมชุดยู 18 เหมือเดิม  แน่ล่ะบ็อบบี้ เข้ามาถามด้วยความสงสัย "ทำไมผมไม่อยู่ในทีมสำรอง? ผมไม่เข้าใจจริงๆ" ซึ่ง บัสบี้ ตอบกลับว่า "แกทำได้ดีแล้ว แกอยู่ในแผนการของเรา แต่แกต้องไปอยู่ในทีมบีก่อน" นี่คือการทดสอบจิตใจ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ในวัยหนุ่ม

เช่นเดียวกันกับในช่วงที่ เซอร์ อเล็กซ์ เข้ามาทำทีมใหม่ๆ เขาเข้ามาในห้องแต่งตัวระหว่างที่เกมระดับเยาวชนพักครึ่งอยู่ และเขาหยอดคำท้าท้ายใส่นักเตะและทีมงาน คลาส ออฟ '92  ว่า "ถ้าครึ่งหลังพวกแกยังเล่นไม่เอาอ่าวแบบนี้ สาบานได้เลยว่าพวกเเกจะไม่มีวันได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของข้าแน่นอน" เท่านั้นเอง... คุณต้องทดสอบนักเตะให้เจอกับความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องเพื่อจะได้พร้อมสำหรับทีมชุดใหญ่

Q : อะไรคือความแตกต่างระหว่างนักเตะยุคปัจจุบันนี้กับนักเตะเมื่อ 20 ปีที่เเล้ว?

A : ผมคิดว่าโลกฟุตบอลเปลี่ยนไปแบบเยอะมาก ตอนนี้ทีมเยาวชนนั้นเริ่มคัดนักเตะกันตั้งแต่ 5 ขวบ เด็กๆพวกนี้มีเวลาราว 10 ปี เพื่อเตรียมการก่อนจะเจอกับทีมชุดใหญ่ ขณะที่นักบอลยุคเก่าจะหาประสบการณ์จากฟุตบอลน็อคเอาต์, บอลทัวร์นาเม้นต์ พวกเขาจะต้องเรียนรู้วิธีการตกเป็นฝ่ายตามหลังและทำอย่างไรให้ทีมกลับมาเอาชนะให้ได้ ซึ่งการทำแบบนี้มันจะได้เรื่องของคาแร็คเตอร์ของนักเตะแต่ละคน

ส่วนปัญหาของฟุตบอลยุคนี้โดยเฉพาะเรื่องของอคาเดมี่ ผมว่ามันเป็นลำดับขั้นตอนเป็นอาชีพมากๆเลยนะตั้งแต่ทีมชุดยู 9 และ ยู 10 ทว่าพอก้าวสู่ทีมระดับยู 19 และ ยู 20 กลับมีความเป็นมืออาชีพไม่มากพอ พวกเขาจะได้ดวลกันแต่กลุ่มผู้เล่นหน้าเดิมๆ ไม่ได้ลงสนามต่อหน้าแฟนบอล และยากมากที่จะได้โอกาสสำหรับการเล่นให้ทีมชุดใหญ่ ซึ่งตามหลักแล้วในช่วงอายุ 19-20 ปี นักเตะจะต้องได้ลงเกมในแบบที่มีความกดดันเหมือนกับทีมชุดใหญ่ นี่คือปัญหาของระบบ ณ ปัจจุบันนี้


Q : แบบนี้แสดงว่าอคาเดมี่ยุคใหม่ล้มเหลวอย่างมากในการผลิตนักเตะชุดเยาวชน?

A : ผมคิดว่าทุกคนรู้ว่าก้าวสุดท้ายของนักเตะเยาวชนก่อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในตอนนี้ มันไม่ได้เกิดการเตรียมพร้อมที่ดีพอสำหรับการเข้าไปอยู่กับนักเตะชุดใหญ่สักเท่าไร เพราะนักเตะเยาวชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้พิสูจน์ตัวเองกับนักเตะชุดยู 23 เท่าไรเลย  ยกเว้นในเคสของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ต้องบอกว่าหายากมากๆ เพราะเขากระโดดจากทีมชุดยู 18 ไปเล่นทีมชุดใหญ่เลยในทันที จริงๆแล้วมันไม่ใช่โมเดลที่ดีนักหรอกนะ เพราะผู้จัดการทีมจำเป็นต้องได้เห็นนักเตะถูกทดสอบก่อน เพื่อที่จะสามารถเชื่อใจได้เวลาส่งลงสนาม

Q : มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นนักเตะที่มีจิตใจแข็งเเกร่งเกินเด็กหรือเปล่า คุณสังเกตเห็นอะไรบ้างสำหรับนักเตะในวัยนี้

