หิวแล้วใช่มั้ย?

กระทู้สนทนา
ทันที่เปิดประตูเข้าบ้าน “บู” สุนัขพันธุ์ แจ๊ค รัสเซล เทอร์เรีย ก็กระโดดหอมผมเสียหลายที ปีนี้ 10 ขวบแล้วแต่ก็ยังแข็งแรงดี เห็นอย่างนี้แล้วก็อุ่นใจว่า อีก 5 ปีเราก็ยังจะอยู่ด้วยกัน “หิวแล้วใช่มั้ย มาๆ กินข้าวๆ” ผมบอกขณะนำอาหารสุนัขแบบเม็ดสำหรับสุนัขสูงวัยใส่ชาม

“ทำหมันแล้วแต่ก็ไม่คึกน้อยลงเลย” ผมคิดขณะนั่งมองบูจัดการกับอาหารเย็น “วันสุดท้ายที่เราจากกันต้องอยู่ข้างๆให้ได้ จะไม่ปล่อยให้จากไปตามลำพังแน่นอน” ผมสาบานกับตัวเอง พลางไล่ดูฟีดข่าวในเฟซบุ้ค ช่วงนี้พิษสุนัขบ้ากำลังระบาดหลายพื้นที่ จากเดิมฝ่ายที่รักสุนัขและฝ่ายตรงข้ามก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่แล้ว พอเพิ่มประเด็นของโรคระบาดเข้าไป ทั้งพาดหัวข่าว และการตอบโต้กันจึงยิ่งดุเดือดขึ้นจนน่ากลัว ว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไรดี บางวิธีที่นำเสนอขึ้นมาช่างเย็นชากับสิ่งมีชีวิตอื่นเหลือเกิน ผมเผลอเลื่อนไปอ่าน “ความคิดเห็น” เข้าอีกแล้ว ความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรง ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ในชีวิตจริงแบบนี้ เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

บูกินข้าวอิ่มแล้วคาบลูกบอลมาชวนเล่น แต่วิธีเล่นของบูออกจะแปลกอยู่สักหน่อย หลังจากโยนไปและบูคาบกลับมาแล้ว เราต้องยื้อแย่งกันสักพักถึงจะได้โยนอีกครั้ง ทั้งนี้เป็นเพราะผมเองที่อ่อนประสบการณ์ในการฝึกสุนัข การเล่นลูกบอลของเราจึงผิดเพี้ยนไป หลังจากวิ่งไปคาบลูกบอลหลายครั้งจนเหนื่อย เราก็แยกย้ายกันเข้านอน ผมมีรายงานที่ยังทำค้างอยู่ กว่าจะได้เข้านอนจึงเกือบเป็นเวลาเที่ยงคืน

เช้าแล้ว เป็นการนอนหลับที่เต็มอิ่มมาก ผมรู้สึกตัวตื่นก่อนที่นาฬิกาจะปลุกเสียอีก แต่ทำไมผมถึงมานอนที่ห้องรับแขกได้ล่ะ ขณะที่กำลังใช้ความคิดอยู่ก็ได้ยินเสียงกุกกักในครัว “บูซนอีกแน่นอน” ผมคิด เลยค่อยๆย่องไปดู

“หิวแล้วใช่มั้ยๆ” เสียงในครัวเอ่ยออกมาก่อนที่ผมจะเดินไปถึง ประโยคที่ผมควรจะเป็นฝ่ายถาม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคุ้นเคย เป็นบูจริงๆที่อยู่ในครัว แต่บูกำลังเทอาหารที่อุ่นแล้วใส่จาน “มาๆ กินข้าวๆ” บูเชื้อเชิญ ความรู้สึกของผมในตอนนี้เหมือนกำลังดูการ์ตูนวอลท์ดิสนีย์ บูยืนสองขา หยิบจับจานอย่างคล่องแคล่ว ตอนนั้นเองผมรู้สึกดีใจเหมือนไม่ได้เจอบูมาหลายสัปดาห์ รีบวิ่งเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว “นี่เราต้องฝันอยู่แน่ๆ” ผมคิด เพราะทุกครั้งเวลาฝัน ผมเหมือนจะไม่เป็นตัวของตัวเอง และทำทุกอย่างไปตามสถานการณ์รอบตัว

ตอนนี้กลับกลายว่าผมเองที่เป็นฝ่ายถูกเลี้ยง ผมก็ยังเป็นผมเหมือนเดิมทุกประการ ใส่ชุดนอนชุดเดิม บูเองก็เหมือนเดิม จะแปลกก็ตรงที่เดิน 2 ขาคล่องแคล่ว ที่สำคัญคือ ตอนนี้บูพูดได้ “เดี๋ยววันนี้ไปสวนสาธารณะกันนะ” บูกล่าวพร้อมมองผมด้วยสายตาที่เป็นมิตรเช่นเคย ผมดีใจมาก รีบตอบตกลง “เจี๊ยก” นั่นกลับเป็นคำตอบที่หลุดออกมาจากปากของผม ถึงบูจะพูดได้แล้ว แต่กลับเป็นผมเองที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาเดียวกันได้ “เจี๊ยกๆ” ผมยังพูดต่อไป “ฝันแบบนี้ก็สนุกดีแฮะ อยากรู้แล้วสิว่า ข้างนอกบ้านจะเป็นยังไง”

ถึงสวนสาธารณะแล้ว มีสุนัขหลายตัวพาคนมาเดินเล่นรับอากาศยามเช้า บางคนก็เล่นโยนรับลูกบอลกับเจ้าของ(ที่ตอนนี้เป็นสุนัข) บางคนนอนกลิ้งไปบนสนามหญ้าอย่างมีความสุข แต่ที่สุดสายตาบริเวณซุ้มอาหาร กลับพบคนกลุ่มหนึ่งผอมโซ เนื้อตัวมอมแมม กำลังค้นถังขยะดูว่ามีอะไรที่พอจะใช้ได้บ้าง “คนจรจัด” คำนี้ผุดขึ้นในหัวผมทันที คนที่ไม่มีเจ้าของ ไม่ได้รับการดูแล หลังจากเกิดมาแล้วก็ต้องหากินเอง

ระหว่างที่บูกำลังคุยกับคนรู้จักอยู่นั้น ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ ทำให้ทราบว่า บางคนก็เคยมีเจ้าของมาก่อน แต่หลังจากพลัดหลงกันแล้วพยายามตามหาเจ้าของไปทั่วแต่ก็ไม่เจอ สุดท้ายก็ต้องมาใช้ชีวิตเร่ร่อน ขณะที่บางคนถูกหลอกว่าจะพาไปเที่ยว แต่กลายเป็นว่าถูกทิ้งเพราะเมื่อโตแล้วไม่น่ารักเหมือนเดิม “ถ้าเราเป็นเด็กได้ตลอดไป เราคงไม่ถูกทิ้ง” เธอคนนั้นพูดทั้งน้ำตา อาบน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว อาหารก็ต้องมาคอยเช็คที่ถังขยะ เพราะเมื่อได้ขึ้นชื่อว่าเป็น”คนจรฯ” แล้ว ก็ไม่มีใครคอยให้อาหารอีกต่อไป ในเมืองใหญ่แบบนี้ ไม่มีสวนผัก ผลไม้ให้เก็บฟรีหรอกนะ ผมฟังแล้วรู้สึกจุกในอก หันไปมองบางคนกำลังท้องแก่ บางคนขาพิการ แต่ที่เหมือนกันคือ ทุกคนสายตาหวาดระแวง และคอยรักษาระยะห่างจากสุนัขที่เดินผ่านไปผ่านมา

ทันใดนั้น ทุกคนก็วิ่งกรูไปที่สุนัขตัวหนึ่งพร้อมแสดงท่าทีเป็นมิตร สุนัขตัวนั้นเอาอาหารมาให้นั่นเอง จังหวะเดียวกันนั้นเองที่บูก้าวก็มายืนข้างๆผม ดูคนจรฯกลุ่มนั้นกินอาหาร เราทั้งคู่ ไม่ได้พูดอะไรกัน ต่างยืนดูอยู่เงียบๆ

ก่อนกลับ บูคุยกับเพื่อนสุนัขที่รู้จักว่า ตอนนี้โรคระบาดในคนระบาดหนักกว่าทุกปี เขตนี้ก็พบคนที่ติดเชื้อแล้ว มาเดินเล่นที่สวนสาธารณะแห่งนี้ก็ต้องระวังให้มากขึ้น ได้ยินบูตอบเค้าไปว่าขอบใจที่เป็นห่วง แต่ทั้งบูและผมต่างก็ได้รับวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวแล้ว ฟังแล้วก็ทำให้ผมย้อนกลับมาคิดว่า ที่โลกของผม เราดูแลสวัสดิภาพของคนเป็นอย่างดี โรคอันตรายถึงชีวิต โรคที่เป็นแล้วรักษาไม่หายต่างๆ เราก็ป้องกันโดยการได้รับวัคซีนแต่เด็ก ถึงเป็นเด็กกำพร้าก็ไม่ยกเว้นการได้รับสิทธินี้ แต่เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตอื่นเรากลับเลือกที่จะ”กำจัด”เพื่อตัดวงจรของโรค นึกแล้วผมก็เสียวสันหลังขึ้นมาว่า โลกนี้ดำเนินการกับคนติดเชื้ออย่างไร  

ผมปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปไกล รู้สึกตัวอีกทีเราก็ถึงบ้านแล้ว ก่อนที่จะเข้านอนผมเดินไปที่โต๊ะทำงานตามความเคยชินเพราะรายงานที่ทำหลายคืนติดต่อกัน ร่างรายงานฉบับเดิมยังอยู่แต่เขียนด้วยลายมือที่ต่างออกไป เป็นลายมือของบู พร้อมลายประทับรอยเท้าในหน้าสุดท้าย “ฮ่าๆ มุขนี้เด็ด” ผมคิด เดี๋ยวตื่นแล้วต้องจดไว้กันลืม ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าได้ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ฝันนี้ก็คงจบลง

เสียงนาฬิกาปลุกที่คุ้นเคยดังแล้ว ผมเอื้อมมือไปกดปุ่มปิด เช้านี้ผมนอนอยู่บนที่นอน “โฮ่งๆ” เสียงเห่าของบูแว่วมาจากห้องรับแขก ผมดีใจนิดๆที่ได้ยินเสียงนี้อีกครั้ง เมื่อเดินไปถึงก็เจอเพื่อนยากกำลังบิดขี้เกียจและเดินต้วมเตี้ยมเข้ามาหา ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ ฝันจริงๆนั่นล่ะ

“หิวแล้วใช่มั้ยๆ” เสียงในครัวเอ่ยออกมาก่อนที่ผมจะเดินไปถึง
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่