A : ผมคิดว่าเขาเป็นนักเตะที่มีความแข็งแกร่งด้านจิตใจแบบธรรมชาติเลย นั่นคือเรื่องสำคัญที่ทำให้เขาปรับตัวสำหรับการก้าวกระโดดสู่ทีมชุดใหญ่ได้ เขาได้รับการดูแลที่ดีมาจากครอบครัว สภาพแวดล้อมที่ยูไนเต็ดสร้างขึ้นทำให้นักเตะเชื่อว่าตัวเองจะสามารถทำสิ่งใหญ่ๆได้ และตัวนักเตะเองก็คาดหวังไปสู่การลงเล่นในระดับท็อป ดังนั้นผมมองดูแล้วก็ไม่แปลกใจอะไรที่เขาขึ้นทีมชุดใหญ่ได้แถมทำได้ดีอีกต่างหาก เรามีเกมแบบทัวร์นาเม้นต์ให้ทดสอบและตัวของ มาร์คัส เองก็โชว์ฟอร์มได้ดีกับทุกรุ่นอายุ เราบอกเรื่องนี้กับเขาบ่อยๆว่า "อย่าได้แปลกใจล่ะถ้าวันหนึ่งเอ็งได้เล่นทีมชุดใหญ่" ซึ่งเป็นคำที่ปลูกฝั่งให้เขาเชื่อมั่นว่าเขาจะก้าวไปอีกระดับได้  นี่คือประโยชน์จากสิ่งที่สโมสรอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ได้สร้างวัฒนธรรมเอาไว้ ทุกภาคส่วนล้วนมีความสำคัญทั้งหมด


Q : อคาเดมี่จะเริ่มผลิตนักเตะเยาวชนอย่างไรให้พวกเขาเติบโตแบบมีความยืดหยุ่นต่อสิ่งที่เจอได้บ้าง

A : ที่ ยูไนเต็ด เราถามตัวเองเสมอว่า "ลักษณะพิเศษของนักเตะระดับท็อปนั้นเป็นอย่างไรและมีอะไรที่ขาดไปบ้างสำหรับนักเตะของเรา?" เราคิดว่าความยืดหยุ่นอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น และเราก็ได้ร่วมกันทำเอกสารของหลายๆ เกม ก่อนส่งมอบไปให้กับ FA เพื่อหวังว่าเราจะสามารถให้ผู้เล่นของเรามีโอกาสมากขึ้นในการพัฒนาความยืดหยุ่น เราต้องการอะไรมากกว่าทัวร์นาเมนต์น็อคเอ้าท์ เราต้องการให้พวกเขาได้ลงเล่นในทัวร์นาเม้นต์มากขึ้น คุณเรียนรู้ได้มากขึ้นถ้าคุณเล่นในหลายๆ ทัวร์นาเมนต์ตอนที่อายุยังน้อย คุณเล่นภายใต้แรงกดดันที่จะทำผลงานต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก คุณสร้างความผิดพลาดในสภาพแวดล้อมดังกล่าวเพราะคุณเครียด แต่หลังจากนั้นคุณเรียนรู้จากมัน และนำมันมาใช้ คุณจำเป็นต้องมีทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลมากๆ ทั้งในร่ม หรือกลางแจ้ง ที่จะใช้สร้างแรงกดดันและมีฝูงชนเข้าชม

Q : เอฟเอ ยูธ คัพ ช่วยพัฒนานักเตะเยาวชนของ ยูไนเต็ด อย่างไรบ้าง?

A :  ถ้าผลงานในเกม ยูธ คัพ ออกมาดีคุณก็จะได้เห็นว่านักเตะของคุณเติบโตขึ้น ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ทีมคว้าแชมป์เราจะได้เห็นว่านักเตะเยาวชนได้ลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลกว่า 35,000 คน สำหรับเกมนัดชิง 38,000 คนที่เอมิเรตส์ 20,000 คนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และนั่นคือการเอาพวกเขาไปสู้กับความกดดันระดับมหาศาลและนี่คือคุณสมบัติที่ต้องสำหรับการได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่   เกม เอฟเอ ยูธ คัพจะสอนให้พวกรู้จักการตกรอบแรกซึ่งมันก็มีประโยชน์ที่จะได้ทดสอบพวกเขา ดั้งนั้นมันยอดเยี่ยมมากที่จะเอานักเตะเยาวชนไปเจอกับความกดดันแบบนี้ เรามีนักเตะดาวรุ่งมากมายแต่ปัญหาก็คือในตอนนี้พวกเขาไม่ได้เรียนรู้กับความกดดันที่แท้จริงเท่าไหร่เลย


Q : ปูมหลังการสร้างคาแร็คเตอร์ให้นักเตะที่สำคัญที่สุดคืออะไร?

A : ผมไม่คิดว่าปูมหลังเก่าก่อนจะสำคัญอะไรมากมาย ยกตัวอย่างมีนักรักบี้และนักฟุตบอลหลายคนที่ไม่ได้มีปูมหลังการส่งเสริมจากครอบครัวมากมายนัก ของแบบนี้มันอยู่ที่แรงจูงใจของแต่ละคนมากกว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับนักเตะเองไม่ว่าจะเรื่องของความแข็งแกร่งทางจิตใจและคาแร็คเตอร์ของตัวคุณเอง  สภาพแวดล้อมที่เจอจะหล่อหลอมคุณเอง ผมว่าโค้ชหรือผู้จัดการทีมยากที่จะสร้างความแข็งแกร่งในเรื่องนี้ได้

Q : แล้วการหยุดพัฒนาตัวเองตั้งแต่แรกล่ะสำคัญไหม?

A : ผมคิดว่าการอยู่กับที่ก็เหมือนกับการเสื่อมถอย มันคือสิ่งสำคัญมาก ในการพัฒนานักเตะถ้าคุณไม่ระวังพอ นักเตะที่ดีที่สุดในทีมอคาเดมี่ตลอดระยะเวลา 10 ปี อาจจะไม่มีโอกาสได้เล่นชุดใหญ่เลยแม้เเต่เกมเดียวก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ทักษะการจับตาดูนักเตะและสังเกตพัฒนาการนักเตะของโค้ชแต่ละรุ่นคือสิ่งที่ควรมี และควรรู้ว่าจะมีวิธีทดสอบและลองของพวกเขาได้อย่างไร   มีนักเตะของ ยูไนเต็ด บางคนที่พัฒนาทีหลังคนอื่นแต่กลับดีขึ้นมามากๆ นั่นก็เพราะพวกเขามีความตั้งใจจริงและพยายามพัฒนาตัวเองอย่างหนัก ยกตัวอย่างเช่น เจสซี่ ลินการ์ด เขาตัวเล็กมากๆหากเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นแต่ก็แสดงให้เห็นถึงความกล้า ขณะที่ ไมเคิล คีน พัฒนาร่างกายได้ดีมากเขาพยายามและเเสดงให้เห็นมาตลอดสำหรับเรื่องนี้ นักเตะหลายคนโชคร้ายต้องมาเจ็บและทำให้การพัฒนาหยุดชะงักไป พวกเขาสามารถก้าวไปเป็นักเตะที่ดีที่สุดได้ พวกเขาไปกับบอลดี อ่านเกมฉลาด และมีความแข็งแกร่ง แต่เมื่อพวกเขาเหล่านี้เจอกับวิกฤติการหยุดชะงักจากการพัฒนาการ ถึงตรงนี้โค้ชมีส่วนสำคัญที่จะทำให้พวกเขากลับมาใจสู้อีกครั้งด้วยการให้อุปสรรคและบททดสอบแก่พวกเขา


Q : แล้วคุณพัฒนาความเป็นผู้นำของนักเตะอย่างไร?

A : เรามีทัวร์นาเม้นต์ให้ทีมเยาวชนไปเล่นที่ต่างประเทศเยอะมาก ปีหนึ่งเราไปเคนย่า มันเป็นเหมือนเราเป็นแขกของพระราชาอย่างไรอย่างนั้น  ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ และ เจมส์ เชสเตอร์ ก็อยู่ในการทัวร์เคนย่าชุดนั้นด้วย มันเป็นการพัฒนาพวกเขาไปในตัวในฐานะการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง พวกเขาได้ไปเยี่ยมเยือนคลีนิกของผู้ติดเชือ HIV,ไปเล่นที่สลัม และลงเตะในสนามกีฬาเเห่งชาติ ประสบการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่พวกเขาไม่มีทางได้เจอกับชีวิตปกติ มันไม่ได้พัฒนาพวกเขาในฐานะคนคนหนึ่งเท่านั้น มันจะทำให้พวกเขามีภาวะการเป็นผู้นำ พอถึงวันหนึ่งพวกเขาจะได้เอาเรื่องนี้ไปพูดกับนักเตะคนอื่นๆ  ไม่ว่าจะการเป็นกัปตันทีม การขึ้นพูดในที่สาธารณะ สิ่งสำคัญเลยคือเราต้องทำให้พวกเขารู้ว่าคุณจะได้เจออะไรบ้างเมื่อได้เล่นให้กับทีมชุดใหญ่

credit : www.fourfourtwo.com/th
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่